เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 16 กันยายน 2569
วันที่เริ่มดูแล ลูกค้าธุรกิจโซลาร์เซลล์รายนี้มียอดขายประมาณปีละ 14 ล้านบาท ข้อมูล 8 เดือนล่าสุดขยับเป็นประมาณ 18 ล้านบาท หรือเทียบอัตรารายปีได้ประมาณ 27 ล้านบาท
แต่เส้นทางเงินทุนไม่ได้เริ่มจากการได้วงเงินครบตามที่ต้องการ ครั้งแรกลูกค้าอยากได้เงินเพิ่ม 5 ล้านบาท ดิฉันช่วยดำเนินการได้ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท ก่อนจะมีจุดเปลี่ยนจากบ้านที่เหลือหนี้ประมาณ 7 แสนกว่าบาท ซึ่งลูกค้านำมาใช้ประกอบสินเชื่อ SME และได้รับวงเงินอีก 3 ล้านบาทในรอบต่อมา
ตลอดประมาณ 2–3 ปีที่ดูแลเคสนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปมีทั้งยอดขาย กลุ่มลูกค้า และทางเลือกสินเชื่อ ดิฉันจึงอยากเล่าว่าแต่ละช่วงเราพบอะไร และใช้ข้อมูลอะไรในการวางแผนต่อ
ตัวเลขในกรณีศึกษานี้เป็นยอดโดยประมาณ ส่วน 27 ล้านบาทคำนวณเทียบรายปีจากยอดขาย 18 ล้านบาทใน 8 เดือน ไม่ใช่ยอดขายครบปีที่เกิดขึ้นแล้วหรือการรับรองยอดขายในอนาคต
ก่อนยอดขายจะเติบโตเกือบสองเท่า ลูกค้ามีกิจการและรายได้อยู่แล้ว แต่การขอเงินเพิ่ม 5 ล้านบาทยังติดข้อจำกัดของสินเชื่อในครั้งนั้น
ลูกค้ารายนี้จำหน่ายอุปกรณ์โซลาร์เซลล์และรับติดตั้งระบบ มีทั้งอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ผู้ซื้อนำไปติดตั้งเอง และระบบขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทีมของบริษัทเข้าไปติดตั้งให้
สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน สามารถอ่านเรื่อง สินเชื่อสำหรับธุรกิจโซลาร์เซลล์ ประกอบได้ ส่วนในเคสนี้ ดิฉันจะเล่าเส้นทางเงินทุนของลูกค้าตั้งแต่การยื่นครั้งแรกจนถึงรอบต่อมา
ตอนเริ่มทำงานร่วมกัน กิจการมียอดขายย้อนหลัง 12 เดือนประมาณ 14 ล้านบาท มีสินเชื่อเดิมอยู่ประมาณ 2 ล้านบาท และต้องการสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 5 ล้านบาท
ดิฉันจึงต้องพิจารณาทั้งสินเชื่อที่มีอยู่และเงื่อนไขของวงเงินใหม่ รวมถึงปรึกษา บสย. เรื่องการค้ำประกันสำหรับบริษัทนี้ด้วย
รายละเอียดที่ต้องแยกให้ชัดคือ กรอบค้ำประกันรวมกับวงเงินที่ใช้ได้ในการยื่นครั้งนั้นเป็นคนละส่วนกัน
จากที่ได้ปรึกษาในขณะนั้น กรอบค้ำประกันรวมของบริษัทอาจถึง 30 ล้านบาทเมื่อรวมสินเชื่อประเภทที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำกรอบทั้งหมดมาใช้กับสินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ที่กำลังขอได้ทันที
ผลในครั้งนั้น ดิฉันช่วยดำเนินการคลีนโลนได้ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท ส่วนทางเลือกขอเพิ่มในกลุ่มไม่ใช้หลักทรัพย์ มีเงื่อนไขที่ได้รับแจ้งว่าต้องผ่อนสินเชื่อเดิมไปก่อนอย่างน้อยหนึ่งปี จึงจะกลับมาขอพิจารณาเพิ่มเติมได้
เงื่อนไขนี้เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายนี้ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เกณฑ์เดียวกันสำหรับทุกกิจการ และการครบระยะเวลาก็ไม่ได้รับรองว่าจะได้รับวงเงินเพิ่ม
สิ่งที่ดิฉันต้องทำต่อจึงเป็นการวางแผนจากข้อจำกัดที่พบ โดยไม่สรุปว่าวงเงินครั้งแรกจะเป็นคำตอบสุดท้ายของกิจการตลอดไป
เงินที่ได้รับยังไม่ครบเป้าหมาย แต่ลูกค้านำไปใช้หลายส่วนของธุรกิจ ขณะเดียวกันความต้องการโซลาร์เซลล์ก็เพิ่มขึ้นพอดี
จากข้อมูลที่ลูกค้าเล่า เงินทุนช่วงแรกถูกนำไปใช้หมุนเวียน ทั้งเพิ่มบุคลากร เพิ่มสินค้า และเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการสั่งผลิตหรือจัดหาสินค้าเพื่อนำมาขาย
ในส่วนสินค้า มีแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ที่ลูกค้าเลือกนำมาทำตลาดด้วย จึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มจำนวนสินค้าเดิม แต่ยังมีการขยับสินค้าที่เสนอให้ผู้ซื้อในช่วงนั้น
จังหวะเดียวกัน ลูกค้าพบว่าความสนใจติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น มีความต้องการทั้งอุปกรณ์และบริการติดตั้งมากขึ้นตามมา
ตรงนี้ดิฉันไม่อยากเล่าเพียงว่า “ได้สินเชื่อแล้วธุรกิจโต” เพราะเจ้าของกิจการและทีมยังต้องทำงานอีกหลายส่วน ทั้งขายสินค้า จัดคนติดตั้ง และส่งมอบงานให้ลูกค้า เงินทุนเป็นส่วนหนึ่งที่นำมาใช้รองรับการดำเนินงานเหล่านั้น
ต่อมา กิจการยังได้รับสัญญาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์จาก หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มี
สิ่งที่ดิฉันเห็นจึงมีมากกว่ายอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น ทั้งประเภทงานและกลุ่มผู้ว่าจ้างที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม งานใหม่ยังต้องพิจารณาต้นทุนและจังหวะรับชำระเงินควบคู่กัน ก่อนจะสรุปว่ารองรับภาระสินเชื่อเพิ่มได้เท่าไร
อีกเรื่องที่พบไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่วิธีรับเงิน: ลูกค้ารับเข้าบัญชีส่วนตัว แล้วค่อยโอนเข้าบริษัทตอนปลายเดือน
ตอนดูข้อมูลเพื่อวางแผนยื่นสินเชื่อ ลูกค้ามีรูปแบบรับเงินค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัญชีส่วนตัว แล้วจึงรวบยอดโอนเข้าบัญชีบริษัทช่วงปลายเดือน
จุดนี้ทำให้ผู้พิจารณาตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของรายรับบริษัท เพราะรายการที่เห็นเป็นเงินโอนจากเจ้าของ แทนที่จะเห็นเงินจากผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้างตามรายการรับชำระโดยตรง
ดิฉันจึงแนะนำให้ปรับการรับชำระเงินของบริษัทเข้าบัญชีบริษัท เพื่อให้ที่มาของรายรับชัดเจนและเชื่อมโยงกับเอกสารการขายได้ง่ายขึ้น
ยอดโอนรวมตอนปลายเดือนบอกว่าเจ้าของนำเงินเข้าบริษัทเท่าไร แต่ยังต้องมีข้อมูลประกอบเพื่ออธิบายว่าเงินนั้นมาจากการขายหรือการให้บริการรายการใด ขณะที่การรับเงินเข้าบริษัทตามธุรกรรมจริงช่วยให้ติดตามเส้นทางนี้ได้ตรงขึ้น
คำแนะนำของเราคือทำให้รายรับจริงตรวจสอบได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เพิ่มยอดโอนเพื่อให้บัญชีดูมียอดขายมากกว่าเดิม
บทบาทของดิฉันในเคสนี้คือการวางแผนยื่นสินเชื่อและให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลประกอบการพิจารณา ส่วนการบริหารธุรกิจและสร้างยอดขายเป็นการดำเนินงานของลูกค้าเอง
หากกิจการของคุณมีรูปแบบรับเงินใกล้เคียงกัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement ของธุรกิจอย่างไร
จุดเปลี่ยนรอบถัดมาคือบ้านที่เหลือหนี้ประมาณ 7 แสนกว่าบาท ลูกค้าบอกว่าเงินจำนวนนี้จัดการได้ เราจึงมีทางเลือกในการวางแผนสินเชื่อเพิ่มขึ้น
ในปีที่สอง ลูกค้ามีบ้านที่ยังผ่อนสินเชื่อบ้านอยู่ และปรับบ้านหลังนี้เป็นสำนักงานด้วย
เมื่อดูยอดที่ต้องปิด เหลืออยู่ประมาณ 7 แสนกว่าบาท จากคำบอกเล่าของลูกค้า เป็นจำนวนที่สามารถจัดการได้ จึงใช้เงินส่วนตัวปิดสินเชื่อบ้านเดิมก่อน
หลังจากนั้น เราดำเนินการสินเชื่อ SME โดยใช้บ้านประกอบการพิจารณา และลูกค้าได้รับวงเงิน 3 ล้านบาท ในรอบนี้
สำหรับดิฉัน นี่เป็นจุดที่ทางเลือกต่างจากครั้งแรกอย่างชัดเจน เพราะมีหลักประกันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนเงินทุนเพิ่มเติมจากการใช้คลีนโลนในช่วงเริ่มต้น
ลำดับของเคสนี้คือ ใช้เงินส่วนตัวปิดภาระบ้านเดิมก่อน แล้วจึงขอสินเชื่อธุรกิจโดยใช้บ้าน ไม่ใช่ตัวอย่างว่าบ้านทุกหลังที่ยังผ่อนอยู่สามารถเปลี่ยนเป็นสินเชื่อ SME ได้ทันที และการปรับบ้านเป็นสำนักงานก็ไม่ได้ทำให้ผ่านเงื่อนไขโดยอัตโนมัติ
ในช่วงที่ดูแล ลูกค้ามีที่ดินและโกดังอยู่ก่อนแล้วด้วย และมีการใช้เงินทุนกับกิจการหลายด้าน เช่น ปรับพื้นที่สำนักงาน ที่พักคนงาน พื้นที่เก็บสินค้า ซื้อสินค้าเพิ่มเติม และการตลาด ความต้องการเงินจึงมีทั้งส่วนพื้นที่ดำเนินงานและส่วนหมุนเวียนในการขาย
ผู้ที่กำลังพิจารณานำทรัพย์มาใช้กับกิจการ สามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เมื่อกลับมาดูข้อมูลล่าสุด ยอดขายเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณเดือนละ 1.17 ล้านบาท เป็นประมาณ 2.25 ล้านบาท แต่ก่อนขอวงเงินใหม่ ยังต้องดูว่าเหลือเงินรองรับค่างวดเท่าไร
ข้อมูลตอนเริ่มต้นเป็นยอดขาย 12 เดือน ส่วนข้อมูลล่าสุดเป็นยอดขาย 8 เดือน ดิฉันจึงใช้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนมาเปรียบเทียบ เพื่อไม่ให้ยอดรวมที่มีระยะเวลาต่างกันทำให้เข้าใจการเติบโตคลาดเคลื่อน
เมื่อใช้ค่าเฉลี่ยต่อเดือน ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 93% หรือเกือบสองเท่า จากฐานเริ่มต้น
ตัวเลขนี้แสดงว่าขนาดยอดขายของกิจการเปลี่ยนไป แต่ยังนำมาแทนกำลังผ่อนไม่ได้ เพราะระหว่างทางมีทั้งต้นทุน ค่าใช้จ่าย และสินเชื่อที่ต้องชำระอยู่แล้ว
การประเมินวงเงินใหม่จึงต้องดูต่อว่า เมื่อรับเงินจริง จ่ายค่าใช้จ่าย และชำระหนี้เดิมแล้ว กิจการเหลือเงินรองรับค่างวดเพิ่มได้แค่ไหน
รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเรื่องกำลังผ่อนได้ ก็ต่อเมื่อกิจการยังเหลือเงินหลังภาระต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วย หากยอดขายสูงขึ้นแต่ต้นทุนและหนี้เพิ่มเร็วกว่า ความพร้อมขอสินเชื่อก็อาจไม่ได้เพิ่มตาม
ผู้ที่ต้องการประเมินตัวเลขของตัวเอง สามารถอ่าน วงเงินสินเชื่อธุรกิจ SME: ประเมินจากกำลังผ่อนปัจจุบัน และใช้ เครื่องมือเปรียบเทียบค่างวดกับกระแสเงินสด ประกอบการทบทวน
บ้านยังเป็นหลังเดิม แต่ธุรกิจมีข้อมูลช่วงใหม่ให้พิจารณา เราจึงกลับมาวางแผนทางเลือกสินเชื่ออีกครั้ง
ในรอบล่าสุด เราใช้บ้านหลังเดิมที่อยู่ในโครงสร้างสินเชื่อ SME แล้ว ประกอบการดำเนินการสินเชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า “สินเชื่อ 3 เท่า”
คำเรียกนี้ไม่ได้หมายความว่านำวงเงินรอบก่อน 3 ล้านบาทมาคูณสาม แล้วสรุปว่าจะได้รับอนุมัติ 9 ล้านบาท และกรณีศึกษานี้ไม่ได้ระบุวงเงินอนุมัติรอบล่าสุด
สิ่งที่อยากให้เห็นคือ เส้นทางของลูกค้าไม่ได้จบที่คลีนโลนครั้งแรก เมื่อมีข้อมูลรายได้ช่วงใหม่ พัฒนาการของงาน และทรัพย์ที่ใช้ประกอบการพิจารณา เราจึงกลับมาดูทางเลือกที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกครั้ง
เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางเงินทุนของเคสนี้มีจุดเปลี่ยนดังนี้
วงเงินในตารางเป็นเหตุการณ์คนละช่วง ไม่ใช่เงินใหม่สุทธิที่นำมาบวกรวมได้ เพราะแต่ละรอบต้องพิจารณาหนี้คงเหลือและการจัดสรรเงินประกอบด้วย
เมื่อย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นคือวงเงินที่ยังไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อกิจการมีข้อมูลใหม่และมีทางเลือกใช้หลักประกันเข้ามาร่วมด้วย
จากวันที่ลูกค้าต้องการสินเชื่อเพิ่ม 5 ล้านบาท แต่ดำเนินการได้ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท เราค่อย ๆ วางแผนตามสถานการณ์ของกิจการ ทั้งการให้คำแนะนำเรื่องเส้นทางรับเงิน การใช้บ้านประกอบสินเชื่อในปีต่อมา และการกลับมาพิจารณาทางเลือกใหม่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น
สำหรับดิฉัน บทเรียนสำคัญคือ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดครั้งก่อนคืออะไร และวันนี้มีข้อมูลอะไรเปลี่ยนไปแล้วบ้าง เพราะข้อจำกัดด้านผลิตภัณฑ์ การค้ำประกัน และกำลังผ่อนต้องพิจารณาต่างกัน
หากกิจการติดเรื่องกำลังผ่อนจริง การเริ่มจากวงเงินที่เหมาะสมกับแผนงานช่วงแรกอาจเป็นทางเลือก แต่เงินช่วงนั้นต้องเพียงพอทำงานจนเกิดรายรับ ไม่ใช่ต้องรอสินเชื่ออีกก้อนที่ยังไม่แน่นอนจึงจะเดินต่อได้ เมื่อมีผลการดำเนินงานแล้ว จึงกลับมาประเมินว่ารายได้และเงินเหลือรองรับการขยับวงเงินหรือยัง
เจ้าของกิจการรายนี้เป็นผู้สร้างยอดขายและบริหารงานให้เติบโต ส่วนเราช่วยวางแผนการยื่นสินเชื่อตามความพร้อมในแต่ละช่วง ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นประสบการณ์เฉพาะราย ไม่ใช่สูตรว่ารับสินเชื่อก้อนแรกแล้วทุกบริษัทจะเพิ่มวงเงินหรือเติบโตได้เหมือนกัน
หากวันนี้คุณยังขอวงเงินได้ไม่ถึงเป้าหมาย การรู้ว่าติดข้อจำกัดตรงไหนจะช่วยให้วางแผนครั้งต่อไปได้ชัดขึ้น
ถ้าคุณกำลังอยู่ในจุดคล้ายกับช่วงแรกของเคสนี้ คือมีแผนใช้เงิน แต่ยังไม่แน่ใจว่าวงเงินที่ต้องการสอดคล้องกับสถานการณ์กิจการหรือไม่ ดิฉันอยากให้เริ่มจากการทำความเข้าใจข้อมูลของตัวเองก่อนยื่นรอบใหม่
เราอาจต้องดูว่าข้อจำกัดอยู่ที่ภาระผ่อน เส้นทางรายรับ หรือเงื่อนไขของสินเชื่อที่เลือก เพราะแต่ละเรื่องมีแนวทางเตรียมตัวต่างกัน
อ่านต่อได้ที่ ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้: ที่ปรึกษาช่วยดูอะไร และควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนก่อนเริ่มพูดคุยเรื่องเงินทุนของกิจการคุณ
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา