เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 28 กรกฎาคม 2569
เจ้าของกิจการที่กำลังต้องการ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มักเริ่มจากคำถามว่า “ขอได้สูงสุดเท่าไร” แต่ในทางปฏิบัติ ตัวเลขวงเงินสูงสุดของผลิตภัณฑ์ยังไม่ใช่วงเงินที่ธุรกิจแต่ละรายจะได้รับจริง แม้สินเชื่อบางรายการจะประกาศเพดานสูงสุด 5 ล้านบาท ธนาคารยังต้องตรวจว่ากิจการต้องใช้เงินจริงเท่าไร กระแสเงินสดรองรับภาระใหม่ได้เพียงใด และมีปัจจัยเสี่ยงใดที่ต้องเผื่อไว้
จากประสบการณ์ตรวจข้อมูลสินเชื่อ ดิฉันพบว่าคำขอที่อธิบายได้ดีไม่ได้เริ่มจาก “อยากได้วงเงินเท่าไร” แต่เริ่มจากการแยกตัวเลขออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ ความต้องการใช้เงินจริง ศักยภาพในการชำระหนี้ และเพดานของผลิตภัณฑ์ วงเงินที่มีเหตุผลจึงมักไม่สูงกว่าจำนวนที่ต่ำที่สุดในสามชุดนี้
หากต้องการอ่านภาพรวมเรื่องคุณสมบัติ เอกสาร ประเภทวงเงิน และข้อจำกัดก่อน สามารถดูได้ที่ คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
บทความนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการประเมินเบื้องต้นว่า ธุรกิจอาจเหมาะกับวงเงินสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ประมาณเท่าไร โดยคำนวณจากความต้องการใช้เงินจริง รอบรับ–จ่าย กระแสเงินสด และภาระหนี้เดิม ไม่ได้อ้างอิงเพียงวงเงินสูงสุดในโฆษณา
เมื่ออ่านและใช้เครื่องมือแล้ว เจ้าของกิจการจะทราบว่า
ธุรกิจมีช่องว่างเงินทุนประมาณเท่าไร
กระแสเงินสดรองรับค่างวดใหม่ได้เพียงใด
วงเงินที่ต้องการสูงหรือต่ำกว่าศักยภาพของกิจการ
มีจุดใดควรปรับหรือเตรียมเอกสารเพิ่มเติม
ควรสมัครทันที หรือติดต่อที่ปรึกษาก่อนยื่น
ผลที่ได้รับเป็นการประเมินเบื้องต้น เพื่อช่วยวางแผนวงเงินให้เหมาะสม ไม่ใช่ผลอนุมัติหรือการรับประกันวงเงินจากธนาคาร
กรอบวงเงินเบื้องต้นมักถูกจำกัดด้วย 3 เรื่องพร้อมกัน
ความต้องการใช้เงินจริง เช่น ช่องว่างเงินสดจากการซื้อสินค้า ถือสต๊อก และรอเก็บเงินจากลูกค้า
ความสามารถรองรับภาระหนี้ คือเงินสดที่เหลือพอชำระหนี้หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระเดิม
เพดานผลิตภัณฑ์และความเสี่ยง เช่น อายุธุรกิจ ข้อมูลเครดิต ความสม่ำเสมอของรายได้ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อ
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์รองรับสูงสุด 5 ล้านบาท ธุรกิจมีกระแสเงินสดรองรับสินเชื่อเงินกู้ได้ 2.5 ล้านบาท แต่พิสูจน์ช่องว่างเงินทุนได้ 900,000 บาท กรอบคำขอที่อธิบายได้ย่อมอยู่ใกล้ 900,000 บาทมากกว่าเพดาน 5 ล้านบาท เว้นแต่จะมีแผนใช้เงินส่วนอื่นพร้อมหลักฐานรองรับ
แนวคิดสำคัญ: วงเงินที่สัมพันธ์กับธุรกิจมักไม่สูงกว่าจำนวนที่ต่ำที่สุดระหว่างความต้องการใช้จริง ศักยภาพชำระหนี้ และเพดานหรือข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันมีสินเชื่อ SME แบบไม่ใช้ทรัพย์สินค้ำประกันบางผลิตภัณฑ์ที่เปิดเผยวงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท เช่น KKP SME Freedom และ UOB BizMoney แต่คำว่า “สูงสุด” หมายถึงเพดานของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่สิทธิที่ผู้สมัครทุกรายจะได้รับเต็มจำนวน
อีกประเด็นหนึ่งคือ คำว่า “ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการค้ำประกันรูปแบบอื่นเสมอไป ตัวอย่างเช่น UOB BizMoney ระบุว่าไม่ใช้ทรัพย์สินค้ำ แต่มี บสย. ค้ำประกันตามโครงสร้างผลิตภัณฑ์ ส่วนเงื่อนไขของแต่ละรายยังขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
หากต้องการเข้าใจว่าการค้ำประกันของ บสย. ทำงานอย่างไร รวมถึงคุณสมบัติและข้อควรตรวจสอบ อ่านต่อได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME บสย.ค้ำประกัน
เวลาพิจารณาวงเงินจริง ผู้ให้สินเชื่อจะย้อนกลับมาดูข้อมูลเฉพาะของกิจการ เช่น รายรับที่ตรวจสอบได้ เงินเหลือจากการดำเนินงาน ภาระผ่อนเดิม แผนใช้เงิน และความเสี่ยงของธุรกิจ ดังนั้น การใช้วงเงินสูงสุดหน้าโฆษณาเป็นเป้าหมายตั้งต้นมักทำให้เจ้าของกิจการขอสูงกว่าความจำเป็น หรือเตรียมคำอธิบายส่วนต่างไม่เพียงพอ
ธนาคารแต่ละแห่งมี Scorecard นโยบาย และสูตรภายในแตกต่างกัน จึงไม่มีสูตรเดียวที่รับประกันผลได้ อย่างไรก็ตาม วิธีคิดโดยภาพรวมจะเริ่มจากการตรวจรายได้จริง แล้วคำนวณทั้งความต้องการใช้เงินและความสามารถชำระหนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ผู้ให้บริการประเมินความสามารถชำระหนี้ โดยต้องพิจารณาภาระหนี้ที่มีอยู่และภาระใหม่ เปรียบเทียบกับรายได้หรือกระแสเงินสดของลูกค้า ไม่ควรพิจารณาเพียงหลักประกันหรือสิทธิในการบังคับชำระหนี้เท่านั้น
เงินเข้าบัญชีทั้งหมดไม่ใช่ยอดขายเสมอไป เพราะอาจมีเงินโอนระหว่างบัญชี เงินที่กรรมการนำเข้ามา เงินกู้ เงินรับคืน หรือรายได้พิเศษที่ไม่ได้เกิดซ้ำ
วิธีที่ดิฉันใช้ตรวจเบื้องต้นคือเลือก Statement อย่างน้อย 3 เดือน แล้วแบ่งเงินเข้าเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
เงินรับจากลูกค้า
เงินโอนระหว่างบัญชี
เงินที่เจ้าของหรือกรรมการเติมเข้ามา
รายการที่ไม่ใช่รายได้จากการขาย
ขั้นตอนนี้ช่วยป้องกันการนับเงินโอนวนเป็นยอดขายซ้ำ และทำให้เห็นรายรับจากกิจกรรมจริงชัดขึ้น
ตัวอย่างเช่น Statement แสดงเงินเข้ารวมเดือนละ 2 ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นเงินโอนระหว่างบัญชี 400,000 บาท และเงินที่กรรมการนำเข้ามาอีก 200,000 บาท รายรับจากการดำเนินงานที่ควรนำไปวิเคราะห์จึงอาจอยู่ใกล้ 1.4 ล้านบาท ไม่ใช่ 2 ล้านบาท
หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่าน วิธีที่ผู้ให้สินเชื่อวิเคราะห์ Statement ของธุรกิจ
กรณีขอ OD หรือวงเงินหมุนเวียน ผู้ให้สินเชื่อจะสนใจว่าเงินจมอยู่ในธุรกิจกี่วัน ไม่ได้ดูเพียงยอดขายต่อเดือน
สูตรวางแผนเบื้องต้นคือ
จำนวนวันที่ต้องออกเงินเอง
= วันถือสต๊อก + วันรอเก็บเงินจากลูกค้า − วันเครดิตจาก Supplier
จากนั้นคำนวณ
ความต้องการเงินทุนหมุนเวียน
= ต้นทุนที่ต้องสำรองต่อ 30 วัน × จำนวนวันที่ต้องออกเงินเอง ÷ 30 − เงินของกิจการ
สมมติธุรกิจมีต้นทุนที่ต้องสำรองเดือนละ 850,000 บาท รอเก็บเงิน 45 วัน ไม่มีเครดิต Supplier และมีเงินของตนเอง 300,000 บาท ช่องว่างเบื้องต้นจะเท่ากับ
850,000 × 45 ÷ 30 − 300,000
= 975,000 บาท
ตัวเลข 975,000 บาทสะท้อนความต้องการตามรอบเงินสด ไม่ใช่ผลอนุมัติ
กรณี Supplier ให้เครดิต 15 วัน จำนวนวันที่กิจการต้องออกเงินเองจะลดจาก 45 วันเหลือประมาณ 30 วัน ผลคำนวณใหม่จะเป็น
850,000 × 30 ÷ 30 − 300,000
= 550,000 บาท
จึงเห็นได้ว่าเครดิตการค้าจาก Supplier มีผลต่อความต้องการวงเงินอย่างมาก หากเป็นวงเงินใช้หมุนเวียนซ้ำ ควรอ่านเพิ่มเติมที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกันสำหรับเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับสินเชื่อเงินกู้แบบผ่อนงวด ผู้ให้สินเชื่อจะดูว่า หลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานและภาระเดิมแล้ว ธุรกิจยังเหลือเงินพอรับค่างวดใหม่หรือไม่
แนวคิดที่ใช้ประกอบกันบ่อยคือ DSCR หรืออัตราส่วนกระแสเงินสดที่รองรับภาระหนี้
DSCR = กระแสเงินสดที่พร้อมใช้ชำระหนี้ ÷ ภาระชำระหนี้รวม
เครื่องมือในบทความนี้ใช้ DSCR 1.25 เท่าเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อการวางแผนเท่านั้น ไม่ใช่เกณฑ์กลางของทุกธนาคาร เจ้าของกิจการสามารถปรับสมมติฐานเพื่อทดสอบหลายสถานการณ์ได้
ตัวอย่าง หากธุรกิจมีกระแสเงินสดพร้อมชำระหนี้ 180,000 บาทต่อเดือน มีภาระเดิม 80,000 บาท และใช้ DSCR สมมติ 1.25 เท่า
ภาระหนี้รวมสูงสุดตามสมมติฐาน
= 180,000 ÷ 1.25
= 144,000 บาทต่อเดือน
เมื่อหักภาระเดิม
ค่างวดใหม่ที่รองรับได้
= 144,000 − 80,000
= 64,000 บาทต่อเดือน
หากคิดดอกเบี้ย 8% ต่อปีและผ่อน 60 เดือน ค่างวดดังกล่าวแปลงเป็นวงเงินต้นได้ประมาณ 3.16 ล้านบาท
แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงศักยภาพตามค่างวด ไม่ได้หมายความว่ากิจการควรขอ 3.16 ล้านบาท หากความต้องการใช้เงินจริงมีเพียง 975,000 บาท
อ่านหลักการเพิ่มเติมได้ที่ ยอดขายสูงแต่ DSCR–DSR ไม่ถึง ธุรกิจอาจยังรับภาระใหม่ไม่ไหว
แม้กระแสเงินสดดูรองรับได้ ผู้ให้สินเชื่อยังอาจลดวงเงินหรือขอข้อมูลเพิ่ม หากพบว่า
รายได้พึ่งพาลูกค้ารายเดียวมากเกินไป
รายได้หรือกำไรปีล่าสุดลดลง
ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ
ใช้ OD เดิมเกือบเต็มอย่างต่อเนื่อง
มีประวัติค้างชำระหรืออยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้
วัตถุประสงค์ใช้เงินไม่สัมพันธ์กับจำนวนที่ขอ
เงินเข้าใน Statement ไม่สอดคล้องกับงบหรือเอกสารภาษี
สิ่งที่ดิฉันพบในทางปฏิบัติคือ หลายกิจการไม่ได้มีปัญหาเพราะรายได้น้อย แต่เอกสารแต่ละชุด “เล่าคนละเรื่อง” เช่น แบบสมัครแจ้งว่าต้องการเงินซื้อสินค้า 1.5 ล้านบาท แต่ใบเสนอราคามีเพียง 800,000 บาท หรือ Statement มีเงินเข้าสูง แต่เมื่อแยกเงินโอนระหว่างบัญชีออกแล้ว รายรับจริงต่ำกว่าที่แจ้งไว้มาก
เครื่องมือนี้มี 2 โหมด เพราะเงินทุนหมุนเวียนกับสินเชื่อเงินกู้แบบผ่อนงวดใช้วิธีคิดต่างกัน
โหมดเงินทุนหมุนเวียนหรือ OD คำนวณจากต้นทุน วันถือสต๊อก วันรอเก็บเงิน เครดิต Supplier และเงินของกิจการ
โหมดสินเชื่อเงินกู้แบบผ่อนงวด คำนวณจากกระแสเงินสดพร้อมชำระหนี้ ภาระเดิม DSCR ดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อน
ระบบจะแสดงผลเฉพาะจากข้อมูลที่กรอก พร้อมธงเตือนที่ผู้ใช้เลือก แต่จะไม่หักวงเงินเป็นเปอร์เซ็นต์จากปัจจัยเสี่ยง เพราะไม่มีอัตราหักกลางที่ทุกธนาคารใช้เหมือนกัน
หมายเหตุ: ผลการคำนวณเป็นการประมาณเบื้องต้น ไม่ใช่สูตรอนุมัติอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อ และไม่รับประกันวงเงิน
หากทราบวงเงินที่ต้องการแล้วและต้องการดูค่างวด ดอกเบี้ยรวม และเงินเหลือหลังรับภาระใหม่ สามารถใช้ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ต่อได้ เครื่องมือเดิมของ EasyCashflows เน้นการนำวงเงินที่เลือกไปคำนวณค่างวดและผลกระทบต่อเงินสด ส่วนเครื่องมือในหน้านี้คำนวณย้อนกลับเพื่อหา “กรอบวงเงินจากศักยภาพ”
กรณีนี้หมายความว่าจำนวนที่กำลังคิดจะขอสัมพันธ์กับรอบเงินสด หรืออยู่ภายในศักยภาพตามค่างวดเบื้องต้น แต่ยังต้องตรวจ Statement งบการเงิน ภาษี ข้อมูลเครดิต และเงื่อนไขผลิตภัณฑ์จริง
ขั้นตอนถัดไป:
ไม่จำเป็นต้องแปลว่าธุรกิจไม่มีโอกาส แต่ควรอธิบายส่วนต่างให้ได้ เช่น เงินสำหรับคำสั่งซื้อรอบใหม่ ค่าใช้จ่ายติดตั้ง เงินสำรองภาษี หรือแผนขยายที่มีใบเสนอราคาและประมาณการรองรับ
หากไม่มีรายการใช้เงินเพิ่มเติม ควรทบทวนวงเงินก่อนยื่น แทนการขอไว้สูงเพราะคิดว่าอาจได้ไม่เต็มจำนวน
ขั้นตอนถัดไป:
ติดต่อที่ปรึกษาเพื่อตรวจโครงสร้างวงเงิน
หากเมื่อเผื่อ DSCR แล้วภาระเดิมใช้พื้นที่กระแสเงินสดเกือบทั้งหมด การเพิ่มสินเชื่อเงินกู้ใหม่อาจทำให้ธุรกิจตึงเกินไป
ควรพิจารณาลดภาระเดิม เพิ่มเงินของกิจการ ขยายระยะผ่อน หรือปรับวงเงินให้เล็กลงก่อน
ขั้นตอนถัดไป:
ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นเพื่อวางแผนความพร้อม
หมายเหตุ: กรณีศึกษานี้เรียบเรียงจากประสบการณ์การให้คำปรึกษา โดยปรับชื่อกิจการและรายละเอียดบางส่วนเพื่อรักษาความลับของลูกค้า แต่คงโครงสร้างปัญหาและวิธีวิเคราะห์ไว้
เคสหนึ่งที่ดิฉันเคยตรวจเป็นธุรกิจค้าส่ง ดำเนินกิจการมาประมาณ 4 ปี มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1.5 ล้านบาท รายรับราว 80% เข้าบัญชีของกิจการ มี Statement ย้อนหลัง 12 เดือน และงบการเงินล่าสุดมีกำไร
เจ้าของกิจการตั้งใจขอวงเงิน 1.5 ล้านบาท เพราะต้องการมีเงินสำรองเผื่อรับคำสั่งซื้อเพิ่ม เมื่อดูเฉพาะรายได้และผลประกอบการ กิจการนี้ถือว่ามีพื้นฐานค่อนข้างดี แต่ดิฉันยังไม่เริ่มจากการถามว่าสามารถขอได้สูงสุดเท่าไร เพราะต้องตรวจรอบเงินสดก่อน
กิจการต้องจ่ายค่าสินค้าประมาณ 700,000 บาท และมีค่าแรงกับค่าขนส่งอีก 150,000 บาท รวมต้นทุนที่ต้องสำรอง 850,000 บาทต่อ 30 วัน ลูกค้าชำระหลังส่งสินค้าเฉลี่ย 45 วัน ขณะที่กิจการมีเงินของตนเองพร้อมใช้ 300,000 บาท
ดิฉันจึงคำนวณช่องว่างเงินจริงดังนี้
850,000 × 45 ÷ 30
= 1,275,000 บาท
เมื่อหักเงินของกิจการเอง
1,275,000 − 300,000
= 975,000 บาท
ผลคือความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเบื้องต้นอยู่ใกล้ 975,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินที่เจ้าของต้องการ 1.5 ล้านบาทประมาณ 525,000 บาท
ในอีกด้านหนึ่ง กิจการมีกระแสเงินสดพร้อมชำระหนี้ประมาณ 180,000 บาทต่อเดือน และมีภาระผ่อนเดิม 80,000 บาท หากใช้ DSCR สมมติ 1.25 เท่า ดอกเบี้ย 8% และผ่อน 60 เดือน ศักยภาพตามค่างวดอาจอยู่ใกล้ 3.16 ล้านบาท
ตัวเลขทั้งสองชุดดูขัดกัน แต่จริง ๆ ตอบคนละคำถาม
975,000 บาท คือ เงินที่ต้องใช้ตามรอบธุรกิจ
3.16 ล้านบาท คือ วงเงินต้นที่ค่างวดอาจรองรับได้ภายใต้สมมติฐาน
ดังนั้น แม้กิจการอาจมีกำลังผ่อนมากกว่าหนึ่งล้านบาท แต่การขอ 1.5 ล้านบาทยังต้องอธิบายว่าเงินส่วนเกิน 525,000 บาทจะใช้กับอะไร
หากส่วนต่างดังกล่าวเป็นเงินสำหรับคำสั่งซื้อรอบใหม่ กิจการควรมี PO หรือประมาณการยอดขายรองรับ หากเป็นค่าใช้จ่ายติดตั้งหรือซื้ออุปกรณ์ ควรมีใบเสนอราคาและกำหนดเวลาการใช้เงิน แต่หากไม่มีแผนใช้เงินเพิ่มเติม คำขอที่ใกล้ช่องว่าง 975,000 บาทจะอ่านและอธิบายได้ตรงกว่า
ข้อสังเกตจากเคสนี้คือ “ผ่อนไหว” ไม่ได้แปลว่า “ควรขอสูงสุด” และ “ผลิตภัณฑ์ให้ได้สูงสุด” ไม่ได้แปลว่า “กิจการต้องขอเต็มเพดาน”
วงเงินที่ดีควรเชื่อมตัวเลขการใช้เงิน ระยะเวลาที่เงินจม เงินของเจ้าของ และแหล่งชำระคืนไว้ในเรื่องเดียวกัน
ผลเครื่องมือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น วงเงินจริงอาจต่ำลงเมื่อพบประเด็นต่อไปนี้
เงินโอนวน เงินกู้ เงินที่กรรมการเติม หรือรายได้พิเศษควรถูกแยกออกก่อนคำนวณรายรับปกติ
หากลูกค้ารายหนึ่งสร้างรายได้มากกว่าครึ่งของกิจการ การหยุดซื้อหรือเลื่อนชำระของลูกค้ารายนั้นอาจกระทบกระแสเงินสดอย่างมาก
กิจการอาจขายมากขึ้นแต่ต้องให้เครดิตลูกค้านานขึ้น ถือสต๊อกเพิ่ม หรือมีกำไรขั้นต้นลดลง ผู้ให้สินเชื่อจึงไม่ได้ดูยอดขายเพิ่มเพียงอย่างเดียว
OD ที่ไม่มีจังหวะลดลงอาจสะท้อนว่าเงินทุนขาดมือเป็นปัญหาถาวร ไม่ใช่เพียงช่องว่างตามรอบการค้า การเพิ่มวงเงินอาจไม่ได้แก้สาเหตุเดิม
แม้รายรับปัจจุบันจะดีขึ้น ฐานทุนที่ติดลบยังเป็นประเด็นที่ต้องอธิบายว่ากิจการจะฟื้นฐานะและรองรับความผันผวนอย่างไร
โดยเฉพาะกรณีกรรมการเป็นผู้ค้ำสินเชื่อ ผู้ให้สินเชื่ออาจนำภาระส่วนตัวและการค้ำประกันอื่นมาพิจารณาร่วมด้วย
สถานะปัจจุบัน ระยะเวลาที่กลับมาชำระปกติ และเงื่อนไขผลิตภัณฑ์จะมีผลต่อการพิจารณา
หากแจ้งว่าจะซื้อสินค้า 1.5 ล้านบาท แต่มี PO หรือใบเสนอราคาเพียง 800,000 บาท ส่วนต่างควรมีคำอธิบายและหลักฐาน ไม่ควรปล่อยให้ผู้พิจารณาต้องคาดเดาเอง
ดิฉันไม่แนะนำให้กำหนดสูตรว่าแต่ละปัจจัยต้องลดวงเงินกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่งให้น้ำหนักต่างกัน สิ่งที่ควรทำคือระบุเป็นธงเตือน แล้วตรวจเอกสารจริงก่อนใช้ผลคำนวณตัดสินใจ
ก่อนยื่นสินเชื่อ SME หรือสินเชื่อเงินกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ ควรจัดข้อมูลอย่างน้อย 4 ชุด
Statement บัญชีธุรกิจ
เอกสารภาษี
สรุปยอดขาย
ตารางกระทบยอดเงินเข้ากับยอดขาย
รายละเอียดเงินโอนระหว่างบัญชี
งบการเงิน
รายงานลูกหนี้และเจ้าหนี้
รายละเอียดสต๊อก
ภาระสินเชื่อปัจจุบัน
ภาระค้ำประกันของกรรมการหรือบริษัท
PO หรือใบสั่งซื้อ
สัญญาจ้าง
Invoice
ใบเสนอราคา
แผนค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลา
ตารางกระแสเงินสดล่วงหน้า
เอกสารหนึ่งหน้าควรตอบให้ครบว่า
กิจการทำอะไรและมีรายได้จากใคร
ต้องการวงเงินเท่าไร
ใช้กับรายการใด
ต้องใช้เงินเมื่อไร
เงินจะกลับเข้ามาเมื่อใด
ชำระคืนจากรายรับส่วนใด
ปัจจุบันมีภาระผ่อนอะไรอยู่แล้ว
สิ่งที่มักทำให้การตรวจเคสช้าคือ ตัวเลขในแบบสมัคร สรุปคำขอ ใบเสนอราคา และคำอธิบายของเจ้าของกิจการไม่ตรงกัน การทำสรุปหนึ่งหน้าให้เป็นตัวเลขหลักก่อนส่งเอกสารจะช่วยลดความสับสนได้มาก
ตอบจากยอดขายเพียงตัวเดียวไม่ได้ ต้องดูต้นทุน เงินที่เหลือจริง วันถือสต๊อก วันเก็บลูกหนี้ ภาระเดิม และประเภทวงเงิน
ธุรกิจสองแห่งที่มียอดขายเดือนละ 1 ล้านบาทเท่ากันอาจได้กรอบวงเงินต่างกันมาก หากรายหนึ่งรับเงินสดทันที แต่อีกรายต้องจ่ายค่าสินค้าก่อนและรอเก็บเงินจากลูกค้า 60 วัน
ไม่ได้ วงเงิน 5 ล้านบาทที่พบในบางผลิตภัณฑ์เป็นเพดานสูงสุด ธุรกิจแต่ละรายยังต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ความสามารถชำระหนี้ ข้อมูลเครดิต และเงื่อนไขการค้ำประกันของผลิตภัณฑ์นั้น
มีผล เพราะกำไรอาจค้างอยู่ในลูกหนี้การค้า จมอยู่ในสต๊อก หรือถูกใช้ชำระ Supplier ไปก่อน ผู้ให้สินเชื่อจึงดูทั้งงบการเงินและกระแสเงินสดจริง
หากเงินในบัญชีเหลือน้อย ควรทำตารางอธิบายว่าเงินจมอยู่ตรงไหนและคาดว่าจะกลับเข้ามาเมื่อใด
ไม่เหมือนกัน
OD หรือวงเงินหมุนเวียนเน้นรอบรับ–จ่าย วันถือสต๊อก เครดิตลูกค้า และเครดิต Supplier ส่วน Term Loan เน้นความสามารถรองรับค่างวด อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อน
จึงควรเลือกโหมดเครื่องมือให้ตรงกับวัตถุประสงค์
อาจเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีกรรมการเป็นผู้ค้ำ หรือรายได้ของกิจการผูกกับเจ้าของ ผู้ให้สินเชื่ออาจตรวจภาระส่วนตัว การค้ำประกัน และความเสี่ยงจากกิจการอื่นร่วมด้วย
กรณีที่สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์แต่กำหนดให้กรรมการค้ำ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกัน ใช้เพียงกรรมการค้ำ
ไม่ควรนับเป็นยอดขาย เพราะเป็นเงินทุนหรือเงินสนับสนุนจากเจ้าของ ไม่ใช่เงินรับจากลูกค้า ควรแยกออกจากรายได้จากการดำเนินงานก่อนวิเคราะห์วงเงิน
ไม่ได้ เครื่องมือช่วยจัดกรอบความต้องการและศักยภาพเบื้องต้นเท่านั้น ผลจริงขึ้นอยู่กับเอกสาร ข้อมูลเครดิต ผู้ค้ำหรือการค้ำประกัน ประเภทธุรกิจ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในวันที่สมัคร
เครื่องมือช่วยให้เห็นตัวเลขเบื้องต้น แต่ไม่สามารถตรวจความสัมพันธ์ระหว่าง Statement งบการเงิน ภาษี รายงานเครดิต สัญญา และแผนใช้เงินแทนการวิเคราะห์เอกสารจริงได้
EasyCashflows ช่วยประเมินความพร้อม ตรวจจุดที่ควรจัดเตรียมเพิ่มเติม และช่วยวางโครงสร้างวงเงินให้สัมพันธ์กับการใช้และการคืนเงิน โดย EasyCashflows ไม่ใช่ผู้ให้สินเชื่อโดยตรงและไม่สามารถรับประกันผลอนุมัติได้
ธุรกิจที่ตัวเลขอยู่ในกรอบและเอกสารค่อนข้างพร้อม สามารถเลือก:
ธุรกิจที่วงเงินสูงกว่าช่องว่าง หรือมีประเด็นต้องตรวจ สามารถเลือก:
การประเมินว่า สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569 จะได้วงเงินเท่าไร ไม่ควรเริ่มจากเพดานสูงสุดหน้าโฆษณา แต่ควรคำนวณพร้อมกันทั้งความต้องการใช้เงินจริงและความสามารถรองรับภาระหนี้
แนวคิดสำคัญคือ
วงเงินที่สัมพันธ์กับธุรกิจมักไม่สูงกว่าจำนวนที่ต่ำที่สุดระหว่างความต้องการใช้จริง ศักยภาพชำระหนี้ และเพดานหรือข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์
เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ควรตรวจต่อว่า Statement งบการเงิน ภาษี ภาระเดิม และหลักฐานใช้เงินอธิบายเรื่องเดียวกันหรือไม่
หากตัวเลขทุกส่วนเชื่อมกันได้ คำขอจะมีเหตุผลและช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจธุรกิจได้ง่ายกว่าการขอวงเงินสูงไว้ก่อนโดยไม่มีแผนรองรับ
หมายเหตุ: บทความและเครื่องมือนี้ให้ข้อมูลทั่วไปและการประมาณเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย ไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อ และไม่รับประกันวงเงิน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา หรือผลอนุมัติ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา