เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 16 กันยายน 2569
ถ้ากิจการมีเงินรับจากลูกค้าเดือนละ 1 ล้านบาท จะขอวงเงินสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้เท่าไร?
ก่อนตอบคำถามนี้ ดิฉันอยากชวนแยกตัวเลขสองเรื่องออกจากกันก่อน คือ เงินที่รับเข้ามาในกิจการ กับ เงินที่เหลือสำหรับชำระหนี้ใหม่ เพราะแม้ธุรกิจสองแห่งจะมีรายรับเท่ากัน แต่ต้นทุน ภาระหนี้ และเงินที่ต้องเก็บไว้หมุนกิจการอาจต่างกันมาก
บทความนี้จะพาประเมินทีละขั้นว่า จากข้อมูลกิจการปัจจุบัน เรารองรับค่างวดใหม่ได้ประมาณเดือนละเท่าไร แล้วนำกำลังผ่อนนั้นไปทดลองหาวงเงินกู้ ผ่านตัวอย่างการคำนวณและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
วิธีประเมินนี้เน้นเงินกู้แบบผ่อนชำระเป็นงวด ผลลัพธ์เป็นกรอบวางแผนตามข้อมูลและสมมติฐาน ไม่ใช่วงเงินอนุมัติจากธนาคาร ส่วน OD และสินเชื่อที่อ้างอิงลูกหนี้การค้าต้องใช้วิธีพิจารณาตามรูปแบบการใช้และคืนเงินของผลิตภัณฑ์นั้น
หากต้องการอ่านคุณสมบัติ เอกสาร และประเภทวงเงินในภาพรวม สามารถเริ่มจาก คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ดิฉันจะเริ่มจากเงินรับที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจจริง แล้วหักรายจ่ายและภาระที่ต้องรับผิดชอบให้ครบก่อนกำหนดค่างวดใหม่
ยอดเงินเข้าบัญชีทั้งหมดอาจยังใช้เป็นฐานไม่ได้ เพราะมีโอกาสรวมเงินโอนระหว่างบัญชี เงินกู้ หรือเงินที่เจ้าของนำมาสนับสนุนกิจการอยู่ด้วย ส่วนยอดขายทางบัญชีบางรายการก็อาจยังไม่ได้รับชำระ
ฝั่งรายจ่ายควรรวมทั้งต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายบริหาร ภาษี และภาระชำระหนี้เดิม โดยใช้ข้อมูลช่วงเวลาเดียวกัน หากมีรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่ได้เกิดทุกเดือน ต้องนำมาพิจารณาในแผนเงินสดด้วย
กรอบคำนวณสำหรับวางแผนเบื้องต้นคือ:
ค่างวดใหม่ที่รองรับได้
= เงินรับจากธุรกิจ − รายจ่ายจำเป็น − ภาระชำระหนี้เดิม − เงินที่ต้องจัดสรรเพิ่มเติมไว้รองรับความจำเป็นและความผันผวน
เงินส่วนสุดท้ายควรกำหนดตามสถานการณ์ของกิจการ ไม่ใช่หักเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวกันทุกธุรกิจ และต้องตรวจว่าไม่ได้กันไว้ซ้ำกับรายจ่ายที่หักไปแล้ว
กรณีศึกษาจำลองเพื่อสาธิตวิธีวิเคราะห์ ตัวเลขไม่ได้อ้างอิงลูกค้าหรือผลอนุมัติจริง
ในตัวอย่างนี้ ดิฉันจะใช้บริษัทค้าส่งที่รับเงินจากลูกค้าเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท โดยสมมติว่ารวบรวมข้อมูลหกเดือนล่าสุดครบแล้ว และรายรับช่วงปัจจุบันไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เราจะยังไม่ตั้งยอดกู้ไว้ก่อน แต่แยกดูเงินสามช่วง ได้แก่ เงินที่เหลือจากธุรกิจ เงินที่ต้องจ่ายให้หนี้เดิม และเงินที่ต้องเก็บไว้ก่อนรับหนี้ใหม่
ตัวเลขที่จะนำไปทดลองวงเงินต่อคือ 40,000 บาทต่อเดือน ส่วนเงินเหลือ 90,000 บาทยังมีเงินที่กิจการจัดไว้รองรับความจำเป็นรวมอยู่ด้วย
เงินกันไว้ 50,000 บาทเป็นสมมติฐานของตัวอย่าง ไม่ใช่เกณฑ์กลางของธนาคาร หากกิจการมีเงินสำรองสะสมอยู่แล้ว ต้องตรวจว่าจำเป็นต้องจัดสรรเพิ่มต่อเดือนเท่าไร ไม่ควรนำยอดเงินสำรองทั้งก้อนมาหักเป็นรายจ่ายซ้ำทุกเดือน
จุดแรก ค่าใช้จ่ายดำเนินงานรวมค่างวดหรือดอกเบี้ยไว้แล้วหรือยัง?
หากรวมไว้แล้วและนำภาระหนี้มาหักเต็มจำนวนอีกครั้ง จะเกิดการหักซ้ำ สำหรับหนี้เดิมควรใช้ยอดที่ต้องชำระในช่วงเวลานั้น ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่ใช่ยอดหนี้คงเหลือทั้งหมด
จุดที่สอง เงินภาษีและรายจ่ายที่กันไว้ซ้ำกับข้อมูลเงินออกหรือไม่?
เมื่อใช้ทั้งรายงานบัญชีและรายการเดินบัญชีประกอบกัน ต้องตรวจว่าเป็นรายการเดียวกันหรือคนละรายการ ไม่ควรรวมทุกยอดเข้าด้วยกันทันที
จุดที่สาม ค่าเฉลี่ยย้อนหลังยังสะท้อนสถานการณ์ล่าสุดหรือไม่?
หากรายรับช่วงล่าสุดลดลง หรือกิจการมีฤดูกาลชัดเจน ควรประเมินช่วงเงินตึงแยกด้วย ค่าเฉลี่ยทั้งช่วงอาจซ่อนเดือนที่รับภาระใหม่ไม่ไหว
หากยังแยกที่มาของเงินเข้า–ออกไม่ได้ สามารถอ่าน วิธีที่ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement ของธุรกิจ ก่อนกลับมาคำนวณ
ถ้าผลคำนวณเป็นศูนย์หรือติดลบ แสดงว่าข้อมูลชุดนั้นยังไม่เหลือพื้นที่สำหรับค่างวดใหม่ ควรตรวจข้อมูลและแผนเงินทุนก่อนนำยอดกู้ไปทดลองต่อ
เมื่อได้กำลังผ่อนใหม่แล้ว เราต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนก่อน จึงจะคำนวณย้อนกลับเป็นวงเงินต้นได้
สำหรับบริษัทตัวอย่างที่มีกำลังผ่อนใหม่ 40,000 บาทต่อเดือน ดิฉันจะใช้อัตราดอกเบี้ยสมมติ 10% ต่อปี คงที่ตลอดช่วงคำนวณ คิดแบบลดต้นลดดอก และผ่อนเท่ากันทุกเดือน
ตัวเลขปัดเศษเพื่อให้อ่านง่าย ใช้อัตราดอกเบี้ยรายเดือนเท่ากับ 10% หาร 12 และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายสินเชื่อเพิ่มเติม ตารางนี้ไม่ใช่ข้อเสนอผลิตภัณฑ์ และไม่ได้ยืนยันว่ากิจการจะได้รับระยะผ่อนตามที่ทดลอง
สิ่งที่เห็นคือกำลังผ่อนเท่าเดิมรองรับเงินต้นได้มากขึ้นเมื่อระยะผ่อนยาวขึ้น แต่กิจการก็ต้องรับภาระนานขึ้น จึงต้องเลือกเงื่อนไขให้สัมพันธ์กับแผนใช้เงินและรายรับที่จะนำมาชำระคืนด้วย
สามารถใช้ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อทดลองข้อมูลของตนเองตามลำดับนี้:
กรอกวงเงินที่ต้องการทดลอง
ใส่อัตราดอกเบี้ยและจำนวนงวด หากมีข้อเสนอจริงให้ใช้เงื่อนไขจากข้อเสนอนั้น
กรอกค่าธรรมเนียมตามข้อมูลที่มี และตรวจว่าจ่ายแยกหรือรวมเป็นเงินกู้
นำค่างวดที่คำนวณได้มาเทียบกับกำลังผ่อนจากหัวข้อแรก
ปรับยอดวงเงิน โดยคงสมมติฐานอื่นไว้ เพื่อหากรอบที่รองรับได้
ในขั้นนี้ให้ใช้ ผลค่างวด เป็นตัวเลขหลักในการเปรียบเทียบกับกำลังผ่อนที่จัดทำไว้แล้ว หากใช้ผลประเมินเงินคงเหลือของเครื่องมือด้วย ต้องตรวจว่าครอบคลุมต้นทุนและรายจ่ายทั้งหมด ไม่ใช่กรอกเฉพาะค่าใช้จ่ายคงที่จนผลดูสูงกว่าความสามารถจริง
สำหรับบริษัทตัวอย่าง หากทดลองวงเงิน 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ผ่อน 48 เดือน ค่างวดจะประมาณ 38,044 บาทต่อเดือน แต่ถ้าขยับเป็น 1.6 ล้านบาท ค่างวดจะประมาณ 40,580 บาทต่อเดือน ซึ่งเกินกรอบตั้งต้น 40,000 บาทแล้ว
ดิฉันลองเปลี่ยนสมมติฐานของบริษัทเดิมเพียงรายการเดียว คือเพิ่มรายจ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้รวมอีกเดือนละ 20,000 บาท โดยคงรายรับ ภาระหนี้เดิม และเงินกันไว้เท่าเดิม
รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 2% ของรายรับหนึ่งล้านบาท แต่ทำให้กำลังผ่อนใหม่ลดลงครึ่งหนึ่ง วงเงินที่คำนวณได้จึงลดลงครึ่งหนึ่งด้วย ภายใต้อัตราดอกเบี้ยและระยะผ่อนเดียวกัน
ข้อสังเกตจากการทดลองนี้คือ รายจ่ายที่ดูเล็กเมื่อเทียบกับยอดขาย อาจมีผลมากเมื่อเทียบกับเงินที่เหลือสำหรับหนี้ใหม่ การตรวจข้อมูลต้นทางจึงสำคัญกว่าการพยายามปรับยอดทดลองให้ได้วงเงินสูงขึ้น
เมื่อได้ผลแล้ว ควรบันทึกทั้งตัวเลขและสมมติฐานไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทราบว่ากรอบวงเงินนั้นสะท้อนกิจการช่วงใด และต้องทบทวนเมื่ออะไรเปลี่ยน
หากใช้ข้อมูลตั้งต้นของบริษัทตัวอย่าง โดยยืนยันว่าไม่มีรายจ่ายตกหล่นเพิ่มเติม จะสรุปได้ดังนี้
จึงสามารถอธิบายผลได้ว่า:
“จากข้อมูลที่ใช้ประเมิน กิจการรองรับค่างวดใหม่ได้ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินกู้ประมาณ 1.58 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานดอกเบี้ย 10% ต่อปีและผ่อน 48 เดือน โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ”
ข้อความนี้บอกขอบเขตได้ชัดกว่าการสรุปเพียงว่า “กิจการกู้ได้ 1.58 ล้านบาท”
วงเงินที่ต่ำกว่ากรอบคำนวณก็ยังต้องตรวจจังหวะรับ–จ่ายจริง หากเงินลูกค้าเข้าหลังวันครบกำหนดค่างวด บริษัทอาจต้องเตรียมเงินระหว่างรอ แม้ภาพรวมทั้งเดือนจะเหลือเพียงพอก็ตาม
สำหรับการตรวจเงินคงเหลือหลังรับภาระใหม่ หรือทดลองสถานการณ์รายรับลดลง สามารถใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด ต่อได้ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันและตรวจไม่ให้หักค่าใช้จ่ายซ้ำ
กรอบวงเงินในบทความนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเงินสดที่เหลือ ค่างวด และเงินต้นตามสมมติฐาน ยังไม่ได้ประเมินข้อมูลทั้งหมดที่ผู้ให้สินเชื่อใช้พิจารณา
วงเงินจริงอาจต่างออกไปจากสองส่วนหลัก:
ข้อมูลหรือเงื่อนไขเปลี่ยน: รายรับปัจจุบันลดลง มีรายจ่ายหรือภาระหนี้ตกหล่น ดอกเบี้ยจริงสูงกว่า ระยะผ่อนสั้นกว่า หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
มีข้อจำกัดในการพิจารณา: คุณสมบัติกิจการ ประวัติเครดิต ฐานะการเงิน เอกสาร การค้ำประกัน และเพดานผลิตภัณฑ์ยังต้องผ่านการตรวจสอบ
ก่อนนำตัวเลขไปประกอบคำขอ ควรตรวจข้อมูลตาม แนวทางเช็กคุณสมบัติและความพร้อมก่อนยื่นสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์
หากต้องการพิจารณาทางเลือกแบบมีหลักประกัน กำลังผ่อนของกิจการไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เงื่อนไขดอกเบี้ยหรือระยะผ่อนที่ต่างกันอาจทำให้วงเงินตามกำลังผ่อนเปลี่ยน และยังต้องตรวจมูลค่าประเมินทรัพย์ ภาระผูกพันเดิม และเกณฑ์รับหลักประกันเพิ่มเติม อ่านรายละเอียดได้ที่ สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ก่อนยื่นสินเชื่อ ดิฉันอยากให้แยกตัวเลขสามชุดนี้ให้ชัด เพราะแต่ละชุดตอบคนละคำถาม
บริษัทตัวอย่างอาจคำนวณศักยภาพได้ประมาณ 1.58 ล้านบาท แต่หากต้องจัดหาเงินเพิ่มเติมจริงเพียง 1.2 ล้านบาท ก็ควรเริ่มพิจารณาคำขอจากความจำเป็นนั้น การรองรับค่างวดของวงเงินที่สูงกว่าได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องกู้เต็มกรอบ
ในทางกลับกัน หากต้องใช้เงินมากกว่าศักยภาพที่ประเมินได้ ควรทบทวนแผนใช้เงิน จังหวะจ่าย และแหล่งเงินร่วมก่อน ความจำเป็นต้องใช้เงินไม่ได้ยืนยันว่ากิจการจะรับภาระหนี้จำนวนเดียวกันได้
เมื่อได้ตัวเลขตั้งต้นแล้ว ให้เลือกขั้นตอนถัดไปตามสถานการณ์:
ต้องการตรวจค่างวดและต้นทุน: ใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อจากลิงก์ในหัวข้อ 2
ต้องการยื่นสินเชื่อใหม่: ตรวจคุณสมบัติและเอกสารประกอบผลประเมิน
มีวงเงินเดิมและต้องการขอเพิ่ม: อ่าน แนวทางเตรียมข้อมูลเพื่อเพิ่มวงเงินสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์
ต้องการให้ EasyCashflows ช่วยตรวจข้อมูล: เตรียมสรุปรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ แผนใช้เงิน และผลทดลองวงเงินมาประกอบการปรึกษา เพื่อให้ตรวจความเชื่อมโยงของตัวเลขได้ชัดเจน
บทความนี้ให้แนวทางประเมินเบื้องต้นสำหรับเงินกู้แบบผ่อนงวด ตัวอย่างและผลคำนวณไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อหรือการรับประกันผลอนุมัติ วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับผู้ให้สินเชื่อและข้อมูลกิจการในวันที่พิจารณา
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา