เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 30 มกราคม 2569
ในปี 2569 ร้านอาหารที่ต้องการเงินหมุน ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง หรือขยายสาขา แต่ไม่อยากผูกทรัพย์ค้ำ สามารถเริ่มจาก สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเป็นทางเลือกยอดนิยมของ สินเชื่อพ่อค้าแม่ค้า และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก บทความนี้สรุป “เงื่อนไขที่ธนาคารโฟกัสเป็นพิเศษสำหรับร้านอาหาร” (ทำเล–ยอดขายหน้าร้าน–เดลิเวอรี) พร้อมเช็กลิสต์คุณสมบัติ เอกสาร และแนวทางเลือกวงเงินให้ใช้งานได้จริง รวมถึงมุมมองทางเลือก แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ และข้อควรระวังของ สินเชื่อเงินด่วน / กู้เงินด่วน เพื่อให้คุณเลือกแผนที่ต้นทุนเหมาะสมกว่า
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการวางแผนการเงิน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล เงื่อนไขจริงขึ้นกับแต่ละสถาบันการเงิน
โดยหลักแล้ว เงื่อนไขของ สินเชื่อเพื่อธุรกิจsme จะคล้ายสินเชื่อธุรกิจทั่วไป แต่ร้านอาหารมีธรรมชาติรายได้ที่ “เข้าทุกวันแต่ผันผวน” และมีต้นทุนที่แกว่งตามยอดขาย (วัตถุดิบสด ค่าแรง ค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี) ธนาคารจึงมักเจาะลึก 3 เรื่องให้ชัดก่อน คือ
ทำเลและความมั่นคงของหน้าร้าน
ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนผ่านระบบจริง (POS/EDC/เดลิเวอรี) และการเดินบัญชี
ความสามารถชำระหนี้ (DSCR) และวินัยเครดิตของเจ้าของกิจการ
จุดนี้สำคัญมากหากคุณต้องการขอ สินเชื่อsmeไม่มีหลักประกัน สำหรับร้านอาหาร เพราะเมื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ “ตัวเลขและพฤติกรรมการเงิน” จะเป็นตัวตัดสินหลัก
หากต้องการภาพรวมแนวคิดตั้งแต่วงเงิน–เอกสาร–เงื่อนไข แนะนำอ่าน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์2569
ผู้กู้เป็น บุคคลธรรมดา/เจ้าของกิจการ หรือ นิติบุคคล (หจก./บริษัท) สัญชาติไทย
อายุโดยมาก 20–65 ปี ณ วันกู้ และไม่เกิน 70–75 ปี เมื่อครบสัญญา (แล้วแต่นโยบายธนาคาร)
ไม่มีประวัติล้มละลาย และไม่มีหนี้เสียรุนแรง (NPL) กับสถาบันการเงิน
เป็นกิจการร้านอาหารที่เปิดดำเนินการจริง
สินเชื่อธุรกิจรูปแบบ “เต็ม” มักต้องดำเนินการแล้ว อย่างน้อย 1–2 ปี
หากเป็นโปรแกรมสำหรับ “เริ่มร้านใหม่” บางแห่งอาจรับอายุน้อยกว่า แต่จะเน้น หลักประกันและแผนธุรกิจ มากขึ้น
ถ้าคุณกำลังเล็ง “กู้เงินด่วน” ให้ถามก่อนว่า ร้านอยู่ในช่วง “ต้องการเงินหมุนรายวัน” หรือ “ต้องการเงินลงทุนระยะยาว” เพราะการเลือกผิดประเภททำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่จำเป็น—โดยเฉพาะร้านอาหารที่มาร์จิ้นบาง
หัวข้อนี้คือจุดที่ทำให้ร้านอาหาร “ผ่านไว” หรือ “ติดเอกสารวน” ได้ง่ายที่สุด
เปิดมากี่ปี มีลูกค้าประจำหรือไม่ เปลี่ยนทำเลบ่อยหรือเปล่า
หากอยู่ในห้าง/คอมมูนิตี้มอลล์/ตลาดดัง ธนาคารมักดู สัญญาเช่าคงเหลือกี่ปี เพราะมีผลต่อความเสี่ยงรายได้ โดยเฉพาะกรณีกู้ระยะยาว
ธนาคารจะดู “ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน” ผ่านหลักฐานที่จับต้องได้ เช่น
เงินเข้าบัญชีธนาคาร
เครื่อง EDC/QR/แอปชำระเงิน
รายงานเดลิเวอรี (Grab, LINE MAN ฯลฯ)
นอกจากนี้ยังดู กำไรขั้นต้น/กำไรสุทธิ และมักอยากเห็น DSCR (ความสามารถชำระหนี้) ให้ปลอดภัยในมุมธนาคาร โดยแนวคิดทั่วไปคือ DSCR ควรมีเผื่ออย่างน้อยราว 1.2–1.5 เท่า เพื่อรับมือยอดขายแกว่งและต้นทุนผันผวน
หากเป็นนิติบุคคล มักถูกขอ งบการเงิน 1–3 ปี + เอกสารภาษี (เช่น ภ.พ.30 / ภงด. ตามโครงสร้างกิจการ)
ร้านที่มีรายได้หลายช่องทาง เช่น หน้าร้าน + เดลิเวอรี + Catering/รับจัดเลี้ยง มักได้มุมมองบวก เพราะลดการพึ่งรายได้ทางเดียว
ทำเลในพื้นที่ท่องเที่ยว/ออฟฟิศ/มหาวิทยาลัย อาจถูกประเมินโอกาสเติบโตประกอบ (แต่ต้องพิสูจน์ด้วยยอดขายและบัญชีเดินจริง)
ใช้ที่ดิน/อาคารร้าน/บ้าน/คอนโดค้ำ → มักได้วงเงินสูงขึ้นและดอกเบี้ยต่ำกว่า เหมาะกับ “สร้าง–ขยาย–รีโนเวตร้าน” ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่และคืนทุนเป็นงวด
ถ้าคุณมองหา สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ธนาคารจะให้ความสำคัญกับ
ยอดขายและกำไรชัดเจน
เดินบัญชีดีและสม่ำเสมอ
เครดิตบุคคลดี
โดยทั่วไป วงเงินอาจไม่สูงเท่ามีหลักทรัพย์ และดอกเบี้ยมักสูงกว่า แต่ข้อดีคือเอกสารน้อยลงและมักพิจารณาเร็วขึ้น
แนวคิดการประเมินวงเงิน (ภาพรวม):
อาจผูกกับ “รายได้ต่อเดือน × ตัวคูณ” (เช่นตามกำไรสุทธิ/กระแสเงินสด)
หรือกรณีมีหลักทรัพย์ ผูกกับ % ของมูลค่าหลักประกัน (เช่น 70–80% ของราคาประเมิน)
ข้อควรจำ: ถ้าร้านยังอายุน้อยมาก (6–12 เดือน) และไม่มีหลักทรัพย์ โอกาสผ่านสินเชื่อธุรกิจเต็มรูปจะยากขึ้น “สินเชื่อพ่อค้าแม่ค้า” หรือวงเงินรายย่อย/ฟินเทคระยะสั้นอาจเป็นสะพาน แต่ต้องคุมต้นทุนให้ดี ไม่ให้กลายเป็นหนี้ดอกสูง
เหมาะกับร้านที่ต้องซื้อวัตถุดิบบ่อย จ่ายค่าแรงถี่ และรายได้เข้าเป็นรอบ ๆ (โดยเฉพาะเดลิเวอรี) จุดเด่นคือดึง–โปะได้ตามจริง
เหมาะกับรีโนเวตครัว อุปกรณ์ ระบบ POS/ระบบจัดการ เปิดสาขา โดยกำหนดค่างวดให้สอดคล้องกับการคืนทุน
เหมาะกับช่องว่างระยะสั้นมาก ๆ แต่ถ้าใช้แทน OD/Term ต่อเนื่องจะทำให้ต้นทุนรวมสูง และเสี่ยงกระทบเครดิตระยะยาว
เป้าหมายคือทำให้ “เงินกู้” เป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่อง ไม่ใช่ภาระที่กัดกำไรทุกเดือน
ลองดูสรุปข้อดี–ข้อควรระวังในหน้า เปรียบเทียบสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์
บัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน (บุคคลธรรมดา)
หนังสือรับรอง/วัตถุประสงค์ + เอกสาร บอจ./หจก. (นิติบุคคล)
ทะเบียนพาณิชย์/ทะเบียนการค้า หรือเอกสารจัดตั้งบริษัท
สัญญาเช่าที่/สัญญาเช่าพื้นที่ (โดยเฉพาะในห้าง/ตลาด)
รูปถ่ายหน้าร้าน–ภายในร้าน เมนู ราคาขาย (บางธนาคารใช้เสริมประกอบการลงพื้นที่)
Statement อย่างน้อย 6–12 เดือน (บัญชีรายรับหลัก)
งบการเงิน 1–3 ปี (ถ้ามี)
เอกสารภาษี: ภ.พ.30, ภงด.50/51, ภงด.90/91 (ตามโครงสร้างกิจการ)
โฉนด/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ฯลฯ
เอกสารประเมินราคา หรือให้ธนาคารส่งบริษัทประเมิน
เวลาจะยื่น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับร้านอาหาร ดิฉันพบว่าคนส่วนใหญ่เริ่มจากคำถามว่า “กู้ได้สูงสุดเท่าไร” แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเร็วขึ้นจริง ๆ คือการทำให้ธนาคาร “อ่านรายได้แล้วจบในรอบเดียว” โดยเฉพาะรายได้จากเดลิเวอรีที่มักมีรอบโอนและยอดสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม
สิ่งที่ดิฉันแนะนำให้ทำก่อนยื่น (และมักช่วยลดคำถามซ้ำ) คือ “สรุป 1 หน้า” ที่ตอบ 3 เรื่องให้ชัด:
เงินเข้าจากหน้าร้านเข้าบัญชีอย่างไร (เงินสด/QR/บัตร)
เงินจากเดลิเวอรีเข้าบัญชีวันไหน (รอบโอน) และยอดเข้าจริงหลังหัก GP เท่าไร
ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ทำให้เงินตึงเกิดช่วงไหน (วัตถุดิบ/ค่าแรง/ค่าเช่า)
ถ้าทำ 1 หน้านี้ได้ดี เวลาคุยเรื่อง สินเชื่อพ่อค้าแม่ค้า, สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก, หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจsme จะตรงจุดขึ้น เพราะธนาคารมองเห็น “ความสม่ำเสมอ” ของกระแสเงินสดทันที ไม่ต้องไล่ statement ย้อนหลังแล้วตีความเอง
ร้านกลุ่มนี้มักบอกว่า “ยอดขายดี” แต่พอธนาคารดู statement แล้วเกิดคำถามว่า ทำไมยอดเข้าบัญชีบางวันน้อยกว่ายอดขายมาก หรือทำไมเดลิเวอรีขายสูงแต่เงินเข้าไม่สม่ำเสมอ
จุดพลิกคือทำ “ตารางยอดสุทธิหลังหัก” + “ปฏิทินรอบโอน” แค่ 1 หน้า แล้วแนบกับเอกสารยื่นไปเลย ส่วนใหญ่จะช่วยให้การประเมินรายได้ลื่นขึ้นมาก (เพราะธนาคารไม่ต้องเดา)
ร้านใหม่จำนวนมากเข้าใจว่า “ยอดขายเริ่มนิ่ง = ยื่นได้เลย” แต่ธนาคารมักจะย้ำเรื่องอายุธุรกิจและความเสถียรของรายรับ โดยเฉพาะถ้าเป็น แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์
ทางที่มักทำให้ภาพดีขึ้น คือโชว์ข้อมูลเป็น “รายสัปดาห์ 12 สัปดาห์” แทนตัวเลขรายเดือน เพื่อให้เห็นว่าร้านมีรูปแบบรายได้ที่เริ่มคงที่จริง และอธิบายได้ว่าตก/พีคเพราะอะไร
รายได้เข้าหลายช่องทาง แต่ ไม่ได้จัดระบบบัญชีรายรับหลัก ทำให้ธนาคารอ่านไม่ออก
ยอดขายเดลิเวอรีดี แต่ ไม่สรุปยอดเข้าจริงหลังหัก และรอบโอน → ต้องอธิบายซ้ำ
ขอวงเงินตามความอยาก ไม่ใช่ตาม “ค่างวดที่รับไหว” → พอเงินตึงก็ไปกู้เงินด่วนมาปิดรู ซึ่งต้นทุนรวมมักสูงกว่า OD/Term ที่จัดโครงสร้างถูกตั้งแต่แรก
1) สินเชื่อsmeไม่มีหลักประกัน สำหรับร้านอาหาร ธนาคารดูอะไรเป็นพิเศษ?
ทำเล สัญญาเช่า ยอดขายจาก POS/เดลิเวอรี การเดินบัญชี และ DSCR/วินัยเครดิต
2) ไม่มีงบการเงิน 2–3 ปี ยังขอได้ไหม?
มีโอกาส หากสเตทเมนต์และหลักฐานยอดขายชัด แต่ร้านอายุน้อยมักต้องยื่นด้วยแผนธุรกิจที่รัดกุมขึ้น
3) สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน ควรใช้เมื่อไร?
เหมาะกับฉุกเฉินระยะสั้นมาก ๆ ไม่ควรใช้แทน OD/Term ระยะยาว เพราะต้นทุนรวมสูงและเสี่ยงกระทบเครดิต
4) ร้านที่มีเดลิเวอรีเยอะได้เปรียบไหม?
ได้เปรียบถ้ารายงานยอดขายเดลิเวอรีตรวจสอบได้และยอดเข้าบัญชีสอดคล้อง
5) ต้องการขยายสาขา ควรเลือกแบบไหน?
โดยหลัก “ลงทุนก้อนใหญ่” ใช้ Term/Working Capital ส่วน “เงินหมุนวัตถุดิบช่วงเปิดสาขา” ใช้ OD จะเข้าทางกว่า