ขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 10 กรกฎาคม 2569
เจ้าของธุรกิจใหม่ที่ต้องการสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มักติดคำถามสำคัญว่า ถ้ายังไม่มีที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรไปค้ำ จะขอวงเงินธุรกิจได้หรือไม่
คำตอบคือ ยังมีโอกาสในบางกรณี แต่ต้องมีข้อมูลอื่นมาช่วยพิสูจน์แทนหลักทรัพย์ เช่น Statement, รายได้เข้าบัญชีจริง, POS/แพลตฟอร์ม, PO, สัญญางาน, ภาษี, DSCR และแผนใช้เงินที่ชัดเจน
หน้านี้สรุปสิ่งที่เจ้าของธุรกิจใหม่ควรรู้ก่อนขอสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์ ตั้งแต่วงเงินที่ใช้บ่อย คุณสมบัติเบื้องต้น ขั้นตอนสมัคร เอกสารที่ควรเตรียม และทางเลือกกรณีทรัพย์ค้ำยังจำกัด เพื่อให้อ่านจบแล้วประเมินความพร้อมก่อนยื่นได้ ไม่ใช่รีบสมัครโดยยังไม่รู้ว่าธุรกิจพร้อมแค่ไหน
หากต้องการดูภาพรวมก่อน สามารถอ่านต่อได้ที่ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
มือใหม่มาก ๆ แนะนำอ่าน สินเชื่อ ธุรกิจ sme ไม่มี หลักทรัพย์ค้ำ สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ แล้วค่อยกลับมาที่หน้านี้
สินเชื่อไม่มีหลักประกันอาจเหมาะกับกิจการที่เริ่มดำเนินงานมาแล้วประมาณ 0–24 เดือน มีรายได้หรือหลักฐานความต้องการของตลาด แต่ยังไม่มีที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรเพียงพอสำหรับค้ำประกัน
จากมุมที่ปรึกษาสินเชื่อ เวลาประเมินธุรกิจใหม่ ดิฉันไม่ได้ดูเพียงว่าจดทะเบียนมากี่เดือน แต่จะเริ่มจากคำถามว่า
ธุรกิจขายได้จริงหรือยัง เงินเข้าจากลูกค้าทางไหน และวงเงินใหม่จะกลับคืนมาจากรายรับส่วนใด
กิจการที่มีโอกาสเตรียมข้อมูลได้ชัด มักมีหลักฐานอย่างน้อยบางส่วน เช่น
ยอดขายจาก POS หรือแพลตฟอร์มออนไลน์
Statement บัญชีธุรกิจ
ใบสั่งซื้อหรือสัญญาจ้าง
Invoice หรือประวัติรับชำระจากลูกค้า
หลักฐานค่าใช้จ่ายและต้นทุนจริง
แม้รายได้ยังไม่มาก แต่หากตรวจสอบที่มาได้ต่อเนื่อง จะอธิบายความสามารถชำระได้ดีกว่ากิจการที่แจ้งยอดขายสูงแต่เงินกระจายอยู่หลายบัญชีและไม่มีเอกสารเชื่อมโยง
หลักที่ดิฉันใช้แยกเบื้องต้นคือ
ลงทุนใช้หลายปี → Term Loan
ค่าใช้จ่ายหมุนทุกเดือน → OD หรือวงเงินหมุนเวียน
Term Loan เหมาะกับการรีโนเวต ซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ ระบบ POS หรือทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี เพราะมีค่างวดและระยะเวลาชำระชัดเจน
OD หรือ Revolving เหมาะกับค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ขนส่ง และรายจ่ายที่เกิดซ้ำ โดยควรมีรายรับกลับมาลดวงเงินตามรอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายคงที่เดือนละ 300,000 บาท การตั้งกรอบวงเงินหมุนเวียนเบื้องต้นอาจเริ่มที่ประมาณ 1–1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือราว 300,000–450,000 บาท แล้วเผื่อความผันผวนอีกเล็กน้อยตามรอบรับเงินจริง
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องหักเงินสดที่กิจการมีอยู่ และตรวจว่าลูกค้าชำระช้ากว่าปกติกี่วันด้วย
ธุรกิจ B2B ที่ส่งมอบงานและออก Invoice แล้ว แต่ต้องรอลูกค้าชำระ 30–60 วัน อาจเหมาะกับ Factoring หรือ Invoice Financing มากกว่าการผ่อน Term Loan หลายปี เพราะวงเงินเชื่อมกับลูกหนี้การค้าและรอบรับเงินจริงโดยตรง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
ส่วนกิจการที่มีรายได้จริงและ Statement เดินต่อเนื่อง แต่หลักทรัพย์ยังไม่เพียงพอ อาจพิจารณาวงเงินที่มี บสย.ค้ำประกัน ช่วยเสริมโครงสร้างหลักประกัน ทั้งนี้ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องตรวจรายได้ ภาระหนี้ และเครดิตตามปกติ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อ SME
จากเคสที่เข้ามาประเมิน สิ่งที่พบได้บ่อยคือเจ้าของกิจการขอวงเงินก้อนเดียวเพื่อใช้ทั้งรีโนเวต ซื้ออุปกรณ์ จ่ายค่าแรง และหมุนวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเงินส่วนใดควรคืนภายในกี่เดือน
อีกกรณีคือใช้ OD ซื้ออุปกรณ์ระยะยาว จนวงเงินเต็มและไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับค่าใช้จ่ายรายวัน หรือใช้ Term Loan จ่ายค่าใช้จ่ายประจำทั้งที่ยังไม่มีแผนเพิ่มรายได้
วิธีที่ดิฉันใช้คือแยกคำขอออกเป็นสองกระเป๋า
เงินลงทุน — ใช้กับทรัพย์สินหรือระบบที่สร้างประโยชน์หลายปี
เงินหมุนเวียน — ใช้กับต้นทุนที่ควรกลับมาเมื่อขายสินค้าหรือเก็บเงินลูกค้าได้
สำหรับ OD ไม่ควรใช้เต็มเพดานต่อเนื่อง หากยอดใช้เฉลี่ยสูงกว่า 70–80% ตลอดหลายเดือนและไม่เคยลดลงตามรอบรายรับ อาจสะท้อนว่าวงเงินถูกใช้แก้ปัญหาระยะยาวแทนเงินหมุนเวียน
ดังนั้น สินเชื่อไม่มีหลักประกันสำหรับธุรกิจใหม่เหมาะกับกิจการที่มี รายได้ตรวจสอบได้ วัตถุประสงค์ชัด และเลือกประเภทวงเงินตรงกับรอบเงิน ไม่ใช่เพียงกิจการที่ไม่มีทรัพย์ค้ำประกัน
ดูภาพรวมวงเงิน เอกสาร และเงื่อนไขได้ที่ คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเปรียบเทียบทางเลือกเพิ่มเติมได้ที่ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME
เจ้าของธุรกิจใหม่ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ควรมองว่ามีทางเลือกเดียวคือสินเชื่อเงินก้อน เพราะแหล่งเงินทุนแต่ละประเภทแก้ปัญหาคนละช่วงของธุรกิจ
จากมุมงานที่ปรึกษาสินเชื่อ ดิฉันมักเริ่มจากคำถามว่า
เงินจะถูกใช้ครั้งเดียวหรือใช้หมุนซ้ำ และรายรับที่จะนำมาคืนจะเข้ามาเมื่อใด
คำตอบนี้ช่วยแยกทางเลือกได้ชัดกว่าการเริ่มจากคำถามว่า “ที่ไหนให้วงเงินสูงที่สุด”
เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ประโยชน์หลายปี เช่น ซื้ออุปกรณ์ รีโนเวต วางระบบหน้าร้าน หรือเสริมเงินลงทุนตั้งต้นบางส่วน โดยผ่อนเป็นงวดตามระยะเวลาที่กำหนด
เวลาประเมิน ดิฉันจะทดลองหักค่างวดจากเดือนที่ยอดขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ใช้เดือนที่ขายดีที่สุด หากผ่อนแล้วแทบไม่เหลือเงินซื้อวัตถุดิบหรือจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ แสดงว่าวงเงินอาจสูงเกินไปหรือระยะเวลาผ่อนสั้นเกินไป
เหมาะกับวัตถุดิบ ค่าแรง ขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดซ้ำ โดยควรมีรายรับกลับมาลดวงเงินตามรอบธุรกิจ
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือใช้ OD ซื้ออุปกรณ์ระยะยาว ทำให้ยอดค้างเต็มวงและไม่มีพื้นที่เหลือหมุนรายวัน หากยอดใช้ค้างอยู่ระดับ 70–80% ต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่ลดตามเงินเข้า ควรตรวจว่าวงเงินกำลังถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน
เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่ส่งมอบงาน ออก Invoice หรือผ่านการตรวจรับแล้ว แต่ต้องรอลูกค้าชำระอีก 30–60 วัน
จากที่สังเกต สิ่งสำคัญไม่ใช่ยอดลูกหนี้รวมทั้งหมด แต่คือคุณภาพของลูกหนี้ หากมี Invoice 2 ล้านบาท แต่ส่วนที่ลูกค้าชำระตรงและไม่มีข้อโต้แย้งมีเพียง 1.2 ล้านบาท การประเมินวงเงินควรอิงจากส่วนที่ตรวจสอบได้มากกว่า
เหมาะกับร้านค้าและธุรกิจบริการที่มีรายได้ผ่าน POS, QR Payment, Marketplace หรือ Delivery Platform โดยใช้ข้อมูลยอดขายและเงินเข้าบัญชีประกอบการพิจารณา
เวลาจัดข้อมูล ดิฉันจะแยกยอดขายออกจากเงินโอนภายในบัญชีและเงินที่เจ้าของเติมเข้ามา เพราะยอดเงินเข้ารวมสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้จากลูกค้าทั้งหมด
อ่านวิธีจัดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รายได้ดิจิทัลขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน
เหมาะกับธุรกิจที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือมีไม่เพียงพอ แต่มีรายได้ Statement และความสามารถชำระที่ประเมินได้ โดย บสย. ทำหน้าที่ค้ำประกันตามโครงการ ไม่ได้เป็นผู้ให้สินเชื่อโดยตรง
จากมุมที่ปรึกษา จุดที่ต้องย้ำคือ การมี บสย.ค้ำไม่ได้ทำให้อนุมัติอัตโนมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังตรวจเครดิต ภาระเดิม วัตถุประสงค์ใช้เงิน และกระแสเงินสดเหมือนเดิม รวมถึงอาจมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่ต้องนำมาคิดเป็นต้นทุนด้วย
หลักเลือกแบบง่ายคือ
ซื้อของใช้หลายปี เลือก Term Loan
หมุนรายวัน เลือก OD
รอรับเงินจาก Invoice พิจารณา Factoring
มีข้อมูลยอดขายดิจิทัล ใช้ข้อมูล Cash Flow
รายได้ดีแต่หลักทรัพย์ไม่พอ พิจารณา บสย.
ธุรกิจใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงผลิตภัณฑ์เดียว แต่ควรแยกเงินลงทุนกับเงินหมุนเวียนออกจากกัน เพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวและค่าใช้จ่ายรายวันปะปนจนควบคุมกระแสเงินสดได้ยาก
จากข้อสังเกตในการยื่นสินเชื่อ ธุรกิจใหม่ไม่ได้ถูกปฏิเสธเพียงเพราะอายุกิจการสั้น แต่ปัญหามักเกิดเมื่อรายได้ ภาระหนี้ และวัตถุประสงค์การใช้วงเงินยังเชื่อมโยงกันไม่ชัด
หลักประเมินเบื้องต้นคือ เงินสดที่เหลือหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย และภาระเดิม ควรสูงกว่าค่างวดใหม่พอสมควร โดยอาจใช้ DSCR ประมาณ 1.2–1.3 เท่าเป็นจุดเริ่มต้น
ตัวอย่าง หากค่างวดรวมอยู่ที่ 100,000 บาท กิจการควรเหลือกระแสเงินสดสำหรับชำระหนี้ประมาณ 120,000–130,000 บาทขึ้นไป ไม่ควรเหลือพอดีกับค่างวดทุกเดือน
จากที่ดิฉันสังเกต เคสที่ดูตึงมักใช้ยอดขายเดือนดีที่สุดมาคำนวณ แต่เมื่อทดลองลดรายได้ลง 15–20% กลับไม่เหลือเงินพอชำระ
ธุรกิจใหม่อาจยังไม่มีงบย้อนหลังหลายปี แต่ควรมีรายได้เข้าบัญชีต่อเนื่อง หรือมีหลักฐานอื่นช่วยยืนยัน เช่น
รายงาน POS หรือ QR Payment
ยอดจาก Marketplace หรือแพลตฟอร์ม
Invoice ใบวางบิล หรือ PO
สัญญาจ้างและหลักฐานรับชำระ
เวลาตรวจเอกสาร ดิฉันจะแยกเงินเข้าจากลูกค้าออกจากเงินโอนระหว่างบัญชีและเงินที่เจ้าของเติมเข้ามา เพราะยอดเงินเข้ารวมสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้ทั้งหมด
หลักง่าย ๆ คือ
ค่าใช้จ่ายที่ให้ประโยชน์หลายปี ใช้ Term Loan
ค่าใช้จ่ายที่หมุนกลับตามรอบขาย ใช้ OD หรือวงเงินหมุนเวียน
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือใช้ OD ซื้ออุปกรณ์หรือรีโนเวต ทำให้ยอดค้างเต็มวงต่อเนื่องและไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าขนส่ง
แม้ยื่นในนามบริษัท ผู้ให้สินเชื่ออาจตรวจภาระหนี้ของกรรมการหรือผู้ค้ำร่วมด้วย เช่น หนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล
จากเคสที่เคยตรวจ บางกิจการมีกระแสเงินสดบริษัทเพียงพอ แต่กรรมการมีภาระส่วนตัวสูง ทำให้พื้นที่รองรับหนี้ใหม่ลดลงกว่าที่เจ้าของคาดไว้
หากรายได้เข้าหลายบัญชี เงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวปะปน หรือมีรายการโอนวนจำนวนมาก ผู้พิจารณาจะต้องใช้เวลาแยกว่ารายการใดเป็นยอดขายจริง
วิธีที่ช่วยได้คือกำหนดบัญชีธุรกิจหลัก ทำตารางรวมรายรับจากบัญชีรอง และอธิบายรายการผิดปกติเป็นรายเดือน ไม่ควรยื่น Statement จำนวนมากโดยไม่มีสรุปเชื่อมโยง
ธุรกิจที่มีรายได้จริง Statement เดินต่อเนื่อง และภาระหนี้อยู่ในระดับเหมาะสม อาจพิจารณาวงเงินที่มี บสย. หรือโครงการค้ำประกันอื่นช่วยเสริมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติอัตโนมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังตรวจความสามารถชำระตามปกติ
สรุปแล้ว ธุรกิจใหม่ควรเตรียมให้ตอบได้ 4 เรื่อง คือ รายได้มาจากไหน เงินเหลือเท่าไร ภาระเดิมมีอะไร และวงเงินใหม่จะนำไปสร้างรายรับอย่างไร
โดยเฉพาะ Statement เป็นเอกสารหลักของสินเชื่อกลุ่มนี้ หากต้องการจัดข้อมูลให้พร้อม อ่านต่อได้ที่ Statement ขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
หากธุรกิจจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแล้ว การขอสินเชื่อนิติบุคคลไม่มีหลักทรัพย์ควรเตรียมข้อมูลทั้งในระดับกิจการและระดับกรรมการ เพราะผู้ให้สินเชื่อไม่ได้ดูแค่ว่าบริษัทมีรายได้หรือไม่ แต่ยังดูว่าคนที่บริหารธุรกิจมีภาระหนี้และประวัติทางการเงินอย่างไรด้วย
ฝั่งกิจการควรมีหนังสือรับรองบริษัท งบการเงิน ภาษี Statement บัญชีบริษัท สัญญางาน Invoice/PO รายชื่อลูกค้าหลัก และข้อมูลรายได้ย้อนหลังเท่าที่มี
ฝั่งกรรมการควรเตรียมข้อมูลภาระหนี้ เครดิตส่วนตัว บทบาทในกิจการ และความเกี่ยวข้องกับการใช้วงเงิน เพราะแม้เป็นสินเชื่อนิติบุคคล ผู้ให้สินเชื่อยังมักดูความสามารถและประวัติของกรรมการร่วมด้วย
กรณีที่บริษัทเปิดมาไม่นาน แต่มีรายได้เข้าบัญชีแล้ว ควรทำสรุป 1 หน้าให้เห็นว่า รายได้มาจากช่องทางไหน ลูกค้าหลักคือใคร เงินที่ขอจะใช้ทำอะไร และจะคืนจากรายรับส่วนไหน
สินเชื่อระยะยาวไม่มีหลักทรัพย์มีได้ในบางกรณี เช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์ที่ผ่อนหลายปี แต่สำหรับธุรกิจใหม่ ผู้ให้สินเชื่อจะพิจารณารายได้ Statement ภาระหนี้ และความสามารถชำระหนี้ค่อนข้างเข้ม เพราะไม่มีทรัพย์ค้ำรองรับ
หากใช้เงินเพื่อสิ่งที่สร้างรายได้หลายปี เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์ รีโนเวต ระบบหลังบ้าน หรือเครื่องจักรขนาดเล็ก ควรใช้วงเงินที่ผ่อนสัมพันธ์กับระยะคืนทุน ไม่ควรใช้ OD หรือวงเงินหมุนเวียนไประยะยาว เพราะจะทำให้หนี้สั้นกลายเป็นภาระค้างยาว
ก่อนยื่น ควรลองคำนวณว่าค่างวดใหม่กระทบกระแสเงินสดมากแค่ไหน โดยสามารถใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด เพื่อประเมินเบื้องต้นได้
กำหนดเป้าหมายเงินกู้ให้ชัด
แยกเงินเป็น 2 ก้อนง่าย ๆ:
ลงทุน (Term) = ของใช้ยาว เช่น รีโนเวต/อุปกรณ์/ระบบ
หมุนเวียน (OD) = ค่าใช้จ่ายรายวัน เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง ขนส่ง
วิธีจำ: ของยาว = Term / รายวัน = OD
เช็กกำลังผ่อนแบบเร็ว: ดูว่าไหวไหม
ใช้สูตรสั้น ๆ: เงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ÷ ค่างวดรวม ≥ 1.2
ตัวอย่าง: เงินเหลือ 120,000 บาท/เดือน, ค่างวดรวม 90,000 → 120,000 ÷ 90,000 = 1.33 (ถือว่าปลอดภัย)
จัดแฟ้มเอกสารให้อ่านง่าย
สรุปธุรกิจ 1 หน้า: ทำอะไร–ใช้เงินทำอะไร–คืนอย่างไร–ตัวเลขสำคัญ
หลักฐานรายได้: รายงานจาก POS/แพลตฟอร์ม ให้เลขตรงกับสเตทเมนต์ 6–12 เดือน
ตาราง “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี” 1 หน้า + ใบเสนอราคา/สัญญา ที่จะใช้เงินก้อนนี้
4. คัดเลือก 2–3 ทางเลือกที่เหมาะกับธุรกิจ แล้วเริ่มจากช่องทางที่ตรงกับข้อมูลของกิจการมากที่สุด
ถ้าต้องเปรียบเทียบหลายแห่ง ควรใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น วัตถุประสงค์ใช้เงิน วงเงินที่ต้องการ Statement ตารางรายรับ–รายจ่าย และเหตุผลการขอวงเงิน เพื่อให้การยื่นไม่ขัดกันเอง
ถามให้ชัด: ดอกเบี้ยเท่าไร มีโครงการค้ำรัฐไหม คิดค่าค้ำอย่างไร ค่าธรรมเนียมมีอะไร Term เบิกเป็นงวดได้ไหม ปิดก่อนกำหนดมีค่าปรับหรือไม่ และถ้าอนุมัติไม่เต็มวงเงินที่ขอ ธุรกิจมีแผนสำรองอย่างไร
ตอบคำถามตรวจเอกสาร (Due Diligence) แบบสั้น ตรงประเด็น
อธิบาย 3 เรื่อง: เอาเงินไปทำอะไร, จะคืนอย่างไร, ถ้ายอดขายต่ำกว่าเป้า ทำอย่างไร
เคล็ดลับ: ให้เลขจาก POS/แพลตฟอร์ม ตรงกับสเตทเมนต์ เสมอ
อนุมัติ–เซ็นสัญญา แล้วใช้เงินให้ถูกงาน
Term: เบิกเป็นงวดตามไมล์สโตน เพื่อลดดอกช่วงยังไม่ได้ใช้จริง
OD: ดึงใช้เฉพาะช่วงจำเป็น–โปะคืนทันทีเมื่อเงินเข้า (อย่าใช้ OD ไปซื้อของยาว)
อยากเทียบประเภทวงเงินแบบย่อยง่าย ดู เปรียบเทียบสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์
สรุปธุรกิจ 1 หน้า: ทำอะไร–ลูกค้าหลัก–ใช้เงินอะไร–คืนเงินอย่างไร–ตัวเลขสำคัญ (ยอดขาย/กำไร/DSCR)
หลักฐานรายได้พิสูจน์ได้: รายงาน POS/แพลตฟอร์ม + สเตทเมนต์ 6–12 เดือน + ตาราง “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี”
ใบเสนอราคา/สัญญา ที่เกี่ยวกับการใช้เงิน (เช่น อุปกรณ์/รีโนเวต/ซัพพลาย)
เอกสารบริษัท/ภาษี/งบล่าสุด และเอกสารตามเงื่อนไขโครงการค้ำ (ถ้าใช้)
- ตารางภาระหนี้เจ้าของหรือกรรมการ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือภาระค้ำประกันอื่น
- Cashflow 13 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นเงินเข้า–ออกระยะสั้น และดูว่าหลังรับวงเงินแล้วธุรกิจยังจ่ายค่างวดหรือคืนวงเงินได้จริงหรือไม่
- ตารางยอดขายเทียบเงินเข้าบัญชี โดยเฉพาะธุรกิจที่มี POS/QR/Marketplace/Delivery Platform เพราะยอดขายรวมกับเงินรับสุทธิอาจไม่เท่ากัน
- คำอธิบายกรณีรายได้เข้าหลายบัญชี หรือยังใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ เพื่อให้ผู้พิจารณาเข้าใจโครงสร้างเงินสดของกิจการ
เอกสารเหล่านี้ไม่ได้รับประกันผลอนุมัติ แต่ช่วยให้การพิจารณาอ่านง่ายขึ้น ลดคำถามย้อนกลับ และทำให้ธุรกิจอธิบายความสามารถในการชำระหนี้ได้เป็นระบบมากขึ้น
บสย. ไม่ใช่ผู้ให้สินเชื่อโดยตรง แต่เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ให้สินเชื่อ โดยเฉพาะกรณีเจ้าของธุรกิจใหม่มีรายได้จริง มี Statement หรือเอกสารการค้าเริ่มชัด แต่ยังไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ
ในปี 2569 มีมาตรการที่ควรติดตาม เช่น บสย. Quick Big Win ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก และค่าธรรมเนียมหลังช่วงฟรีเริ่มต้น 1% ต่อปีตามเงื่อนไขโครงการ รวมถึง SMEs Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกช่วยกระตุ้นสินเชื่อใหม่ให้ SME
อย่างไรก็ตาม การมี บสย. หรือกลไกค้ำประกันไม่ได้แปลว่าอนุมัติอัตโนมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูรายได้ Statement ภาระหนี้ เครดิต วัตถุประสงค์ใช้เงิน และความสามารถชำระหนี้
เจ้าของธุรกิจใหม่จึงควรดู 3 เรื่องพร้อมกัน คือ ดอกเบี้ยของสินเชื่อ ค่าธรรมเนียมค้ำประกันหลังช่วงส่งเสริม และภาระผ่อนเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดจริง
จากมุมงานที่ปรึกษาสินเชื่อ จุดที่ดิฉันพบอยู่บ่อยคือเจ้าของกิจการรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างไว้ในคำขอเดียว เช่น “ต้องการ 1 ล้านบาทเปิดร้าน” แต่ไม่ได้แยกว่าเงินส่วนใดสร้างประโยชน์หลายปี และส่วนใดควรหมุนกลับภายในไม่กี่เดือน
สมมติต้องใช้เงินรวม 1,000,000 บาท ควรแยกเป็น
รีโนเวต เครื่องครัว และอุปกรณ์ 700,000 บาท → เหมาะกับ Term Loan หรือวงเงินผ่อน
วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าโฆษณาช่วงเริ่มต้น 300,000 บาท → เหมาะกับเงินทุนหมุนเวียน
จากเคสลักษณะนี้ ดิฉันมักพบว่าเจ้าของร้านเตรียมงบตกแต่งครบ แต่ไม่ได้กันเงินสำหรับช่วง 30–60 วันแรกที่ยอดขายยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน จึงควรทำประมาณการเงินสดรายสัปดาห์ ไม่ใช่ดูเพียงยอดขายต่อเดือน
หากร้านรับเงินผ่าน POS หรือ QR ควรเทียบยอดขายรายวันกับเงินเข้าบัญชี เพื่อให้เห็นว่ารายได้เกิดจริงและเงินหมุนกลับสม่ำเสมอ
หากมีใบสั่งซื้อจากลูกค้า แต่ต้องซื้อสินค้าไปส่งก่อน ควรเตรียม PO ใบเสนอราคาจากซัพพลายเออร์ ต้นทุนขนส่ง และวันที่คาดว่าจะรับเงินให้ครบ
เวลาที่ดิฉันตรวจเคสประเภทนี้ จะไม่ดูเพียงมูลค่า PO แต่คำนวณต่อว่า
รับงานเท่าไร → ต้องสำรองต้นทุนเท่าไร → เงินจมกี่วัน → กำไรหลังหักดอกเบี้ยเหลือเท่าไร
ตัวอย่าง PO มูลค่า 1 ล้านบาท อาจต้องใช้ต้นทุนสินค้าและขนส่ง 820,000 บาท หากลูกค้าจ่ายหลังส่งมอบ 60 วัน ธุรกิจต้องมีเงินรองรับตลอดช่วงดังกล่าว ไม่ใช่คำนวณจากกำไร 180,000 บาทเพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือมีกำไรในใบเสนอราคา แต่ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน สินค้าชำรุด หรือการชำระล่าช้าของลูกค้า
หากส่งมอบบริการและออก Invoice แล้ว แต่ลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม อาจพิจารณา Factoring แทนสินเชื่อเงินก้อน เพราะวงเงินเชื่อมกับลูกหนี้การค้าโดยตรง
จากที่ดิฉันสังเกต จุดสำคัญไม่ใช่ยอด Invoice รวม แต่คือเอกสารส่งมอบครบหรือไม่ ลูกค้ายอมรับงานแล้วหรือยัง และมีประวัติชำระตรงเพียงใด
ตัวอย่าง Invoice 500,000 บาท หากได้รับเงินล่วงหน้าหลังหักค่าธรรมเนียมและต้นทุนแล้ว ยังเหลือกำไรเหมาะสม Factoring อาจช่วยให้กิจการไม่ต้องรออีก 30–60 วัน แต่หากกำไรของงานบางมาก ค่าใช้จ่ายของวงเงินอาจกินกำไรส่วนใหญ่
ดังนั้น การแยกวงเงินควรเริ่มจาก ลักษณะการใช้เงินและวันที่เงินกลับมา ไม่ใช่เริ่มจากจำนวนสูงสุดที่ต้องการขอ เพราะเงินลงทุนระยะยาว เงินหมุนเวียน และลูกหนี้การค้า ควรใช้เครื่องมือทางการเงินคนละแบบ
คือสินเชื่อหรือวงเงินธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรมาค้ำประกันโดยตรง แต่ผู้ให้สินเชื่อจะพิจารณาจากข้อมูลอื่น เช่น รายได้ Statement ภาษี POS/แพลตฟอร์ม Invoice, PO, ภาระหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้
ได้ในบางกรณี หากมีรายได้เข้าบัญชีชัดเจน มีหลักฐานยอดขายหรือสัญญางาน มีแผนใช้เงินและแผนคืนเงินที่สมเหตุสมผล แต่ถ้ายังไม่มีรายได้จริงหรือเพิ่งเริ่มขายเพียง 1–2 เดือน อาจควรจัดระบบบัญชีก่อนยื่น
โดยทั่วไปควรมีหนังสือรับรองบริษัท งบการเงินถ้ามี เอกสารภาษี Statement บัญชีบริษัท สัญญางาน Invoice/PO ข้อมูลลูกค้าหลัก และข้อมูลภาระหนี้หรือเครดิตของกรรมการประกอบด้วย
มีได้ในบางกรณี เช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์ที่ผ่อนหลายปี แต่จะถูกพิจารณาเข้มกว่าวงเงินระยะสั้น เพราะไม่มีทรัพย์ค้ำรองรับ ธุรกิจจึงต้องพิสูจน์รายได้และกระแสเงินสดให้ชัด
ไม่ต้องมีหลักทรัพย์มักหมายถึงไม่ต้องนำที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรมาค้ำประกัน แต่บางกรณีอาจยังมีกรรมการค้ำ ผู้ถือหุ้นค้ำ หรือ บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วน จึงต้องอ่านเงื่อนไขให้ชัดว่าไม่ใช้หลักทรัพย์ หรือไม่ต้องมีหลักประกันใด ๆ เลย
ถ้าไม่จำเป็นเร่งด่วน ควรจัดระบบก่อน เช่น แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว ลดการโอนวน รวมรายได้ให้เข้าบัญชีหลัก และทำตารางยอดขายเทียบเงินเข้าบัญชี เพราะสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ต้องพึ่งข้อมูลทางการเงินมากเป็นพิเศษ
ตัวอย่างเช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์, OD/Revolving Credit, Factoring/Invoice Financing, Cashflow-based loan จากยอดขายดิจิทัล และวงเงินที่มี บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วน
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสินเชื่อและโครงการที่ใช้ บสย. บางกรณีอาจช่วยลดภาระหลักประกันได้ แต่ไม่ได้แปลว่าอนุมัติอัตโนมัติ เพราะยังต้องดูรายได้ Statement ภาระหนี้ เครดิต และวัตถุประสงค์ใช้เงิน
เหมาะในบางกรณี หากธุรกิจมีรายจ่ายรายวันและเงินเข้าเป็นรอบชัดเจน เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจซื้อมาขายไป หรือธุรกิจบริการ แต่ต้องมีวินัยคืนวงเงินเมื่อเงินเข้า ไม่ควรใช้ OD ค้างยาวหรือใช้ไปลงทุนถาวร
ยังมีโอกาสในบางกรณี หากปัจจุบันวินัยดีขึ้น มีรายได้จริง และสามารถชี้แจงเหตุผลของประวัติเครดิตสะดุดได้ แต่ควรเตรียมเอกสารให้ละเอียดมากขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับผู้ติดบูโร
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเจ้าของธุรกิจใหม่ ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะสมัครที่ไหนให้เร็วที่สุด” แต่ควรเริ่มจากการประเมินว่า ธุรกิจมีรายได้จริงหรือไม่ Statement อ่านง่ายแค่ไหน ใช้เงินเพื่ออะไร จะคืนจากรายรับส่วนไหน และมีเอกสารใดช่วยแทนหลักทรัพย์ได้บ้าง
ถ้าธุรกิจยังใหม่มาก การจัดระบบบัญชี แยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ ทำตารางยอดขายเทียบเงินเข้าบัญชี เตรียม Cashflow 13 สัปดาห์ และเลือกวงเงินให้ตรงกับการใช้เงิน จะช่วยให้การพิจารณาเป็นระบบขึ้น
หากต้องการวางแผนก่อนยื่นจริง สามารถอ่านต่อได้ที่ ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้, สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569 และ เปรียบเทียบแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME เพื่อดูภาพรวมก่อนตัดสินใจ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา