เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 17 กรกฏาคม 2569
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นหนึ่งในทางเลือกของกิจการที่มีรายได้และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แต่ไม่มีบ้าน ที่ดิน อาคาร เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นเพียงพอสำหรับจำนองหรือจำนำ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีหลักทรัพย์” ไม่ได้แปลว่าธุรกิจทุกแห่งจะสมัครได้เหมือนกัน หรือเพียงมีเงินเข้าบัญชีก็จะได้รับอนุมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องตรวจว่า รายรับมาจากธุรกิจจริงหรือไม่ ภาระเดิมอยู่ในระดับใด และกิจการจะนำวงเงินไปใช้อะไรและชำระคืนจากรายรับส่วนใด
บทความนี้จึงไม่ได้อธิบายผลิตภัณฑ์ทุกประเภท แต่เน้นช่วยเจ้าของกิจการตอบคำถามว่า “ธุรกิจของเราพร้อมยื่นแล้วหรือยัง” และถ้ายังไม่พร้อม ควรปรับข้อมูลด้านใดก่อน
สำหรับผู้ที่ต้องการดูภาพรวมวงเงิน คุณสมบัติ เอกสาร และขั้นตอนสมัคร สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือดูข้อมูลประจำปีที่หน้า สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
สินเชื่อ “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” คือสินเชื่อที่พิจารณาจากศักยภาพธุรกิจจริง เช่น รายได้ กระแสเงินสด วินัยชำระ และความสม่ำเสมอของธุรกรรม มากกว่าการนำบ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินมาค้ำประกัน จึงมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ที่เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีรายได้จริงแต่ไม่มีทรัพย์สินสำหรับค้ำ
ในทางปฏิบัติ ผู้ให้สินเชื่ออาจพิจารณาข้อมูลหลายชุดร่วมกัน เช่น
Statement บัญชีธุรกิจ
งบการเงินและเอกสารภาษี
ประวัติการชำระหนี้
อายุและความต่อเนื่องของกิจการ
สัญญาจ้าง PO หรือ Invoice
ภาระหนี้ของบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
วัตถุประสงค์และแผนชำระคืน
ดังนั้น สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์จึงไม่ได้หมายถึงสินเชื่อที่ไม่ตรวจเอกสารหรือไม่ตรวจภาระหนี้ แต่เป็นการเปลี่ยนจากการให้น้ำหนักกับทรัพย์สิน ไปสู่การตรวจความสามารถสร้างรายรับและชำระหนี้ของกิจการมากขึ้น
คำว่า “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” หมายถึงไม่ต้องนำอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นมาจำนองหรือจำนำ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการค้ำประกันหรือเงื่อนไขรองรับความเสี่ยงประเภทอื่นเสมอไป
รูปแบบที่อาจพบได้มีอย่างน้อยสามลักษณะ
สินเชื่อธุรกิจบางผลิตภัณฑ์อาจขอให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นหลักลงนามค้ำประกันเป็นการส่วนตัว แม้จะไม่มีการจำนองที่ดินหรืออาคารก็ตาม
การลงนามดังกล่าวไม่ใช่เพียงลายเซ็นประกอบการสมัคร ผู้ค้ำอาจมีภาระตามขอบเขตของหนังสือค้ำประกัน จึงควรตรวจวงเงิน ระยะเวลา หนี้ในอนาคต และเงื่อนไขการปลดค้ำก่อนลงนาม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรรมการค้ำในสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์รับผิดอย่างไร
กิจการที่มีศักยภาพชำระแต่มีหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ อาจพิจารณาสินเชื่อที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ค้ำประกันตามโครงการและเงื่อนไขที่กำหนด
การมี บสย.ค้ำไม่ใช่การอนุมัติสินเชื่อโดยอัตโนมัติ ธนาคารยังต้องพิจารณาความสามารถชำระ เอกสารกิจการ ประวัติเครดิต และเงื่อนไขอื่นตามนโยบายของตน
อ่านต่อได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME บสย.ค้ำประกัน
วงเงินบางประเภทอาจให้น้ำหนักกับ Statement ลูกหนี้การค้า ใบแจ้งหนี้ PO หรือสัญญางาน แต่ยังอาจมีเงื่อนไขเรื่องกรรมการค้ำ การโอนสิทธิรับเงิน หรือการนำรายรับผ่านบัญชีที่กำหนด
จึงควรถามให้ชัดตั้งแต่ก่อนยื่นว่า “ไม่ใช้หลักทรัพย์ประเภทใด” และ “ยังต้องมีผู้ค้ำหรือเงื่อนไขอื่นหรือไม่”
ผู้ให้สินเชื่อจะประเมิน “ความน่าเชื่อถือของการดำเนินธุรกิจ” เป็นหลัก โดยมักดูข้อมูลสำคัญดังนี้
รายได้และกระแสเงินสด จากสเตทเมนต์ต่อเนื่อง 6–12 เดือน
ภาระหนี้รวมและวินัยชำระ เช่น การจ่ายตรงเวลา ความสม่ำเสมอของการชำระ
เอกสารยืนยันยอดขายจริง เช่น ภาษี ภ.พ.30 ภ.ง.ด. สัญญาว่าจ้าง PO Invoice และใบกำกับภาษี
ความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างบัญชี เอกสาร และคำอธิบายธุรกิจ
ยิ่งเอกสารสะท้อนรายได้และธุรกรรมจริงได้ชัด ผู้ให้สินเชื่อก็ยิ่งประเมินความสามารถชำระและความเสี่ยงของกิจการได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ใช้ “ทดแทนหลักทรัพย์” โดยอัตโนมัติ การอนุมัติ วงเงิน ผู้ค้ำ และเงื่อนไขอื่นยังขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง
เคล็ดลับที่ช่วยให้เข้าใจง่าย: หากเดือนใดตัวเลขแกว่งผิดปกติ ควรแนบหมายเหตุสั้น ๆ เช่น “ปิดซ่อมร้าน 7 วัน” หรือ “รับงานก้อนใหญ่จึงมีรายรับเพิ่ม” เพื่อให้ทีมพิจารณาเห็นบริบททันที
สำหรับวิธีตรวจเงินเข้า เงินโอนระหว่างบัญชี และความสม่ำเสมอของรายรับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement อย่างไร
กลุ่มที่มักเหมาะกับสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ได้แก่
ธุรกิจที่ยอดขายสม่ำเสมอและมีหลักฐานรายได้ครบถ้วน
ผู้ประกอบการ B2B ที่มีสัญญาจ้างหรือใบสั่งซื้อ ชี้ให้เห็นรายรับล่วงหน้าได้
กิจการที่แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวและมีวินัยชำระดี
โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายดีแต่ต้นทุนผันผวน เช่น วัตถุดิบหรือค่าแรง หรือกิจการที่มีรอบเก็บเงิน 30–60 วัน หากมี PO สัญญา และประวัติการรับชำระจากลูกค้าหลักชัดเจน ผู้ให้สินเชื่อจะมีข้อมูลประกอบการประเมินมากขึ้น
เมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่เหมาะจะเริ่มยื่นมักมีคุณสมบัติร่วมกันดังนี้
ดำเนินกิจการต่อเนื่องตามเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์
รายรับหลักผ่านบัญชีธุรกิจ
ไม่มีรายการค้างชำระใหม่ที่ยังไม่ได้แก้ไข
มีเงินเหลือหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย และภาระเดิม
ระบุได้ว่าจะนำวงเงินไปใช้ทำอะไร
มีรายรับหรือกระแสเงินสดที่รองรับการชำระคืน
งบ ภาษี และ Statement มีความสัมพันธ์กันหรืออธิบายส่วนต่างได้
คำว่า “เหมาะ” ไม่ได้หมายถึงได้รับอนุมัติแน่นอน แต่หมายถึงกิจการมีข้อมูลพื้นฐานเพียงพอให้ผู้ให้สินเชื่อเริ่มประเมินได้อย่างมีเหตุผล
อย่าดูเพียงยอดเงินเข้ารวม ต้องแยกให้ได้ว่าเงินมาจากลูกค้ารายใด งานใด หรือช่องทางใด รวมถึงแยกเงินโอนระหว่างบัญชีและเงินที่กรรมการเติมเข้ามาเองออกจากรายได้ของกิจการ
เวลาที่ดิฉันไล่ Statement เบื้องต้น จะทำเครื่องหมายเงินเข้าไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่
รายรับจากลูกค้า
เงินโอนภายในบัญชีของกิจการ
เงินจากกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
วิธีนี้ช่วยให้เห็นทันทีว่า เงินเข้าบัญชี 1 ล้านบาทเป็นยอดขายจริงทั้งหมด หรือมีรายได้จากลูกค้าเพียง 650,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินโอนวนและเงินที่เจ้าของเติมเข้ามา
จุดที่มักทำให้ตีความผิดคือยอดเงินก้อนใหญ่ หากพบเงินเข้า 300,000 บาทเพียงครั้งเดียว ดิฉันจะไม่รีบนับเป็นยอดขาย แต่จะย้อนดูชื่อผู้โอน Invoice สัญญางาน และรายการเงินออกหลังจากนั้นก่อน หากเงินเข้าจากบัญชีกรรมการแล้วถูกนำไปชำระค่างวดทันที รายการนั้นควรอธิบายว่าเป็นเงินสนับสนุนจากเจ้าของ ไม่ใช่รายได้จากลูกค้า
ไม่ควรประเมินความสามารถชำระจากเดือนที่ขายดีที่สุดเพียงเดือนเดียว เพราะยอดเฉลี่ยอาจถูกดึงสูงจากรายรับก้อนใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
วิธีที่ดิฉันใช้คือเลือก 3 เดือนมาเปรียบเทียบ ได้แก่
เดือนที่ยอดขายสูง
เดือนที่ยอดขายอยู่ในระดับปกติ
เดือนที่ยอดขายต่ำแต่ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น ปิดร้านหรือหยุดผลิต
จากนั้นใช้เดือนที่สามเป็นตัวทดสอบ โดยหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ภาษี และค่างวดเดิมออกทั้งหมด
ตัวอย่างจำลอง: หากกิจการมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1.2 ล้านบาท แต่เดือนปกติที่ยอดต่ำมีรายได้ 850,000 บาท หลังหักต้นทุนและภาระเดิมเหลือเพียง 70,000 บาท การเพิ่มค่างวดใหม่ 65,000 บาทอาจทำให้มีส่วนเผื่อเพียง 5,000 บาท ซึ่งตึงเกินไปแม้ยอดเฉลี่ยทั้งปีจะดูดี
จากที่สังเกต กิจการที่พร้อมไม่ได้มีเพียงรายได้สูง แต่ต้องเหลือพื้นที่รับความผันผวนได้ด้วย
ตัวเลขทั้งสามชุดไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกบาท แต่ส่วนต่างต้องมีที่มา เช่น รับเงินสด ใช้หลายบัญชี มีลูกหนี้การค้าค้างรับ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือรายได้เกิดคนละช่วงกับวันที่ได้รับชำระ
เวลาตัวเลขไม่ตรงกัน ดิฉันจะทำ “ตารางสะพาน” สั้น ๆ หนึ่งหน้า โดยเริ่มจากยอดขายตามงบแล้วบวกหรือลบรายการที่ทำให้ต่างจากเงินเข้าบัญชี เช่น
ยอดขายตามงบ 12 ล้านบาท
หักลูกหนี้ที่ยังไม่รับชำระ 1.5 ล้านบาท
บวกยอดขายเงินสดที่นำเข้าบัญชีในเดือนถัดไป 400,000 บาท
เทียบกับเงินเข้าจากลูกค้าใน Statement 10.9 ล้านบาท
ตารางนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเลขเท่ากันแบบฝืนข้อเท็จจริง แต่ต้องช่วยให้ผู้พิจารณาเห็นเส้นทางของส่วนต่าง
ปัญหาที่พบได้บ่อยไม่ใช่การมีตัวเลขต่างกัน แต่คือเจ้าของกิจการตอบเพียงว่า “บัญชีทำไว้แบบหนึ่ง แต่เงินจริงเป็นอีกแบบ” โดยไม่มีเอกสารเชื่อมโยง
ควรรวบรวมค่างวดบริษัท วงเงิน OD หนี้เช่าซื้อ และภาระของกรรมการหรือผู้ค้ำที่เกี่ยวข้องตามเกณฑ์ผลิตภัณฑ์ แล้วตรวจว่า หลังชำระภาระทั้งหมดกิจการเหลือกระแสเงินสดเท่าไร
ดิฉันมักแยกภาระออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่
ค่างวดที่ต้องจ่ายแน่นอนทุกเดือน
ดอกเบี้ยวงเงินหมุนเวียน เช่น OD
เงินที่ต้องเติมเข้าธุรกิจเป็นครั้งคราว เช่น ช่วงซื้อสต๊อกหรือรอลูกค้าชำระ
ตัวอย่างจำลอง: ธุรกิจมียอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท และมีกำไรตามงบ แต่ต้องสำรองเงินซื้อสต๊อก 600,000 บาททุก 45 วัน พร้อมรอเก็บเงินจากลูกค้า 60 วัน ในช่วงดังกล่าวกิจการอาจต้องใช้ OD เต็มวง แม้ในงบจะยังมีกำไร
จากที่สังเกต จุดนี้มักถูกมองข้าม เพราะเจ้าของกิจการเห็น “กำไร” แต่ผู้พิจารณากำลังมองว่า “เงินสดอยู่ที่ไหนและกลับมาเมื่อไร”
แทนที่จะขอเพียง “เงินสำรอง” ควรอธิบายให้เห็นเส้นทางการใช้และการคืนวงเงินอย่างชัดเจน
วิธีที่ดิฉันใช้คือเขียนเป็นเส้นทาง Use–Return เพียงหนึ่งบรรทัด เช่น
ใช้ 600,000 บาทซื้อวัตถุดิบ → ผลิต 20 วัน → ส่งสินค้า → ให้เครดิตลูกค้า 30 วัน → รับชำระประมาณวันที่ 55
จากนั้นตรวจต่ออีก 3 จุดว่า
ลูกค้ามีประวัติชำระตามกำหนดจริงหรือไม่
ธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนทั้งหมดก่อนรับเงินหรือไม่
หากลูกค้าจ่ายช้าอีก 15 วัน กิจการยังหมุนต่อได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากต้องใช้เงิน 600,000 บาทเป็นเวลา 55 วัน แต่ขอวงเงิน 1.5 ล้านบาทโดยไม่มีคำสั่งซื้อหรือแผนใช้งานเพิ่มเติม ผู้พิจารณาอาจตั้งคำถามว่าวงเงินส่วนเกินจะถูกนำไปใช้อะไร
เมื่ออธิบายได้ทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา เอกสารรองรับ และรายรับที่จะนำมาชำระคืน คำขอวงเงินจะเปลี่ยนจากคำว่า “ต้องการสภาพคล่อง” ไปเป็นแผนธุรกิจที่ตรวจสอบได้
ผู้ประกอบการสามารถทดลองประเมินค่างวดและภาระเบื้องต้นได้ที่ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ทั้ง 5 ด้านนี้ไม่ใช่สูตรรับประกันอนุมัติ แต่เป็นวิธีตรวจว่าเอกสารของกิจการตอบคำถามสำคัญได้ครบหรือยัง ได้แก่ รายได้มาจากไหน เดือนที่รายได้ต่ำยังชำระไหวหรือไม่ ตัวเลขต่างกันเพราะอะไร หนี้เดิมกินกระแสเงินสดเท่าไร และวงเงินใหม่จะคืนจากรายรับก้อนไหน
คำว่าแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ไม่ได้หมายถึงสินเชื่อก้อนแบบเดียว ธุรกิจควรเลือกเครื่องมือให้ตรงกับสิ่งที่จะนำเงินไปใช้
เหมาะกับการใช้เงินเป็นก้อนและต้องการค่างวดชัดเจน เช่น ปรับปรุงกิจการ ซื้ออุปกรณ์ หรือเสริมเงินทุนระยะกลาง ทั้งนี้ คำว่า Clean Loan ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกรรมการค้ำเสมอไป
เหมาะกับช่องว่างระยะสั้นระหว่างวันที่ต้องจ่ายกับวันที่ได้รับเงิน ไม่เหมาะกับการนำไปซื้อทรัพย์สินระยะยาวจนยอดไม่ลดลงตามรอบธุรกิจ
อ่านต่อได้ที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน แหล่งเงินทุนหมุนเวียน
เหมาะกับกิจการที่ขายให้ลูกค้าองค์กร มี Invoice และต้องรอรับชำระตามเครดิตเทอม โดยผู้ให้บริการจะพิจารณาทั้งเอกสารการค้าและคุณภาพของลูกหนี้ปลายทาง
ดูรายละเอียดที่ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
เหมาะกับผู้รับเหมา ผู้ผลิต หรือธุรกิจ B2B ที่มีคำสั่งซื้อและรายรับในอนาคตตรวจสอบได้ แต่ต้องแสดงต้นทุน ระยะเวลาดำเนินงาน และเงื่อนไขรับชำระให้ชัด
เหมาะกับกิจการที่มีกระแสเงินสดและศักยภาพชำระ แต่ไม่มีหลักทรัพย์หรือมีหลักทรัพย์ไม่เพียงพอตามเกณฑ์ของสถาบันการเงิน
ไม่มีการจำนองทรัพย์สิน แต่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นหลักอาจมีภาระส่วนตัวตามหนังสือค้ำประกัน จึงต้องอ่านขอบเขตความรับผิดก่อนลงนาม
กรณีศึกษาต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเรียบเรียงจากรูปแบบปัญหาที่พบได้บ่อย โดยปรับตัวเลขและรายละเอียดเพื่ออธิบายวิธีจัดเอกสาร ไม่ใช่การรับรองผลอนุมัติของกิจการใดกิจการหนึ่ง
ผู้รับเหมารายเล็กมีเงินเข้าบัญชีครั้งละประมาณ 200,000–600,000 บาทตามงวดงาน แต่ใน Statement ดูเหมือนมีบุคคลโอนเงินมาเป็นครั้งคราว ไม่มีหลักฐานชี้ว่าเป็นรายได้จากงานใด และค่าแรงกับค่าวัสดุบางส่วนถูกจ่ายจากบัญชีส่วนตัว ทำให้เงินออกกระจายหลายทาง
วิธีแก้ไม่ใช่การพยายามทำให้ยอดเงินเข้าถี่ขึ้น แต่คือทำ “หน้า Trace” หนึ่งหน้าให้เงินก้อนสำคัญแต่ละรายการ โดยระบุ
วันที่รับเงิน
ชื่อลูกค้า
เลขที่สัญญาหรือ PO
งวดงาน
เลขที่ใบวางบิลหรือ Invoice
หลักฐานส่งมอบงาน
ค่าใช้จ่ายหลักที่สัมพันธ์กับงานนั้น
หากมีเดือนที่เงินเข้าแกว่ง ควรเขียนหมายเหตุสั้น ๆ พร้อมหลักฐาน เช่น งานล่าช้าเพราะรอวัสดุ หรือลูกค้าเลื่อนตรวจรับ
บทเรียนคือ ธุรกิจ B2B ไม่จำเป็นต้องมีเงินเข้าถี่ทุกวัน แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาย้อนรอยได้ว่า เงินก้อนนั้นมาจากงานใดและจะเกิดรายรับครั้งต่อไปเมื่อใด
ตัวอย่างร้านอาหารแห่งหนึ่งมียอดขายเฉลี่ยประมาณ 450,000–600,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อดู Statement ย้อนหลังพบช่วงที่ไม่มีเงินเข้าบัญชีติดต่อกัน 5–7 วันเกือบทุกเดือน ทั้งที่ร้านยังเปิดตามปกติ
สาเหตุคือยอดขายเงินสดบางส่วนถูกเก็บไว้จ่ายค่าวัตถุดิบทันที ไม่ได้นำผ่านบัญชีธุรกิจ ทำให้ Statement สะท้อนรายรับต่ำกว่ายอดขายจริง
แนวทางแก้คือ
แยกบัญชีรับรายได้กับบัญชีส่วนตัว
กำหนดรอบนำเงินสดเข้าบัญชีตามรูปแบบการทำงานจริง
ออกเอกสารยอดขายและภาษีตามความเป็นจริง
ทำสรุปยอดขายแยกเงินสด บัตร และช่องทางเดลิเวอรี
แนบสัญญาเช่า รูปกิจการ และหลักฐานซื้อวัตถุดิบหลัก
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ยอดใน Statement “ดูสวย” แต่ทำให้ Statement อธิบายกิจการได้ตรงกับยอดขายจริง การจัดระบบเพียง 21–30 วันอาจช่วยให้เริ่มเห็นรูปแบบ แต่ผู้ให้สินเชื่อยังสามารถตรวจข้อมูลย้อนหลังหลายเดือน จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง
หนังสือรับรองบริษัทและ ภ.พ.20 สำหรับนิติบุคคล หรือทะเบียนพาณิชย์
Statement บัญชีธุรกิจย้อนหลังตามช่วงที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
งบการเงินและเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดภาระหนี้เดิม
เอกสารผู้มีอำนาจและผู้ค้ำตามเกณฑ์
สัญญาว่าจ้าง PO Invoice และใบกำกับภาษี
ใบส่งของหรือหลักฐานการส่งมอบงาน
หลักฐานซัพพลายเออร์และลูกค้าหลัก
รูปสต๊อก เครื่องจักร หรือสถานประกอบการตามความเหมาะสม
สัญญาจ้างและขอบเขตงาน
ตารางงวดงาน
ใบวางบิลและหลักฐานตรวจรับ
ต้นทุนวัสดุและค่าแรง
รายละเอียดเงินประกันผลงาน
รายงานยอดขายจาก POS
ยอดจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
ยอดรับบัตรหรือ QR
สัญญาเช่า
รายการซื้อวัตถุดิบหลัก
รายการสต๊อก
ใบสั่งซื้อจากลูกค้า
Invoice จากซัพพลายเออร์
รอบซื้อและรอบขาย
เงื่อนไขเครดิตของลูกค้าและคู่ค้า
สัญญาบริการ
รายชื่อลูกค้าประจำ
ใบเสนอราคาและ Invoice
หลักฐานการต่อสัญญา
สัดส่วนรายได้ประจำกับรายได้จากโครงการ
จุดพลาดที่พบบ่อย: ใช้หลายบัญชีรับเงินจนยอดรวมไม่ตรงกับยอดขายที่แจ้ง
ทางแก้คือเลือกบัญชีหลัก 1–2 บัญชีที่เดินจริง และทำตารางสรุปยอดจากบัญชีรองแนบไปเพื่อความโปร่งใส
ประเมินรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาระหนี้
เลือกวงเงินให้ตรงกับรอบเงินเข้า
เตรียมเอกสารให้สอดคล้องกันระหว่างบัญชี ธุรกรรม และภาษี
ทำสรุปวัตถุประสงค์และแหล่งชำระคืน
ตรวจเครดิตและรายการค้างชำระก่อนยื่น
เปรียบเทียบต้นทุนและเงื่อนไขจากมากกว่าหนึ่งทางเลือก
วางแผนใช้และชำระวงเงินหลังอนุมัติ
กรณีต้องการประเมินก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ สามารถอ่าน ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นเพื่อประเมินความพร้อมของกิจการ
ไม่เหมือนกันทุกผลิตภัณฑ์ คำว่าไม่มีหลักทรัพย์หมายถึงไม่ใช้ทรัพย์สินจำนองหรือจำนำ แต่บางแห่งยังอาจขอกรรมการ ผู้ถือหุ้นหลัก หรือ บสย.ค้ำประกันร่วมด้วย ต้องตรวจหนังสืออนุมัติและสัญญาจริง
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ ความครบถ้วนของเอกสาร การตรวจสอบรายได้ เครดิต ผู้ค้ำ และเงื่อนไขอื่น ไม่ควรใช้ระยะเวลาของผู้สมัครรายหนึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับทุกกิจการ ควรถามผู้ให้สินเชื่อของผลิตภัณฑ์ที่จะยื่นโดยตรง
ยื่นพิจารณาได้ในบางผลิตภัณฑ์ แต่สินเชื่อธุรกิจจำนวนมากกำหนดอายุกิจการและประวัติรายได้ขั้นต่ำ หากยังไม่มีงบหรือ Statement ต่อเนื่อง อาจต้องใช้สัญญางาน PO ยอดขายจากระบบ หรือเลือกแหล่งเงินทุนที่ออกแบบมาสำหรับกิจการอายุน้อย
ค่อย ๆ ปรับให้เงินไหลผ่านบัญชีมากขึ้น ฝากเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอและออกเอกสารรายได้ตามจริง เพื่อให้ตรวจสอบได้
ไม่ควรนำเงินเข้า–ออกเพื่อสร้างยอดหมุนเวียนเทียม เพราะผู้ให้สินเชื่ออาจตรวจพบรูปแบบการโอนวนและขอข้อมูลเพิ่มเติม
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ ผู้ให้สินเชื่อจะดูทั้งยอดเงินเข้าจากลูกค้า ความสม่ำเสมอ เงินเหลือ ภาระเดิม และประเภทวงเงินที่ขอ ยอดเงินเข้าสูงแต่เงินออกหมดทันทีอาจไม่สะท้อนความสามารถชำระที่ดี
ยื่นได้ แต่ต้องอธิบายว่ากำไรต่ำจากการดำเนินงานปกติหรือเกิดจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียว เช่น ซื้ออุปกรณ์ ขยายสาขา หรือเพิ่มบุคลากร รวมถึงต้องแสดงว่ากระแสเงินสดยังรองรับภาระใหม่ได้
ไม่ใช่ เพราะ Home for Cash ใช้บ้านหรืออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน จึงจัดเป็นสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่จำเป็น แม้ไม่มีขั้นตอนประเมินและจดจำนองทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่ออาจตรวจรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ เครดิต และเอกสารธุรกิจเข้มข้นขึ้น รวมถึงอาจกำหนดวงเงิน ระยะเวลา และผู้ค้ำตามระดับความเสี่ยง
ควรตรวจสอบชื่อผู้ให้บริการ ช่องทางติดต่อ และใบอนุญาตก่อนส่งเอกสารหรือโอนเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนว่ามิจฉาชีพมักใช้ข้อความลักษณะ “อนุมัติง่าย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดเครดิตก็ได้” แล้วเรียกค่าธรรมเนียม เงินมัดจำ หรือเงินค้ำประกันล่วงหน้า
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเหมาะกับกิจการที่มีรายได้ตรวจสอบได้ กระแสเงินสดเพียงพอ มีวินัยชำระ และสามารถอธิบายเส้นทางใช้และคืนวงเงินได้ชัด
ก่อนยื่นควรตรวจให้ครบห้าเรื่อง ได้แก่
เงินเข้าเป็นรายได้จากลูกค้าจริงหรือไม่
เดือนที่รายได้ต่ำยังรองรับภาระใหม่ได้หรือไม่
งบ ภาษี และ Statement อธิบายเชื่อมโยงกันได้หรือไม่
ภาระเดิมเหลือพื้นที่สำหรับค่างวดใหม่เท่าไร
วงเงินจะถูกใช้กับอะไรและคืนจากรายรับส่วนใด
กิจการที่ยังมีรายรับปะปน เงินสดไม่ผ่านบัญชี หรือข้อมูลแต่ละชุดยังไม่สัมพันธ์กัน ควรใช้เวลา 60–90 วันจัดระบบให้สะท้อนธุรกิจจริงก่อน ไม่ควรเร่งยื่นหลายแห่งพร้อมกันโดยยังไม่ทราบสาเหตุของจุดอ่อน
สำหรับการเปรียบเทียบประเภทวงเงิน คุณสมบัติ และขั้นตอนสมัคร อ่านต่อได้ที่ คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือทดลองคำนวณภาระที่ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย — ตรวจสอบผู้ให้บริการและแอปเงินกู้
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ — ช่องทางตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง
บสย. — โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ยั่งยืน PGS ระยะที่ 11
ตรวจสอบข้อมูลอ้างอิง ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ วงเงิน ระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย ผู้ค้ำ และโครงการค้ำประกันอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากผู้ให้สินเชื่อหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติสินเชื่อ ผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่งอาจใช้เกณฑ์ เอกสาร และเงื่อนไขแตกต่างกันตามข้อมูลของกิจการและนโยบายในแต่ละช่วงเวลา
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา