เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 28 มกราคม 2569
คำว่า “ติดเครดิตบูโร” มักทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้สึกว่าการขอสินเชื่อเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ สินเชื่อสำหรับผู้ติดบูโร ยังมีช่องทาง หากธุรกิจสามารถแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันมีความสามารถในการชำระหนี้ และมีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
บทความนี้จะอธิบายแนวคิดที่สถาบันการเงินใช้พิจารณา วิธีเตรียมเอกสาร และการจัดโครงสร้างเงินกู้ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติจาก แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ โดยไม่ต้องพึ่งทรัพย์สินค้ำประกัน
ยังไม่แน่ใจว่าพร้อมยื่นแค่ไหน? ลองทำ วิธีประเมินตัวเองก่อนยื่นขอสินเชื่อ แบบรวดเร็วก่อน
คำว่า “ติดเครดิตบูโร” หมายถึง การมีประวัติทางการเงินที่เคยมีปัญหาในอดีต เช่น
เคยค้างชำระเกินกำหนด
เคยประนอมหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้
เคยผิดนัดชำระในช่วงเวลาหนึ่ง
ข้อมูลเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในรายงานเครดิตตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้พิจารณาเฉพาะอดีต แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับ พฤติกรรมทางการเงินในปัจจุบัน และ หลักฐานกระแสเงินสดจริง
หากผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ได้ว่า
รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ
ไม่มีค้างชำระใหม่
ใช้เงินกู้เพื่อกิจการอย่างเหมาะสม
โอกาสในการเข้าถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่ สินเชื่อเงินด่วน ก็ยังคงมีอยู่
ดูภาพรวมแนวคิดและเงื่อนไขทั้งหมดได้ที่ คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
หัวใจสำคัญที่สุดของการพิจารณา สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กรณีติดเครดิตบูโร คือ คำถามง่าย ๆ ว่า
“ธุรกิจมีเงินสดเหลือพอจ่ายค่างวดหรือไม่”
การประเมินจะใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
สูตรคำนวณแบบเข้าใจง่าย
DSCR = เงินสดคงเหลือต่อเดือน ÷ ค่างวดผ่อนรวมต่อเดือน
โดยทั่วไป ธนาคารต้องการ DSCR ไม่น้อยกว่า 1.2
หมายความว่า ทุกค่างวด 1 บาท ควรมีเงินสดเหลืออย่างน้อย 1.2 บาท
ตัวอย่าง
เงินสดคงเหลือ 120,000 บาท / ค่างวด 90,000 บาท = DSCR 1.33 (อยู่ในเกณฑ์ดี)
หาก DSCR ต่ำกว่าเกณฑ์ สามารถปรับได้ 2 ทาง
เพิ่มรายได้หรือเงินสดที่เข้าบัญชีจริง
ลดภาระค่างวด ด้วยการยืดอายุเงินกู้ หรือแยกวงเงินหมุนเวียนออกจากเงินลงทุน
สถาบันการเงินจะพิจารณาพฤติกรรมในช่วง 1–3 เดือนล่าสุด เป็นพิเศษ สัญญาณเชิงบวกที่มักช่วยให้ผ่านการพิจารณา ได้แก่
ไม่มีการค้างชำระใหม่
ใช้วงเงิน OD หรือวงเงินหมุนเวียนไม่เต็มเพดานตลอดเวลา
รายได้เข้าออกผ่านบัญชีธุรกิจบัญชีเดียว และสอดคล้องกับยอดขายจริง
มีการจัดทำตารางกระแสเงินสดล่วงหน้า (Cashflow)
ผู้ประกอบการที่ต้องการขอ กู้เงินด่วน หรือสินเชื่อโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ ควรแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจกลับมามีวินัยและการควบคุมทางการเงินอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายกิจการ “ไม่ผ่าน” คือ การใช้เงินกู้ไม่ตรงลักษณะของรายจ่าย
ค่าใช้จ่ายลงทุนระยะยาว เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ รีโนเวต ควรใช้สินเชื่อแบบผ่อนชำระ (Term Loan หรือ Working Capital)
ค่าใช้จ่ายหมุนเวียนรายวัน เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ควรใช้วงเงินหมุนเวียนหรือ OD
การนำวงเงินหมุนเวียนไปใช้กับการลงทุนระยะยาว มักทำให้ภาระดอกเบี้ยสูง และกระทบ DSCR โดยตรง
30 วันแรก
เคลียร์ยอดค้างชำระ
รวมรายได้เข้าบัญชีธุรกิจเดียว
ลดการใช้ OD ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
ภายใน 60 วัน
จัดทำตารางเทียบยอดขายกับเงินเข้าบัญชี
เริ่มทำ Cashflow ระยะสั้นและระยะกลาง
ภายใน 90 วัน
เตรียมจดหมายชี้แจงเหตุผลที่เคยสะดุดทางการเงิน
แนบหลักฐานการแก้ไขและสถานะปัจจุบัน
ถ้ามี “ประวัติเครดิตสะดุด” มาก่อน สิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายที่สุดคือ DSCR และ หลักฐานเงินเข้าออกที่พิสูจน์ได้จริง มากกว่าคำอธิบายยาว ๆ เพราะมันบอกว่า “วันนี้จ่ายไหว” แบบที่เถียงยาก
ในสามข้อด้านบน ข้อ 3 (ใช้เงินถูกงาน) คือ ตัวแปรลับ ที่ทำให้ DSCR ดีขึ้นเร็วสุด: พอแยก Term กับ OD ถูกต้อง ค่างวดจะพอดี รายได้เหลือมากขึ้น DSCR ก็เด้ง
หากต้อง “เอาให้ชัวร์” ผมแนะนำตั้งเป้า DSCR ≥ 1.3 (ไม่ใช่แค่ 1.2) เผื่อความผันผวน และโชว์วินัย OD <70% ต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 รอบบิลก่อนยื่น
มีทรัพย์ค้ำไม่พอ? ค้ำประกันโดยรัฐ (เช่น บสย.) ช่วยได้ แต่ต้องเทียบให้คุ้ม: กำไรเพิ่มจากวงเงิน > ค่าค้ำรวม ไม่งั้นกระแสเงินสดจะตึงโดยไม่จำเป็น
จากประสบการณ์ทำเคสจริง (ธุรกิจคาเฟ่) : ปิดหนี้แล้ว แต่ยัง “ไม่ผ่าน” เพราะธนาคารมองไม่เห็นรายได้จริง—ทั้งที่ขายทุกวัน
เคสนี้เป็นคาเฟ่ขนาดเล็กในเมือง (ไม่ได้เปิดเผยชื่อร้าน) ยอดขายต่อวันมีจริง ลูกค้าแน่นช่วงเช้า–บ่าย และเจ้าของร้าน “เพิ่งเคลียร์หนี้ค้าง” จบเรียบร้อย เลยคิดว่าพร้อมยื่น สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ได้แล้ว
แต่ผลที่ได้คือ… ยังไม่ผ่านรอบแรก ทั้งที่ไม่มีค้างชำระใหม่
ตอนที่ดิฉันกับทีมงานของเราไล่ดูเหตุผลจริง ๆ เราพบว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครดิตบูโร” แต่อยู่ที่ รูปแบบเงินเข้า ซึ่งทำให้คนพิจารณา “จับรายได้จริงไม่ออก”
รับเงินหลายช่องทาง: เงินสด + โอน + QR + เดลิเวอรี
แต่เงินเข้าบัญชี “ไม่เป็นระบบ” เพราะ
QR/โอนบางส่วนเข้าบัญชีส่วนตัว (เพราะตั้งค่าไว้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน)
เงินสดฝากเป็นก้อน 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ (เพราะยุ่งและคิดว่าไม่ต่าง)
เดลิเวอรีโดนหัก GP แล้วโอนเข้าช้ากว่า → ยอดเงินเข้าบัญชีดู “สะดุด” เป็นช่วง ๆ
ผลคือ สเตทเมนต์ที่ธนาคารเห็นมันออกมาเหมือนคาเฟ่ “ยอดขายไม่นิ่ง” ทั้งที่หน้าร้านขายดี
และเมื่อรายได้ดูไม่นิ่ง DSCR ก็ถูกกดให้ดูเสี่ยง แบบไม่จำเป็น
ดิฉันให้ทำ “กติกาเงินเข้า” แบบเข้ม ๆ แค่ 3 ข้อ และให้ทำต่อเนื่อง 60 วัน
กติกา 1: รายรับทั้งหมดเข้าบัญชีธุรกิจบัญชีเดียว
ปรับ QR/โอนให้เข้าบัญชีร้านเท่านั้น
ถ้าจำเป็นต้องรับเข้าบัญชีอื่น ให้โอนเข้าบัญชีร้าน “วันเดียวกัน” พร้อมหมายเหตุรายการ
กติกา 2: เงินสดต้องฝากให้เห็นวินัย
เป้าคือฝากเงินสด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน (ไม่ต้องครบทุกวันก็ได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ)
เหตุผลคือ คนพิจารณาไม่ได้ดูแค่ว่ามีเงินเข้า “รวม ๆ” เท่าไร แต่ดูว่าเงินเข้า “เป็นแพตเทิร์นธุรกิจ” หรือไม่
กติกา 3: ทำตาราง 1 หน้า “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี”
นี่คือส่วนที่ทำให้เคสนี้ “ดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันที”
ดิฉันให้ทำตารางง่าย ๆ รายสัปดาห์ โดยมี 4 ช่อง:
ยอดขายหน้าร้าน (รวมเงินสด/QR/โอน)
ยอดขายเดลิเวอรี (ก่อนหัก GP)
เงินเข้าบัญชีจริง (จากสเตทเมนต์)
เหตุผลส่วนต่าง (เช่น GP, เงินสดค้างฝาก, โอนผิดบัญชี)
ถ้าคาเฟ่รับ QR/โอนเยอะ: เงินเข้าบัญชีควร “เกาะยอดขาย” ได้ใกล้เคียง ≥ 85–90% (ที่เหลือมักเป็น GP/รอบโอนของแพลตฟอร์ม)
ภายใน 2–4 สัปดาห์ หลังจัดระบบ: กราฟเงินเข้าควรเริ่มนิ่งขึ้น (ไม่กระโดดเป็นก้อนใหญ่ ๆ แบบไร้เหตุผล)
จุดที่ “พลิกเกม” คือ ตอนเอาตารางเทียบ 60 วันวางคู่สเตทเมนต์ คนพิจารณาจะเลิกถามว่า “รายได้จริงไหม” แล้วเปลี่ยนไปถามว่า
“จะใช้วงเงินไปทำอะไร และค่างวดรับไหวแค่ไหน”
ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ด้วย DSCR และแผนเงินสดที่คุณทำไว้แล้ว
ฝากเงินสด “ทีเดียวก้อนใหญ่” สัปดาห์ละครั้ง → รายได้ดูไม่นิ่ง เหมือนร้านเงียบเป็นช่วง ๆ
โอนเงิน “เติมบัญชี” เองเพื่อให้ดูสวย → คนพิจารณาดูแพตเทิร์นแล้วจับได้ว่าไม่ใช่รายได้จากการขาย
ปล่อยให้ QR เข้าบัญชีส่วนตัวต่อไป เพราะคิดว่าไม่เกี่ยว → สุดท้ายพิสูจน์รายได้จริงยากที่สุด
สรุปแบบที่ดิฉันพูดกับเจ้าของคาเฟ่เคสนี้ตรง ๆ
“ประวัติเก่าเป็นแผลได้ แต่ธนาคารให้โอกาสกับคนที่ทำให้เห็นว่า วันนี้กลับมาคุมเงินได้แล้ว และสำหรับคาเฟ่ หลักฐานที่เร็วที่สุดคือ ‘เงินเข้าแบบมีวินัย’ + ตารางเทียบที่อธิบายส่วนต่างได้”
แผน 30–60–90 วัน เพื่อกลับเข้าระบบกู้
30 วันแรก (ดับไฟด่วน): เคลียร์หนี้ค้าง/ค่างวดค้าง, ลดการใช้ OD ให้ต่ำกว่า ~70% ของเพดาน, รวมเงินเข้าบัญชีธุรกิจเดียว
ภายใน 60 วัน: ทำ “ตารางเทียบ ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี 6–12 เดือน”, จัด Cashflow 13 สัปดาห์ อัปเดตทุกสัปดาห์, เริ่มจ่ายบิลตรงเวลา
ภายใน 90 วัน: ทำ จดหมายชี้แจงเหตุสะดุด (ยาว 1 หน้า) ว่าเกิดอะไรขึ้น แก้อย่างไร ปัจจุบันมั่นคงแค่ไหน พร้อมแนบหลักฐาน (เช่น หนังสือปิดบัญชี/สเตทเมนต์ล่าสุด)
ลงทุนครั้งเดียว (รีโนเวต/อุปกรณ์/สต๊อกตั้งต้น) → ใช้ Term/Working Capital
ตั้งอายุเงินกู้ให้ใกล้ “อายุสินทรัพย์” เพื่อลดค่างวดรายเดือน
หมุนรายวัน (วัตถุดิบ/ค่าแรง/ค่าน้ำไฟ) → ใช้ OD/Revolving
สูตรตั้ง OD เริ่มต้น: 1–1.5 × ค่าใช้จ่ายคงที่/เดือน + สำรอง 10–20%, ใช้จริงเฉลี่ย 50–70% ของเพดาน และพยายาม “ปิด OD” ไตรมาสละครั้ง
รวมทุกวงเงินแล้วเช็ก DSCR ≥ ~1.2–1.3 เพื่อมีเฮดรูมตามเงื่อนไขธนาคาร
ยังลังเลระหว่าง Term/Working Capital กับ OD? เทียบข้อดี–ข้อควรระวังได้ที่ เปรียบเทียบสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์
ค้ำประกันโดยรัฐ (เช่น บสย.): ช่วยให้ธนาคารรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่อาจมีค่าค้ำ → เทียบ “กำไรเพิ่มจากวงเงิน” กับ “ค่าค้ำรวม” ก่อนตัดสินใจ
วงเงินอิงเอกสารการค้า (PO/Invoice/สัญญา): เหมาะกับกิจการที่มีใบสั่งซื้อ/สัญญาต่อเนื่อง ช่วยพิสูจน์รายได้โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ส่วนตัว
Executive Summary 1 หน้า: ทำอะไร–ลูกค้าหลัก–ขอวงเงินเท่าไร–ใช้เงินอะไร–คืนเงินอย่างไร–ตัวเลขสำคัญ (ยอดขาย/EBITDA/DSCR)
หลักฐานรายได้จริง: รายงาน POS/แพลตฟอร์ม + สเตทเมนต์ 6–12 เดือน พร้อม “ตารางเทียบยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี”
แผนเงินสด 12–24 เดือน: แสดง DSCR หลังขอกู้ ≥ ~1.2
จดหมายชี้แจงเหตุสะดุด + หลักฐานแก้ไข: เช่น เอกสารปิดหนี้/สัญญาประนอมหนี้ที่ทำตามครบ/สเตทเมนต์จ่ายตรงเวลา
โครงสร้างวงเงินแยกชัด: ลงทุน = Term, หมุนเวียน = OD
Do: รวมเงินเข้า–ออกผ่านบัญชีธุรกิจเดียว, ฝากเงินสดทุกวัน, ใช้ OD เฉพาะหมุนเวียน, ส่งเอกสารครบและเลขตรงกัน, ขอวงเงินตามรอบรับ–จ่ายจริง
Don’t: ขอเงินก้อนเดียวทำทั้งลงทุนและหมุนเวียน, ใช้ OD เต็มเพดานยาว ๆ, ข้ามการอัปเดต Cashflow, ปกปิดปัญหาเก่า (ให้ “ชี้แจงพร้อมหลักฐาน” แทน)
เอกสารครบและตัวเลขสัมพันธ์กัน: POS/แพลตฟอร์ม ↔ สเตทเมนต์ ↔ ภาษี/งบ
ตารางเงินสด 12–24 เดือน + DSCR ≥ ~1.2 หลังรวมทุกวงเงิน
วงเงินถูกงาน: ลงทุน = Term, รายวัน = OD (ตั้งจากค่าใช้จ่ายคงที่ × 1–1.5 + สำรอง 10–20%)
ลดสัญญาณเสี่ยง: ไม่มีค้างชำระปัจจุบัน, ใช้ OD ไม่เกิน ~70% ของเพดานเฉลี่ย, มีเงินสำรอง 1–2 เดือนค่าใช้จ่ายคงที่
ถ้าทรัพย์ค้ำจำกัดแต่ตัวเลขเดินดี → พิจารณาค้ำประกันโดยรัฐ และยื่นพร้อมเอกสาร
ก่อนยื่นจริง แนะนำเช็กเอกสารฉบับเต็มที่ เช็กลิสต์เอกสาร แล้วติ๊กตามลำดับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (อัปเดต/วันที่เข้าถึง: 28 ม.ค. 2569)
National Credit Bureau (เครดิตบูโร): เหตุผลที่เก็บประวัติการชำระหนี้ไว้ 3 ปี (36 เดือน) และแนวคิดการแสดงข้อมูลตามข้อเท็จจริง
National Credit Bureau (เครดิตบูโร): แนวทางการแสดงข้อมูลหลัง “ชำระหนี้ครบ/ปิดบัญชี” และการอัปเดตข้อมูลที่อาจใช้เวลารอบถัดไปของการนำส่งข้อมูลจากสมาชิก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): แนวคิด/กรอบ Responsible Lending (การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม) สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้เหมาะสมกับความสามารถชำระหนี้และการคุ้มครองผู้ใช้บริการ