เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 13 กันยายน 2569
สินเชื่อแฟคตอริ่ง หรือ Factoring เป็นบริการรับซื้อลูกหนี้การค้าที่ช่วยให้ธุรกิจ B2B เปลี่ยน Invoice จากการขายเชื่อให้เป็นเงินที่นำมาใช้ได้ก่อนถึงวันรับชำระจริง โดยวงเงินประเภทนี้เชื่อมโยงกับลูกหนี้การค้าและเอกสารการขายของธุรกิจ
แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นหลังจากเข้าใจ Factoring แล้วคือ
“ถ้ามี Invoice 5 ล้านบาท จะขายบิลแลกเงินสดได้ 5 ล้านบาทหรือไม่?”
คำตอบคือ ไม่จำเป็น
เพราะมูลค่า Invoice, วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และจำนวนเงินที่สามารถใช้ได้จริง เป็นคนละตัวเลขกัน
การประเมินจำนวนเงินที่ธุรกิจใช้ได้จริงอาจต้องผ่านหลายชั้น ตั้งแต่วงเงินรวมของกิจการ วงเงินของลูกหนี้แต่ละราย ยอดลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไข ไปจนถึงสัดส่วนเงินล่วงหน้าที่ผู้ให้บริการกำหนด
หากต้องการทำความเข้าใจว่า Factoring คืออะไรและมีโครงสร้างอย่างไร สามารถอ่านภาพรวมได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่ง
เมื่อผู้ประกอบการได้รับแจ้งว่า “อนุมัติวงเงิน Factoring 3 ล้านบาท” อาจเข้าใจว่า หากมี Invoice เพียงพอ ก็สามารถนำมาเบิกใช้ได้เต็ม 3 ล้านบาทตลอดเวลา
ในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นเช่นนั้น
เพื่อให้เข้าใจง่าย สามารถมองวงเงิน Factoring เป็น 4 ชั้น
ชั้นที่ 1 — Client Credit Line
เพดานวงเงินรวมของกิจการ
ชั้นที่ 2 — Debtor Credit Line
เพดานวงเงินสำหรับลูกหนี้การค้าแต่ละราย
ชั้นที่ 3 — Eligible Receivables
ยอด Invoice หรือลูกหนี้ที่ผ่านเงื่อนไขและสามารถนำมาพิจารณาได้
ชั้นที่ 4 — Advance Rate
สัดส่วนเงินล่วงหน้าที่ได้รับจากยอดที่ผ่านเงื่อนไข
ดังนั้นคำถามว่า
“Factoring ได้กี่เปอร์เซ็นต์?”
อาจยังเร็วเกินไปหนึ่งขั้น
เพราะก่อนนำ Advance Rate มาคำนวณ ต้องรู้ก่อนว่า Invoice จำนวนเท่าไรผ่านเพดานในแต่ละชั้น
Client Credit Line คือวงเงินสูงสุดที่ผู้ให้บริการกำหนดให้ธุรกิจผู้ใช้บริการภายใต้ Facility นั้น
สมมติบริษัทหนึ่งมี
Invoice คงค้างทั้งหมด 6,000,000 บาท
แต่ได้รับ Client Credit Line
3,000,000 บาท
การมี Invoice 6 ล้านบาทไม่ได้ทำให้บริษัทสามารถใช้วงเงินได้ 6 ล้านบาท เพราะเพดานระดับกิจการอยู่ที่ 3 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทจะได้รับวงเงิน 3 ล้านบาท ก็ยังไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้ได้เต็ม 3 ล้านบาทกับลูกหนี้รายใดก็ได้
เพราะยังต้องผ่านชั้นถัดไป คือ Debtor Credit Line
อีกจุดหนึ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ
Approved Limit
กับ
Available Limit
Approved Limit คือเพดานวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
Available Limit คือวงเงินที่ยังเหลือให้ใช้ได้จริง ณ เวลานั้น
สองตัวเลขนี้อาจต่างกันมาก
สมมติธุรกิจได้รับ Client Credit Line
3,000,000 บาท
และมี Invoice จากลูกค้า 2 ราย
ลูกหนี้ A
Invoice = 4,000,000 บาท
ลูกหนี้ B
Invoice = 1,000,000 บาท
รวม Invoice
5,000,000 บาท
แต่สมมติผู้ให้บริการกำหนด Debtor Limit ไว้ดังนี้
ลูกหนี้ A
1,800,000 บาท
ลูกหนี้ B
800,000 บาท
ยอด Invoice ที่อยู่ภายในเพดานลูกหนี้ทั้งสองรายจึงมีเพียง
2,600,000 บาท
แม้ Client Credit Line จะมี 3 ล้านบาท
และแม้ Invoice รวมจะมีถึง 5 ล้านบาท
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่มูลค่า Invoice ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับวงเงินที่ใช้ได้จริง
ลองดูอีกสถานการณ์หนึ่ง
ธุรกิจได้รับ Client Limit
5,000,000 บาท
ปัจจุบันใช้วงเงินกับลูกหนี้ A อยู่
2,000,000 บาท
และผู้ให้บริการกำหนด Debtor Limit ของ A ไว้สูงสุด
2,000,000 บาท
นั่นหมายความว่า Debtor Limit ของ A เต็มแล้ว
แม้ในระดับบริษัทจะยังมี Client Limit เหลืออีก
3,000,000 บาท
หากบริษัทออก Invoice ใหม่ให้ A เพิ่มอีก 1 ล้านบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ Invoice ใบนั้นมาใช้เพิ่มได้ทันที
เพราะคอขวดไม่ได้อยู่ที่ Client Limit
แต่อยู่ที่ Debtor Limit ของ A
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
“วงเงินรวมยังเหลือ”
กับ
“วงเงินของลูกหนี้รายนั้นยังเหลือ”
ซึ่งเจ้าของธุรกิจควรแยกให้ออก
สมมติ
Client Credit Line = 4,000,000 บาท
Debtor Limit ของลูกค้า A = 1,500,000 บาท
ปัจจุบันมี Invoice ของ A ที่ใช้วงเงินอยู่แล้ว
1,500,000 บาท
หลังจากนั้นบริษัทขายสินค้าให้ A เพิ่ม และออก Invoice ใหม่อีก
1,000,000 บาท
ยอดขายเพิ่มขึ้น
ยอดลูกหนี้เพิ่มขึ้น
Invoice เพิ่มขึ้น
แต่ Debtor Limit ของ A ยังคงเต็มที่
1,500,000 บาท
ดังนั้น Invoice ใหม่ 1 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้วงเงินจากลูกหนี้ A เพิ่มขึ้น
ในสถานการณ์นี้
Invoice เพิ่ม = 1,000,000 บาท
แต่ Available Limit เพิ่ม = 0 บาท
Case นี้ช่วยให้เห็นว่า
Invoice เพิ่ม ไม่ได้เท่ากับวงเงินใช้ได้เพิ่ม
หากต้องการเข้าใจเรื่องการกระจายลูกหนี้ การจัดการ Aging และโครงสร้างบัญชีลูกหนี้ในภาพกว้าง สามารถอ่านต่อได้ที่ เทคนิคบริหารบัญชีลูกหนี้ด้วยแฟคตอริ่ง
หลังจากตรวจ Client Limit และ Debtor Limit แล้ว ยังต้องดูต่อว่า Invoice ที่อยู่ภายในวงเงินนั้นผ่านเงื่อนไขสำหรับนำมาใช้หรือไม่
สมมติจาก Invoice เริ่มต้น 5 ล้านบาท
หลังผ่าน Debtor Limit เหลืออยู่ในกรอบ
2,600,000 บาท
แต่มีบางรายการที่ยังไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ เช่น
300,000 บาท
ไม่อยู่ในเงื่อนไขด้านอายุของรายการ
200,000 บาท
ยังมีเงื่อนไขหรือการปรับยอดที่ต้องดำเนินการก่อน
ยอด Eligible Receivables จึงเหลือ
2,100,000 บาท
จุดนี้ไม่ควรสับสนระหว่าง
“มี Invoice อยู่”
กับ
“Invoice นั้นสามารถใช้กับวงเงินได้ในขณะนี้”
เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
บทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติของ Invoice เพื่อไม่ให้ซ้ำกับหน้าที่รับ Intent นั้นโดยตรง
หากต้องการตรวจว่า Invoice ของธุรกิจพร้อมสำหรับ Factoring หรือยัง สามารถอ่านต่อที่ เช็กคุณสมบัติสินเชื่อแฟคตอริ่ง: Invoice ของธุรกิจคุณพร้อมขายบิลหรือยัง?
เมื่อผ่าน Client Limit, Debtor Limit และ Eligible Receivables แล้ว จึงเข้าสู่การพิจารณา Advance Rate
สมมติ Eligible Receivables เท่ากับ
2,100,000 บาท
และสมมติ Advance Rate ของรายการนี้เท่ากับ
80%
จำนวนเงินล่วงหน้าตามตัวอย่างจะเท่ากับ
2,100,000 × 80%
=
1,680,000 บาท
จึงเห็นได้ว่า
Invoice เริ่มต้น = 5,000,000 บาท
แต่จำนวนเงินล่วงหน้าที่ได้จากตัวอย่าง = 1,680,000 บาท
Advance Rate จึงไม่ใช่ตัวเลขแรกในการคำนวณ
แต่เป็นหนึ่งในตัวกรองช่วงท้าย
หากต้องการศึกษารายละเอียดเรื่อง Advance Rate, Reserve, ค่าใช้จ่าย และการเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการ สามารถอ่านต่อที่ แฟคตอริ่งอนุมัติง่าย เปรียบเทียบก่อนสมัคร
สามารถสรุปกลไกทั้งหมดได้ดังนี้
Invoice ทั้งหมด
5,000,000 บาท
↓
Client Credit Line
3,000,000 บาท
↓
เมื่อผ่าน Debtor Limit ของลูกหนี้แต่ละราย
2,600,000 บาท
↓
เมื่อคัดเฉพาะ Eligible Receivables
2,100,000 บาท
↓
Advance Rate
80%
↓
จำนวนเงินล่วงหน้า
1,680,000 บาท
กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกผู้ให้บริการจะใช้ตัวเลขหรือขั้นตอนเหมือนกัน
แต่ช่วยแสดงหลักการสำคัญว่า มี “ตัวกรอง” หลายชั้นก่อนที่ Invoice จะกลายเป็นเงินที่สามารถใช้ได้จริง
ดังนั้น หากมีผู้ประกอบการถามว่า
“ผมมี Invoice 5 ล้านบาท จะได้เงินเท่าไร?”
คำถามต่อไปที่ควรถามคือ
Client Limit เท่าไร?
Debtor Limit ของลูกหนี้แต่ละรายเท่าไร?
Invoice จำนวนเท่าไรเป็น Eligible Receivables?
และ Advance Rate ของรายการที่ผ่านคือเท่าไร?
เมื่อมีข้อมูลครบ จึงค่อยประเมินจำนวนเงินที่ใช้ได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น
นี่เป็นอีกสถานการณ์ที่อาจทำให้เจ้าของธุรกิจสับสน
สมมติเอกสารอนุมัติระบุ
Approved Client Limit
5,000,000 บาท
แต่เมื่อเข้าใช้งานจริง กลับพบว่า Available Limit เหลือเพียง
800,000 บาท
ไม่ได้หมายความว่าวงเงินถูกลดเหลือ 800,000 บาทเสมอไป
สมมติขณะนั้นมีรายการคงค้างที่ใช้วงเงินอยู่
4,200,000 บาท
ดังนั้น
Approved Limit = 5,000,000 บาท
Used Limit = 4,200,000 บาท
Available Limit = 800,000 บาท
เมื่อรายการเดิมได้รับชำระและถูกปิดตามเงื่อนไข วงเงินบางส่วนจึงอาจกลับมาให้ใช้ใหม่
เพราะฉะนั้นเวลาประเมินวงเงิน ไม่ควรถามเพียง
“อนุมัติเท่าไร?”
ควรถามด้วยว่า
“ขณะนี้ใช้ไปเท่าไร และเหลือ Available เท่าไร?”
ลองสมมติธุรกิจมี
Approved Limit
5,000,000 บาท
วันที่ 1
Used Limit = 2,000,000 บาท
Available Limit = 3,000,000 บาท
ต่อมานำ Invoice ใหม่มาใช้เพิ่ม
1,500,000 บาท
Used Limit จึงเพิ่มเป็น
3,500,000 บาท
Available Limit เหลือ
1,500,000 บาท
หลังจากลูกหนี้เก่าชำระรายการเดิม 1,000,000 บาท และรายการถูกปิดตามเงื่อนไข
Used Limit อาจลดลงเหลือ
2,500,000 บาท
Available Limit จึงเพิ่มกลับเป็น
2,500,000 บาท
ทั้งกระบวนการนี้
Approved Limit ยังคงเท่าเดิมที่
5,000,000 บาท
สิ่งที่เปลี่ยนคือ Available Limit
นี่คือเหตุผลว่าทำไมวงเงิน Factoring จึงควรมองเป็นวงเงินที่หมุนตามรายการลูกหนี้ มากกว่ามองเป็นเงินก้อนคงที่
สถานการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยตัวอย่างง่าย ๆ
Client Limit
5,000,000 บาท
มีการใช้กับลูกหนี้ A
Debtor Limit A = 2,000,000 บาท
Used A = 2,000,000 บาท
ลูกหนี้ B
Debtor Limit B = 1,500,000 บาท
Used B = 500,000 บาท
ยอด Used รวมขณะนี้คือ
2,500,000 บาท
ดังนั้นในระดับ Client Limit ดูเหมือนยังเหลืออีก
2,500,000 บาท
แต่หากบริษัทมี Invoice ใหม่จาก A เพียงรายเดียว
Invoice A ใหม่ = 1,000,000 บาท
บริษัทอาจไม่สามารถใช้ Client Limit ที่เหลือนั้นกับ A ได้ เพราะ Debtor Limit ของ A เต็มแล้ว
ในทางกลับกัน หากมี Invoice ที่เข้าเงื่อนไขจาก B เพิ่มขึ้น การพิจารณาอาจแตกต่าง เพราะ B ยังมี Debtor Limit เหลือ
นี่แสดงให้เห็นว่า
Available Client Limit
กับ
Available Debtor Limit
ต้องดูพร้อมกัน
การรู้เพียงว่าวงเงินรวมเหลือเท่าไรจึงยังไม่เพียงพอ
ก่อนขอเพิ่มวงเงิน ควรระบุก่อนว่า “คอขวด” อยู่ตรงไหน
สามารถแยกได้เป็น 4 กรณี
ตัวอย่าง
Client Limit = 3,000,000 บาท
Used = 3,000,000 บาท
Debtor แต่ละรายยังไม่เต็มเพดาน
ในกรณีนี้ ข้อจำกัดหลักอยู่ที่ Client Limit
การมี Invoice เพิ่มไม่ได้ช่วยให้ใช้วงเงินมากขึ้น หากวงเงินรวมยังไม่ถูกปลดจากรายการเดิมหรือไม่ได้รับการทบทวน
ตัวอย่าง
Client Limit = 5,000,000 บาท
Used รวม = 3,000,000 บาท
Client Limit เหลือ = 2,000,000 บาท
แต่ลูกหนี้ A เต็ม Debtor Limit แล้ว
หาก Invoice ใหม่มาจาก A ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่วงเงินรวม
แต่อยู่ที่วงเงินของลูกหนี้ A
กรณีนี้อาจเกิดเมื่อมีวงเงินเพียงพอ แต่ Invoice ที่ธุรกิจต้องการนำมาใช้ยังไม่อยู่ในเงื่อนไข Eligible Receivables
ดังนั้นการขอเพิ่ม Client Limit ไม่ได้แก้ปัญหาหลัก
ควรย้อนกลับไปตรวจสถานะ Invoice ก่อน
สมมติ
Client Limit ผ่าน
Debtor Limit ผ่าน
Invoice ผ่านเงื่อนไข
แต่ Advance Rate ของรายการทำให้จำนวนเงินล่วงหน้าที่ได้รับยังต่ำกว่าที่คาด
กรณีนี้จึงค่อยกลับไปพิจารณา Advance Rate และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
Decision Logic นี้ทำให้การพูดว่า
“วงเงินไม่พอ”
มีความหมายชัดขึ้น
เพราะคำว่า “ไม่พอ” อาจเกิดจากคนละสาเหตุ และไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่ม Client Limit ทุกครั้ง
ก่อนพูดคุยกับผู้ให้บริการ เจ้าของธุรกิจควรแยกตัวเลขอย่างน้อย 4 ชุด
วงเงินรวมสูงสุดที่ได้รับอนุมัติ
ตัวอย่าง
5,000,000 บาท
วงเงินที่ถูกใช้กับรายการคงค้างในปัจจุบัน
ตัวอย่าง
3,500,000 บาท
เมื่อนำไปเทียบกับ Approved Limit จะทำให้ทราบ Available Limit ในระดับกิจการ
ไม่ควรดูเพียงวงเงินรวม
ควรดูว่าลูกหนี้แต่ละรายมีวงเงินเท่าไร และถูกใช้ไปแล้วเท่าไร
ตัวอย่าง
ลูกหนี้ A
Debtor Limit = 2,000,000 บาท
Used = 2,000,000 บาท
ลูกหนี้ B
Debtor Limit = 1,500,000 บาท
Used = 600,000 บาท
ข้อมูลนี้ทำให้เห็นทันทีว่า A เต็มแล้ว แต่ B ยังมีพื้นที่เหลือ
คือยอด Invoice หรือลูกหนี้ที่อยู่ในสถานะซึ่งสามารถนำมาพิจารณาได้ตามเงื่อนไข
จำนวนนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Accounts Receivable ทั้งหมดในงบบัญชี
และไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Invoice ทุกใบที่ธุรกิจถืออยู่
เมื่อรู้ 4 ตัวเลขนี้แล้ว การอ่านวงเงิน Factoring จะชัดขึ้นมากกว่าการดูยอด Invoice เพียงตัวเดียว
หากกำลังพิจารณาสินเชื่อ Factoring หรือบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า ควรถามให้ชัดอย่างน้อย 5 เรื่อง
Approved Client Limit เท่าไร?
Debtor Limit ของลูกหนี้แต่ละรายเท่าไร?
ณ เวลาที่ใช้บริการ Available Limit คำนวณอย่างไร?
รายการประเภทใดถือเป็น Eligible Receivables?
หลังผ่าน Limit ทุกชั้นแล้ว Advance Rate ของรายการนั้นเท่าไร?
คำตอบของทั้ง 5 ข้อช่วยให้เห็นภาพมากกว่าการถามเพียง
“ให้วงเงินสูงสุดเท่าไร?”
เพราะวงเงินสูงสุดไม่ได้บอกจำนวนที่สามารถใช้ได้จริงในแต่ละช่วงเวลา
สมมติบริษัท A และบริษัท B ต่างมี Invoice รวม
5,000,000 บาท
บริษัท A
มีลูกหนี้หลักเพียงรายเดียว และ Debtor Limit ของลูกหนี้รายนั้นอยู่ที่ 2 ล้านบาท
บริษัท B
มี Invoice จากลูกหนี้หลายราย และแต่ละรายยังมี Debtor Limit เหลืออยู่
แม้ยอด Invoice รวมเท่ากัน
แต่ Factoring Capacity ของทั้งสองบริษัทอาจแตกต่างกัน
เพราะจำนวนเงินที่ใช้ได้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอด Invoice เพียงอย่างเดียว
ยังขึ้นกับว่า Invoice เหล่านั้นกระจายอยู่ภายใน Limit ของลูกหนี้แต่ละรายอย่างไร
นี่เป็นอีกเหตุผลที่คำถามว่า
“บริษัทมียอดลูกหนี้ 5 ล้านบาท จะได้วงเงินเท่าไร?”
ไม่สามารถตอบจากยอดลูกหนี้รวมเพียงตัวเลขเดียวได้
การขายบิลแลกเงินสดด้วย Factoring ไม่ได้หมายความว่านำยอด Invoice ทั้งหมดมาคูณ Advance Rate แล้วจะได้จำนวนเงินที่ใช้ได้จริงทันที
ต้องผ่านอย่างน้อย 4 ชั้น
Client Credit Line
เพดานของกิจการ
Debtor Credit Line
เพดานของลูกหนี้แต่ละราย
Eligible Receivables
จำนวนลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไข
Advance Rate
สัดส่วนเงินล่วงหน้าของรายการ
และเมื่อนำวงเงินไปใช้แล้ว ยังต้องแยก
Approved Limit
ออกจาก
Available Limit
ด้วย
ดังนั้น Invoice 5 ล้านบาท อาจเหลือยอดที่ใช้ได้จริงต่ำกว่านั้นมาก
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาจยังมี Client Limit เหลือ แต่ไม่สามารถนำ Invoice จากลูกหนี้รายเดิมมาใช้เพิ่มได้ หาก Debtor Limit ของลูกหนี้รายนั้นเต็มแล้ว
ก่อนคิดว่าจะต้อง “ขอเพิ่มวงเงิน” จึงควรหาคอขวดก่อนว่าอยู่ที่
Client Limit
Debtor Limit
Eligible Receivables
หรือ Advance Rate
เมื่อแยกสี่ส่วนนี้ได้ การวางแผนสินเชื่อแฟคตอริ่งจะเปลี่ยนจากการถามกว้าง ๆ ว่า
“ได้วงเงินเท่าไร?”
เป็นคำถามที่แม่นยำกว่าว่า
“วงเงินติดอยู่ตรงชั้นไหน และจำนวนที่ใช้ได้จริงในวันนี้คือเท่าไร?”
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา