เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
เผยแพร่เมื่อ : 29 พฤษภาคม 2569
ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทเป็นธุรกิจที่มีรายได้ไม่เรียบเท่ากันทุกเดือน บางเดือนยอดจองเต็ม ห้องพักขายได้ราคาดี ลูกค้าเข้าเยอะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล วันหยุดยาว หรือ High Season แต่บางเดือนรายได้กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ค่าใช้จ่ายประจำยังคงเกิดขึ้นแทบทุกวัน
นี่คือเหตุผลที่ “เงินทุนหมุนเวียน” กลายเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเจ้าของโรงแรม รีสอร์ท บูทีคโฮเทล โฮมสเตย์ และที่พักขนาดเล็ก เพราะแม้ธุรกิจจะมีทรัพย์สิน มีห้องพัก มีลูกค้า และมีโอกาสทำกำไร แต่ถ้าบริหารเงินสดไม่ดี ช่วง Low Season อาจกลายเป็นช่วงที่กิจการเริ่มตึงมือ จ่ายเงินเดือนพนักงานล่าช้า ค่าน้ำค่าไฟสะสม ค่าซ่อมบำรุงเลื่อนออกไป หรือไม่มีเงินพอทำการตลาดเพื่อดึงลูกค้ารอบถัดไป
ปัญหาของหลายกิจการไม่ใช่ “ไม่มีรายได้” แต่เป็น “รายได้เข้าไม่ตรงกับเวลาที่ต้องจ่ายเงิน” เช่น ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานทุกเดือน ต้องจ่ายค่าแม่บ้าน ค่าซักรีด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่า OTA ค่าอาหารเช้า ค่าซ่อมแซมห้องพัก และค่าบำรุงรักษา แต่รายได้จากลูกค้าอาจเข้ามาเป็นรอบ บางส่วนผ่านแพลตฟอร์มจองห้องพัก บางส่วนเข้าช้ากว่ากำหนด และบางเดือนยอดจองลดลงมากกว่าที่คาด
ดังนั้น การเลือกสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนโรงแรม รีสอร์ท จึงไม่ควรดูแค่ว่าวงเงินได้เท่าไร แต่ต้องดูด้วยว่า “วงเงินแบบไหนเหมาะกับพฤติกรรมเงินสดของกิจการ” โดยเฉพาะการเลือกระหว่าง OD กับ Term Loan ซึ่งเป็นคำถามที่เจ้าของโรงแรมขนาดเล็กมักลังเลมากที่สุด
หากต้องการดูภาพรวมสินเชื่อในกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทก่อน สามารถอ่านหน้าแม่ได้ที่ สินเชื่อโรงแรม รีสอร์ท 2569: ขอเงินทุนสร้าง รีโนเวท และขยายกิจการให้ผ่านง่ายขึ้น
เงินทุนหมุนเวียนโรงแรม รีสอร์ท คือเงินที่ใช้ดูแลค่าใช้จ่ายประจำของกิจการในช่วงที่รายได้ยังไม่เข้าหรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าจ้างแม่บ้าน ค่าซักรีด ค่าน้ำค่าไฟ ค่าของใช้ในห้องพัก ค่าอาหารเช้า ค่าซ่อมบำรุง ค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์มจองห้องพัก ค่าโฆษณาออนไลน์ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินงาน
ต่างจากเงินก้อนสำหรับสร้างรีสอร์ทหรือรีโนเวทโรงแรม เงินทุนหมุนเวียนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสินทรัพย์ใหม่โดยตรง แต่มีเป้าหมายเพื่อให้กิจการ “เดินต่อได้ไม่สะดุด” โดยเฉพาะช่วงที่เงินสดขาเข้าไม่ทันเงินสดขาออก
ตัวอย่างเช่น รีสอร์ทแห่งหนึ่งมีรายได้ดีในเดือนธันวาคม มกราคม และเมษายน แต่ช่วงมิถุนายนถึงกันยายนยอดจองลดลงมาก ขณะที่ยังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานประจำ ดูแลสวน ซ่อมห้องพัก จ่ายค่าไฟ และทำการตลาดเพื่อรอ High Season รอบถัดไป หากไม่มีเงินสำรองเพียงพอ เจ้าของกิจการอาจต้องใช้เงินส่วนตัว หรือหยุดซ่อมแซมบางรายการจนกระทบคุณภาพบริการ
ในมุมสินเชื่อ เงินทุนหมุนเวียนจึงเหมาะกับกิจการที่มีรอบเงินสดขึ้นลงตามฤดูกาล แต่ยังมีรายได้จริง มีลูกค้า มีหลักฐานการรับเงิน และสามารถอธิบายได้ว่าวงเงินที่ต้องการจะช่วยประคองธุรกิจช่วงไหนของปี
หลายคนมองว่าธุรกิจโรงแรมถ้ามีลูกค้าเข้าพักก็น่าจะมีเงินสดเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง เงินสดของโรงแรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดจองอย่างเดียว เพราะยังมีจังหวะรับเงิน ช่องทางรับเงิน และค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจัดการตลอดเวลา
บางกิจการขายห้องผ่าน OTA เป็นหลัก รายได้บางส่วนอาจไม่ได้เข้าทันที หรือถูกหักค่าคอมมิชชั่นก่อนโอนเข้าบัญชี บางกิจการมีลูกค้ากรุ๊ปสัมมนา ลูกค้าองค์กร หรือเอเจนซี่ ซึ่งอาจมีเครดิตเทอม ทำให้รายได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เงินยังไม่เข้าบัญชีทันที
ขณะเดียวกัน รายจ่ายของโรงแรมมักรอไม่ได้ เงินเดือนพนักงานต้องจ่ายตรงเวลา ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป ค่าแม่บ้านและซักรีดเพิ่มตามจำนวนห้องที่ขายได้ ค่าอาหารเช้าและวัตถุดิบต้องเตรียมล่วงหน้า ส่วนค่าซ่อมบำรุงห้องพักมักเกิดแบบไม่คาดคิด เช่น แอร์เสีย เครื่องทำน้ำอุ่นพัง ท่อน้ำรั่ว หรือเฟอร์นิเจอร์ชำรุด
อีกปัญหาหนึ่งคือช่วง Low Season เจ้าของกิจการบางรายพยายามลดค่าใช้จ่ายมากเกินไป เช่น ลดพนักงาน ลดการดูแลห้อง ลดงบการตลาด หรือเลื่อนซ่อมบำรุงออกไปเรื่อย ๆ ผลคือเมื่อถึงช่วง High Season โรงแรมกลับไม่พร้อมขายเต็มศักยภาพ ห้องพักไม่สมบูรณ์ รีวิวลดลง หรือเสียโอกาสรับลูกค้าราคาดี
เงินทุนหมุนเวียนที่เหมาะสมจึงไม่ได้มีไว้เพื่อ “แก้เงินขาดเฉพาะหน้า” เท่านั้น แต่มีไว้เพื่อรักษาคุณภาพบริการและความพร้อมของธุรกิจในช่วงที่รายได้ยังไม่แน่นอน
OD หรือวงเงินเบิกเกินบัญชี เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้เมื่อต้องจ่ายเงินก่อนรายรับเข้า เช่น โรงแรมต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายประจำช่วงต้นเดือน แต่รายได้จากลูกค้าหรือแพลตฟอร์มจองห้องพักจะเข้ามาทีหลัง
จุดเด่นของ OD คือความยืดหยุ่น เจ้าของกิจการสามารถเบิกใช้เฉพาะเวลาจำเป็น และเมื่อมีเงินเข้า ก็สามารถนำเงินกลับไปลดภาระได้ เหมาะกับธุรกิจที่มีรอบเงินเข้าออกค่อนข้างชัด เช่น รู้ว่าช่วงสิ้นเดือนมีเงินจาก OTA เข้า รู้ว่าช่วงเทศกาลจะมียอดจองสูง หรือมีรายได้ประจำจากลูกค้ากลุ่มองค์กร
โรงแรมหรือรีสอร์ทที่เหมาะกับ OD มักเป็นกิจการที่เปิดดำเนินการแล้ว มีบัญชีธุรกิจชัด มี Statement แสดงรายได้ต่อเนื่อง และต้องการวงเงินสำรองเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้น ไม่ใช่ต้องการเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนถาวร
อย่างไรก็ตาม OD ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ผิดประเภท เช่น นำไปรีโนเวทใหญ่ ซื้อที่ดิน สร้างอาคาร หรือใช้ปิดหนี้ระยะยาว เพราะ OD ควรใช้กับเงินหมุนระยะสั้นมากกว่า หากนำไปใช้กับการลงทุนระยะยาว อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสะสมและจัดการเงินสดยากขึ้น
หากต้องการทำความเข้าใจวงเงินประเภทนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน คืออะไร? เข้าใจง่ายใน 5 นาที
Term Loan คือสินเชื่อที่ได้รับเงินเป็นก้อน และผ่อนชำระเป็นงวดตามระยะเวลาที่กำหนด เหมาะกับกรณีที่โรงแรมหรือรีสอร์ทต้องการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ที่มีแผนชัดและใช้เวลาคืนทุนมากกว่าการหมุนเงินระยะสั้น
ในมุมเงินทุนหมุนเวียน Term Loan อาจเหมาะกับกรณีที่กิจการต้องการเงินก้อนเพื่อจัดระบบใหม่ เช่น เตรียมเงินสำรองสำหรับ Low Season หลายเดือน ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่าย วางแผนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการให้บริการ หรือใช้ร่วมกับการฟื้นฟูกิจการหลังช่วงรายได้ลดลง
ข้อดีของ Term Loan คือมีค่างวดชัดเจน ทำให้เจ้าของกิจการวางแผนเงินสดล่วงหน้าได้ง่ายกว่า OD หากกิจการมีรายได้ประจำพอสมควร และต้องการรู้ภาระต่อเดือนแบบแน่นอน Term Loan อาจช่วยให้จัดการแผนการเงินได้เป็นระบบ
แต่ข้อเสียคือ เมื่อได้รับเงินก้อนแล้ว ภาระผ่อนจะเริ่มเกิดขึ้นตามรอบ แม้บางเดือนยอดจองจะลดลงก็ตาม ดังนั้น ก่อนเลือก Term Loan เจ้าของกิจการต้องมั่นใจว่ากระแสเงินสดเฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่าย ยังเหลือพอรองรับค่างวดได้ ไม่ใช่ดูเพียงว่าได้รับวงเงินสูงกว่าหรือดูเหมือนดอกเบี้ยถูกกว่า
หากเป็นเงินทุนที่ต้องใช้ไม่นาน เช่น รอรายได้จาก OTA เข้า รอรับเงินจากลูกค้ากรุ๊ป หรือใช้จ่ายเฉพาะช่วงสั้น ๆ OD อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าเป็นการปรับสภาพคล่องระยะกลาง วางแผนฟื้นฟูธุรกิจ หรือจัดเงินสำรองเป็นระบบ Term Loan อาจตอบโจทย์กว่า
ถ้าดูแบบง่าย OD เหมาะกับ “เงินหมุนระยะสั้นที่เข้าออกเป็นรอบ” ส่วน Term Loan เหมาะกับ “เงินก้อนที่ต้องการแผนผ่อนชัดเจน” แต่ในการใช้งานจริง เจ้าของโรงแรมต้องดูจากพฤติกรรมเงินสดของกิจการตัวเองเป็นหลัก
หากโรงแรมมีรายได้เข้าเป็นรอบชัดเจน เช่น รายได้จากแพลตฟอร์มจองห้องพักเข้าทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน แต่ค่าใช้จ่ายบางอย่างต้องจ่ายก่อน OD อาจเหมาะ เพราะช่วยอุดช่องว่างระหว่างเงินออกกับเงินเข้า
หากรีสอร์ทมีช่วง Low Season ยาว 3-4 เดือน และต้องการเงินสำรองไว้ดูแลพนักงาน ทำการตลาด ซ่อมบำรุง และเตรียมความพร้อมก่อน High Season อาจพิจารณา Term Loan ระยะสั้นหรือระยะกลาง เพราะจะได้รู้ค่างวดและวางแผนล่วงหน้าได้
หากกิจการมีรายได้ไม่สม่ำเสมอมาก และยังไม่สามารถคาดการณ์ยอดจองได้ชัด การเพิ่มหนี้แบบ Term Loan อาจทำให้กดดันกระแสเงินสดเกินไป ในกรณีนี้ควรกลับไปจัดข้อมูลรายได้ รายจ่าย และแผนการขายให้ชัดก่อน แล้วค่อยเลือกประเภทวงเงิน
หากกิจการมีทั้งความจำเป็นระยะสั้นและแผนระยะกลาง บางครั้งการใช้ทั้ง OD และ Term Loan ร่วมกันอาจเหมาะกว่า เช่น ใช้ Term Loan สำหรับวางเงินสำรองและจัดระบบค่าใช้จ่ายบางส่วน ส่วน OD ใช้เป็นวงเงินกันชนสำหรับจังหวะเงินเข้าไม่ทันเงินออก แต่ต้องระวังไม่ให้ภาระหนี้รวมสูงเกินกว่ากระแสเงินสดจะรับได้
ก่อนขอสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ทควรแยกค่าใช้จ่ายออกเป็นกลุ่มให้ชัด เพราะถ้าไม่รู้ว่าธุรกิจใช้เงินกับอะไรบ้าง ก็จะประเมินวงเงินที่ต้องการได้ยาก
กลุ่มแรกคือค่าใช้จ่ายบุคลากร เช่น เงินเดือนพนักงานต้อนรับ แม่บ้าน ช่างซ่อมบำรุง พนักงานครัว คนสวน พนักงานรักษาความปลอดภัย และพนักงานประจำอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้มักลดได้ยาก เพราะถ้าลดคนมากเกินไป คุณภาพบริการจะตกทันที
กลุ่มที่สองคือค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าระบบจอง ค่าซอฟต์แวร์ และค่าบำรุงรักษาระบบต่าง ๆ โรงแรมบางแห่งมีค่าไฟสูงมาก โดยเฉพาะที่พักที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำร้อน สระว่ายน้ำ หรือระบบแสงสว่างตลอดคืน
กลุ่มที่สามคือค่าใช้จ่ายตามจำนวนลูกค้า เช่น ค่าซักรีด ของใช้ในห้องพัก อาหารเช้า วัตถุดิบ เครื่องดื่ม ค่าทำความสะอาด และค่าคอมมิชชั่น OTA ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักเพิ่มตามยอดขาย แต่ถ้าควบคุมไม่ดี กำไรต่อห้องอาจต่ำกว่าที่คิด
กลุ่มที่สี่คือค่าการตลาด เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าถ่ายภาพ ค่าทำคอนเทนต์ ค่าดูแลเพจ ค่าคอมมิชชั่นตัวแทน และส่วนลดโปรโมชั่น ช่วง Low Season โรงแรมบางแห่งจำเป็นต้องทำการตลาดมากขึ้น แม้รายได้จะยังไม่กลับมาทันที
กลุ่มสุดท้ายคือค่าซ่อมบำรุงและเงินสำรองฉุกเฉิน เช่น ซ่อมแอร์ ซ่อมปั๊มน้ำ เปลี่ยนอุปกรณ์ในห้องพัก ซ่อมหลังคา หรือแก้ปัญหาระบบไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้มักเกิดไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่มีเงินสำรอง อาจกระทบรีวิวและประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง
วิธีประเมินวงเงินหมุนเวียนไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ขอได้สูงสุดเท่าไร” แต่ควรเริ่มจากการดูว่า กิจการต้องมีเงินสำรองเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายกี่เดือน
ตัวอย่างเช่น โรงแรมมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 600,000 บาท และช่วง Low Season มีรายได้เฉลี่ยเพียง 350,000 บาท แปลว่ามีช่องว่างเงินสดประมาณ 250,000 บาทต่อเดือน หากช่วงรายได้ต่ำกินเวลา 4 เดือน กิจการอาจต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินเผื่อซ่อมบำรุงหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่วงเงินที่ควรขอทันที เพราะต้องดูต่อว่ากิจการมีเงินสดสำรองเดิมเท่าไร มีรายได้ที่คาดว่าจะเข้าระหว่างทางเท่าไร มีหนี้เดิมหรือไม่ และเจ้าของกิจการสามารถเพิ่มเงินทุนส่วนตัวบางส่วนได้หรือไม่
หลักคิดที่ดีคือ วงเงินควรพอดีกับช่องว่างเงินสด ไม่ใช่สูงที่สุดเท่าที่ขอได้ เพราะวงเงินที่มากเกินจำเป็นอาจทำให้เจ้าของกิจการใช้เงินเกินแผน และเกิดภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น
ในขั้นตอนนี้ เจ้าของกิจการอาจใช้ เครื่องคำนวณวงเงินเบิกเกินบัญชี OD เพื่อประเมินต้นทุนดอกเบี้ยเบื้องต้นของวงเงิน OD และเปรียบเทียบว่าควรใช้วงเงินสำรองระดับใดถึงจะไม่หนักเกินไป
สำหรับโรงแรมหรือรีสอร์ทที่เปิดดำเนินการแล้ว เอกสารที่สำคัญที่สุดคือหลักฐานรายได้จริง ไม่ว่าจะเป็น Statement ย้อนหลัง รายงานยอดจอง รายได้จาก OTA รายงาน POS ใบกำกับภาษี รายการรับเงินจากลูกค้า หรือเอกสารที่แสดงเงินเข้าออกของกิจการ
ถ้ารายได้เข้าหลายช่องทาง ควรรวบรวมให้เป็นระบบ เช่น แยกรายได้จาก Walk-in รายได้จาก OTA รายได้จากลูกค้ากรุ๊ป รายได้จากร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบริการเสริม เพราะเมื่อข้อมูลรายได้ชัด ผู้ให้สินเชื่อจะเข้าใจธุรกิจง่ายขึ้น
อีกชุดหนึ่งที่ควรเตรียมคือรายการค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแม่บ้าน ค่าซักรีด ค่าอาหารเช้า ค่า OTA ค่าโฆษณา และค่าซ่อมบำรุง หากเจ้าของกิจการสามารถแสดงให้เห็นว่าเงินทุนหมุนเวียนที่ขอมีไว้รองรับค่าใช้จ่ายส่วนใด เคสจะดูเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าการขอวงเงินกว้าง ๆ โดยไม่แจกแจง
นอกจากนี้ ควรมีแผนรับมือช่วง Low Season เช่น จะทำโปรโมชั่นแบบไหน จะลดต้นทุนอย่างไรโดยไม่กระทบบริการ จะใช้เงินทุนสำรองกี่เดือน และคาดว่าเงินจะกลับเข้ามาช่วงใด แผนลักษณะนี้ช่วยให้ผู้พิจารณาเห็นว่าการขอสินเชื่อไม่ได้เกิดจากปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารเงินสดตามฤดูกาลของธุรกิจ
สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจัดโครงสร้างสินเชื่ออย่างไร สามารถอ่านภาพรวมเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อ sme เพื่อธุรกิจ เพื่อเข้าใจหลักการเลือกสินเชื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้เงิน
บางกรณีโรงแรมหรือรีสอร์ทไม่ได้ต้องการวงเงินหมุนเวียนถาวร แต่ต้องการเงินระยะสั้นเพื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รอรับเงินจากลูกค้ากรุ๊ป รอเงินจากเอเจนซี่ รอ High Season หรือมีรายจ่ายเร่งด่วนที่รู้กำหนดชัดเจนว่าจะคืนเงินได้เมื่อไร
ในกรณีนี้ สินเชื่อระยะสั้นอาจเหมาะกว่า Term Loan ระยะยาว เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างภาระผ่อนนานเกินไป หากธุรกิจมีแผนรับเงินคืนชัดและมีหลักฐานรายได้รองรับ การใช้สินเชื่อระยะสั้นอาจช่วยแก้ช่องว่างเงินสดได้ตรงจุดกว่า
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อระยะสั้นควรใช้เมื่อเจ้าของกิจการรู้แหล่งเงินที่จะนำมาคืน ไม่ใช่ใช้เพื่อประคองปัญหาเงินสดที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร หากธุรกิจขาดเงินทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง อาจต้องกลับไปวิเคราะห์โมเดลรายได้ ต้นทุน และโครงสร้างหนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แก้ด้วยการกู้สั้นซ้ำไปเรื่อย ๆ
หากต้องการศึกษาแนวคิดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ สินเชื่อระยะสั้น เพื่อดูว่าสินเชื่อรูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีรอบเงินเข้าออกแบบใด
ข้อผิดพลาดแรกคือใช้เงินทุนหมุนเวียนผิดวัตถุประสงค์ เช่น ขอ OD เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ แต่สุดท้ายนำไปซื้อของตกแต่ง รีโนเวทบางส่วน หรือใช้กับรายการที่ไม่สร้างเงินกลับมาตามรอบ ทำให้วงเงินหมุนเวียนหายไปและไม่มีเงินสำรองเมื่อถึงเวลาจำเป็นจริง
ข้อผิดพลาดที่สองคือประเมินรายได้ช่วง Low Season สูงเกินไป เจ้าของกิจการบางรายใช้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีมาคิด แต่ไม่แยกเดือนรายได้ต่ำ เมื่อถึงช่วงที่ยอดจองลดลงจริง จึงพบว่าค่างวดและค่าใช้จ่ายประจำหนักกว่าที่คาด
ข้อผิดพลาดที่สามคือไม่แยกบัญชีธุรกิจให้ชัด รายได้โรงแรมบางส่วนเข้าบัญชีส่วนตัว บางส่วนเข้าบัญชีธุรกิจ บางส่วนรับเงินสด ทำให้เมื่อต้องยื่นสินเชื่อ ผู้ให้สินเชื่อเห็นรายได้ไม่ครบ หรือเข้าใจธุรกิจต่ำกว่าความเป็นจริง
ข้อผิดพลาดที่สี่คือใช้วงเงินกู้เพื่อปิดปัญหากำไรต่ำ หากธุรกิจมีรายได้พอสมควรแต่กำไรเหลือน้อยเพราะต้นทุนสูง ค่าคอมมิชชั่นสูง หรือราคาห้องต่ำเกินไป การเพิ่มวงเงินอาจช่วยได้ชั่วคราว แต่ไม่แก้ปัญหาหลัก เจ้าของกิจการต้องกลับไปดูราคาห้อง ต้นทุนต่อห้อง และกลยุทธ์การขายร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือกู้มากเกินกว่าที่ธุรกิจควบคุมได้ วงเงินสูงอาจดูสบายในช่วงแรก แต่ถ้าไม่มีแผนใช้เงินและแผนคืนเงินที่ชัดเจน สุดท้ายอาจกลายเป็นภาระดอกเบี้ยที่กัดกระแสเงินสดของกิจการ
การขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโรงแรมและรีสอร์ทควรเริ่มจากการอ่านธุรกิจตัวเองให้ชัดก่อนว่า เงินสดติดช่วงไหน ติดเพราะรายได้เข้าไม่ทัน หรือเพราะต้นทุนสูงเกินไป ต้องการเงินสำรองกี่เดือน และเงินที่ขอจะถูกใช้กับค่าใช้จ่ายส่วนใด
ถ้าเจ้าของกิจการสามารถอธิบายได้ว่า ช่วง Low Season มีช่องว่างเงินสดเท่าไร ค่าใช้จ่ายหลักคืออะไร รายได้จะกลับมาเมื่อไร และจะใช้วงเงินอย่างไร เคสสินเชื่อจะดูน่าเชื่อถือกว่าการขอวงเงินโดยอธิบายเพียงว่า “ต้องการเงินทุนหมุนเวียน”
จากประสบการณ์ด้านการจัดหาเงินทุน สิ่งที่ช่วยให้เคสดูดีขึ้นมากคือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ ทั้ง Statement รายได้ ค่าใช้จ่ายประจำ รอบเงินเข้าออก หนี้เดิม และแผนใช้วงเงิน หากต้องการให้ทีมที่ปรึกษาช่วยประเมินความพร้อมก่อนยื่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้า เกี่ยวกับ EasyCashflows
ถ้าธุรกิจมีรายได้เข้าเป็นรอบชัดเจน ต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้จ่ายก่อนรายรับเข้า และสามารถนำเงินกลับมาลดยอดใช้ได้เร็ว OD อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะยืดหยุ่นกับรอบเงินสดของโรงแรมและรีสอร์ท
แต่ถ้าธุรกิจต้องการเงินก้อนเพื่อวางแผนสภาพคล่องหลายเดือน ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่าย หรือมีแผนใช้เงินที่ต้องผ่อนเป็นระบบ Term Loan อาจเหมาะกว่า เพราะมีค่างวดชัดเจนและวางแผนล่วงหน้าได้ง่ายกว่า
สำหรับบางกิจการ อาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการจัดโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะ เช่น ใช้ Term Loan สำหรับเงินสำรองระยะกลาง และใช้ OD เป็นวงเงินกันชนระยะสั้น แต่ต้องคำนวณภาระรวมให้ดี ไม่ให้หนี้ใหม่กดดันกระแสเงินสดมากเกินไป
สุดท้าย เงินทุนหมุนเวียนที่ดีไม่ใช่วงเงินที่สูงที่สุด แต่คือวงเงินที่พอดีกับรอบเงินสดของธุรกิจ ใช้ถูกวัตถุประสงค์ และช่วยให้โรงแรมหรือรีสอร์ทผ่านช่วงรายได้ไม่สม่ำเสมอได้ โดยไม่ทำให้ภาระหนี้กลายเป็นปัญหาใหม่ในอนาคต
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา