เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 23 สิงหาคม 2569
ก่อนขอสินเชื่อ SME เจ้าของกิจการมักเริ่มจากการดูยอดขาย กำไร หรือจำนวนวงเงินที่ต้องการ แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าธุรกิจสามารถรองรับภาระหนี้ใหม่ได้จริงหรือไม่
กิจการบางแห่งมียอดขายสูง แต่เก็บเงินจากลูกค้าได้ช้า จึงต้องใช้วงเงิน OD เกือบเต็มตลอดเวลา ขณะที่บางแห่งมีเงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ แต่เมื่อรวมค่างวดเดิมกับค่างวดใหม่แล้ว กระแสเงินสดที่เหลืออาจไม่เพียงพอ
การประเมินความพร้อมจึงควรอ่านตัวเลขอย่างน้อยสามตัวร่วมกัน ได้แก่ DSCR ซึ่งสะท้อนความสามารถรองรับภาระหนี้ DSO ซึ่งแสดงระยะเวลาเก็บเงินจากลูกหนี้ และสัดส่วนการใช้ OD ซึ่งช่วยให้เห็นว่ากิจการพึ่งพาวงเงินหมุนเวียนมากเพียงใด
บทความนี้ไม่ได้กำหนดว่าเท่าใดจึงจะได้รับอนุมัติ เพราะผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่งอาจใช้สูตร ข้อมูล และเกณฑ์พิจารณาต่างกัน แต่จะช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าตัวเลขกำลังบอกอะไร มีจุดใดควรอธิบาย และเรื่องใดควรปรับก่อนยื่นจริง
หากต้องการศึกษาประเภทวงเงินและภาพรวมการขอสินเชื่อ สามารถเริ่มจาก คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ ก่อนกลับมาวิเคราะห์ตัวชี้วัดทั้งสามในบทความนี้
ตัวชี้วัดทั้งสามตอบคำถามคนละด้าน
DSCR ตอบว่าเงินที่กิจการสร้างได้เพียงพอรองรับภาระหนี้หรือไม่
DSO ตอบว่ายอดขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงใด
การใช้ OD ตอบว่ากิจการเหลือวงเงินสำรองสำหรับรับความผันผวนมากน้อยเพียงใด
หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง อาจได้ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อน ตัวอย่างเช่น กิจการอาจมี DSCR อยู่ในระดับที่ดูรองรับค่างวดได้ แต่หาก DSO เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและใช้ OD เกือบเต็มวงเงิน ก็อาจหมายความว่ารายได้ส่วนหนึ่งยังติดอยู่ในลูกหนี้ และธุรกิจกำลังใช้วงเงินระยะสั้นช่วยพยุงช่องว่างเงินสด
ในทางกลับกัน กิจการที่ใช้ OD ไม่มากก็ไม่ได้แปลว่าพร้อมรับภาระใหม่เสมอไป หากกำไรจากการดำเนินงานต่ำหรือมีค่างวดเดิมสูง DSCR อาจยังอยู่ในระดับตึงตัวได้
ตารางนี้ใช้สำหรับประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติสำเร็จรูป ควรพิจารณาร่วมกับงบการเงิน ภาษี Statement ประวัติเครดิต วัตถุประสงค์การใช้เงิน และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
DSCR หรือ Debt Service Coverage Ratio เป็นอัตราส่วนที่ใช้เปรียบเทียบเงินที่กิจการสามารถนำไปชำระหนี้กับภาระชำระหนี้ทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน
สูตรเบื้องต้นคือ:
DSCR = กระแสเงินสดที่ใช้ชำระหนี้ ÷ ภาระชำระหนี้รวม
ตัวอย่างเช่น กิจการมีกระแสเงินสดที่สามารถใช้ชำระหนี้ประมาณ 1,560,000 บาทต่อปี และมีภาระชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวม 1,200,000 บาทต่อปี
DSCR = 1,560,000 ÷ 1,200,000
DSCR = 1.30 เท่า
ตัวเลข 1.30 หมายความว่า ในตัวอย่างนี้กิจการมีเงินประมาณ 1.30 บาทสำหรับรองรับภาระหนี้ทุก 1 บาท อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปตีความว่าได้รับอนุมัติแน่นอน เพราะผู้ให้สินเชื่ออาจปรับรายการรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาษี เงินลงทุน และภาระผูกพันอื่นก่อนคำนวณ
สิ่งที่ควรตรวจเพิ่มไม่ใช่เฉพาะค่า DSCR ล่าสุด แต่รวมถึง:
ใช้กำไรทางบัญชีหรือกระแสเงินสดจริงเป็นฐาน
รวมค่างวดและภาระหนี้เดิมครบหรือไม่
รายได้ที่ใช้คำนวณเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นรายได้ครั้งเดียว
หากยอดขายลดลงหรือต้นทุนเพิ่มขึ้น DSCR จะเหลือเท่าใด
หลังรับภาระใหม่แล้วกิจการยังมีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่
DSCR จึงควรใช้เป็นเครื่องมือทดสอบความสามารถรับภาระ ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรับเพียงเพื่อให้ดูดีในวันยื่นสินเชื่อ
DSO หรือ Days Sales Outstanding ใช้ประเมินระยะเวลาเฉลี่ยที่กิจการต้องรอรับเงินจากยอดขายเชื่อ
สูตรเบื้องต้นคือ:
DSO = ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ยอดขายเชื่อในช่วงเวลาเดียวกัน × จำนวนวัน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมียอดขายเชื่อเฉลี่ยเดือนละ 2,400,000 บาท และมีลูกหนี้การค้าเฉลี่ย 3,600,000 บาท
DSO = 3,600,000 ÷ 2,400,000 × 30
DSO = 45 วัน
หากสัญญากำหนดเครดิตเทอม 30 วัน แต่ DSO จริงอยู่ที่ 45 วัน หมายความว่าโดยเฉลี่ยธุรกิจใช้เวลาเก็บเงินนานกว่าเงื่อนไขประมาณ 15 วัน ช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ต้องสำรองค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายรอบใหม่ก่อนที่เงินจากรอบเดิมจะเข้ามา
DSO ที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น:
วางบิลช้าหลังส่งมอบงาน
เอกสารส่งมอบไม่ครบ
ลูกค้าบางรายจ่ายเกินกำหนดเป็นประจำ
มีข้อโต้แย้งเรื่องสินค้า บริการ หรือจำนวนเงิน
ยอดลูกหนี้รวมกระจุกอยู่กับลูกค้ารายใหญ่
บันทึกลูกหนี้ค้างอยู่ แม้บางรายการไม่มีโอกาสเรียกเก็บแล้ว
หากปัญหาเกิดจากยอดขายเชื่อที่มีเอกสารครบ แต่ต้องรอรับเงินตามเครดิตเทอม เจ้าของกิจการสามารถศึกษาการใช้ สินเชื่อแฟคตอริ่ง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ แต่ควรตรวจต้นทุน เงื่อนไข และคุณภาพลูกหนี้ประกอบด้วย
สัดส่วนการใช้ OD หรือ OD Utilization เป็นการเปรียบเทียบยอด OD ที่ใช้กับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
สูตรเบื้องต้นคือ:
OD Utilization = ยอดใช้ OD เฉลี่ย ÷ วงเงิน OD ทั้งหมด × 100
ตัวอย่างเช่น กิจการมีวงเงิน OD 2,000,000 บาท และในช่วงหกเดือนมียอดใช้เฉลี่ย 1,800,000 บาท
OD Utilization = 1,800,000 ÷ 2,000,000 × 100
OD Utilization = 90%
การใช้วงเงินในสัดส่วนสูงไม่ได้แปลว่ากิจการผิดนัดหรือไม่มีความสามารถชำระหนี้ทันที เพราะธุรกิจบางประเภทอาจมีฤดูกาลหรือรอบเงินสดเฉพาะ แต่หากใช้เกือบเต็มต่อเนื่องโดยยอดไม่เคยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรตรวจว่ากิจการกำลังใช้ OD ผิดลักษณะหรือไม่
สิ่งที่ควรตรวจ ได้แก่:
ใช้ OD รองรับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนระยะสั้นจริงหรือไม่
มีการนำ OD ไปซื้อเครื่องจักร รีโนเวต หรือสินทรัพย์ระยะยาวหรือไม่
เมื่อเงินจากลูกค้าเข้า ยอด OD ลดลงตามรอบหรือไม่
วงเงินที่ใช้เพิ่มขึ้นเพราะยอดขายโต หรือเพราะกำไรไม่พอค่าใช้จ่าย
มีวงเงินสำรองเหลือรับเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่
ไม่ควรถือว่าสัดส่วนใดเป็นเกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ สิ่งสำคัญกว่าคือรูปแบบการเบิกและคืนต้องสัมพันธ์กับรอบรับ–จ่ายที่อธิบายได้
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะวงเงินและวิธีใช้งานได้ที่ สินเชื่อ OD สำหรับธุรกิจ
การอ่านตัวเลขร่วมกันช่วยแยกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ความสามารถทำกำไร การเก็บเงิน หรือโครงสร้างวงเงิน
สถานการณ์นี้อาจหมายถึงกิจการสร้างรายได้ได้ แต่เงินสดติดอยู่ในลูกหนี้เป็นเวลานาน จึงต้องดึง OD มาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายระหว่างรอรับเงิน
สิ่งที่ควรตรวจคือรายงานอายุลูกหนี้ วันที่ส่งมอบ วันที่วางบิล วันครบกำหนด และวันที่ได้รับเงินจริง
กรณีนี้อาจไม่ได้เกิดจากการเก็บเงินช้า แต่อาจเกิดจากกำไรขั้นต้นต่ำ ค่าใช้จ่ายประจำสูง หรือมีภาระหนี้เดิมมากเกินกระแสเงินสดที่กิจการสร้างได้
การเพิ่มวงเงินหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ปัญหา เพราะเป็นการเพิ่มหนี้ให้กับโครงสร้างที่ตึงอยู่แล้ว
กิจการอาจยังมีเงินเจ้าของหรือเงินสำรองช่วยรองรับ แต่ควรตรวจว่าหากยอดขายเพิ่มขึ้น เงินสำรองดังกล่าวจะเพียงพอต่อไปหรือไม่ เพราะยอดขายเชื่อที่เติบโตอาจทำให้ต้องใช้เงินหมุนเวียนเพิ่มก่อนรับชำระ
ควรตรวจว่าวงเงินถูกนำไปใช้กับสินทรัพย์ระยะยาว ถอนออกไปเป็นเงินส่วนตัว หรือใช้ชดเชยการขาดทุนจากการดำเนินงานหรือไม่
หากเป็นค่าใช้จ่ายที่ให้ประโยชน์หลายปี การเปลี่ยนจาก OD ไปเป็นวงเงินที่ผ่อนชำระเป็นงวดอาจทำให้โครงสร้างแหล่งเงินสัมพันธ์กับอายุการใช้งานมากขึ้น แต่ต้องประเมินต้นทุนและค่างวดใหม่ก่อนตัดสินใจ
กรณีต่อไปนี้เป็นตัวอย่างจำลองจากรูปแบบปัญหาที่พบได้ในธุรกิจขายเชื่อ โดยปรับตัวเลขเพื่ออธิบายวิธีอ่านตัวชี้วัด ไม่ใช่ผลอนุมัติหรือคำแนะนำเฉพาะกิจการ
บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้าองค์กร มียอดขายเชื่อเฉลี่ย 2,400,000 บาทต่อเดือน มีลูกหนี้การค้าเฉลี่ย 3,600,000 บาท วงเงิน OD 2,000,000 บาท และมียอดใช้ OD เฉลี่ย 1,800,000 บาท
ตัวเลขเบื้องต้นคือ:
DSO ประมาณ 45 วัน
OD Utilization ประมาณ 90%
DSCR หลังรวมภาระเดิมประมาณ 1.28 เท่า
หากดูเฉพาะ DSCR กิจการอาจดูเหมือนยังรองรับค่างวดได้ แต่เมื่อดู DSO และการใช้ OD ร่วมกัน จะเห็นว่าเงินจากยอดขายจำนวนหนึ่งยังค้างอยู่ในลูกหนี้ และกิจการแทบไม่มีวงเงินสำรองเหลือสำหรับความผันผวน
สิ่งแรกที่ควรทำจึงไม่ใช่รีบขอวงเงินเพิ่ม แต่ควรแยกลูกหนี้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ จ่ายตรงเวลา จ่ายช้ากว่าเงื่อนไข และมีปัญหาเอกสารหรือข้อโต้แย้ง จากนั้นตรวจวันที่ส่งของ วันที่วางบิล วันที่ครบกำหนด และวันที่ได้รับเงินจริงของลูกค้าหลักแต่ละราย
สมมติว่าหลังแก้ขั้นตอนวางบิลและติดตามลูกหนี้ ลูกหนี้เฉลี่ยลดเหลือ 3,040,000 บาท โดยยอดขายเชื่อยังอยู่ที่ 2,400,000 บาทต่อเดือน
DSO ใหม่ = 3,040,000 ÷ 2,400,000 × 30
DSO ใหม่ ≈ 38 วัน
เงินที่กลับเข้ามาเร็วขึ้นอาจช่วยลดการพึ่ง OD แต่ไม่ได้ทำให้ DSCR ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะ DSCR ยังขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ต้นทุน และภาระหนี้รวมด้วย กิจการจึงต้องติดตามทั้งสามตัวต่อเนื่อง ไม่ควรเลือกปรับเฉพาะตัวเลขที่ดูง่ายที่สุด
ก่อนคำนวณควรรวบรวมข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อให้เห็นทั้งเดือนปกติ เดือนที่ยอดขายสูง และเดือนที่กระแสเงินสดตึง
ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่:
ยอดขายรวมและยอดขายเชื่อรายเดือน
ลูกหนี้การค้าต้นเดือนและปลายเดือน
รายงานอายุลูกหนี้แยกตามรายลูกค้า
เงินสดจากการดำเนินงานหรือข้อมูลที่ใช้คำนวณเงินสำหรับชำระหนี้
ตารางภาระหนี้เดิมทั้งหมด
เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องชำระในแต่ละเดือน
วงเงิน OD ที่ได้รับอนุมัติ
ยอดใช้ OD รายวันหรือยอดเฉลี่ยรายเดือน
รายการใช้ OD ที่มีมูลค่าสูง
เอกสารที่เชื่อมยอดขาย ลูกหนี้ และเงินเข้าบัญชี
หากเงินเข้าหลายบัญชีหรือมีรายการโอนระหว่างบัญชี ควรแยกเงินจากยอดขายจริงออกจากเงินโอนภายในและเงินของกรรมการ มิฉะนั้นการคำนวณกระแสเงินสดอาจสูงกว่าความเป็นจริง
สามารถดูวิธีจัดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ให้สินเชื่อวิเคราะห์ Statement ธุรกิจอย่างไร
ไม่เพียงพอ เพราะการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจยังอาจครอบคลุมเรื่องอื่น เช่น:
ประวัติเครดิตและการชำระหนี้
ความสอดคล้องของงบการเงิน ภาษี และ Statement
อายุและความต่อเนื่องของกิจการ
คุณภาพลูกค้าและการกระจุกตัวของรายได้
ความชัดเจนของวัตถุประสงค์การใช้เงิน
เงินร่วมลงทุนของเจ้าของกิจการ
หลักประกันหรือการค้ำประกัน
ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม
นโยบายของผู้ให้สินเชื่อในช่วงเวลานั้น
DSCR, DSO และการใช้ OD จึงเป็นเครื่องมือค้นหาจุดที่ควรอธิบายหรือปรับปรุง ไม่ใช่เครื่องมือทำนายผลอนุมัติ
เมื่อประเมินตัวเลขแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือจัดเอกสารให้ข้อมูลทุกชุดสอดคล้องกัน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ วิธีเตรียมเอกสารสินเชื่อ SME ให้พิจารณาได้เร็วขึ้น
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ให้สินเชื่อ เพราะวิธีคำนวณ ประเภทวงเงิน อุตสาหกรรม หลักประกัน และนโยบายความเสี่ยงอาจแตกต่างกัน ควรใช้ DSCR เพื่อดูว่าหลังรวมภาระใหม่แล้วกิจการยังมีส่วนเผื่อหรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องเทียบกับเครดิตเทอมและลักษณะธุรกิจ หากสัญญากำหนดชำระ 60 วัน การมี DSO ใกล้เคียง 60 วันอาจอธิบายได้ แต่ถ้ากำหนด 30 วันและ DSO เพิ่มเป็น 50–60 วัน ควรตรวจสาเหตุเพิ่มเติม
ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ ผู้ให้สินเชื่ออาจพิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบการเบิกคืน รายได้ ภาระหนี้ และข้อมูลอื่นร่วมกัน แต่การใช้เกือบเต็มต่อเนื่องควรมีคำอธิบายว่าเกิดจากการเติบโตตามรอบการค้า หรือเกิดจากปัญหาเงินสดเชิงโครงสร้าง
ควรใช้ข้อมูลอย่างน้อย 6–12 เดือน หากธุรกิจมีฤดูกาลชัดเจนควรใช้ข้อมูลที่ครอบคลุมหนึ่งรอบธุรกิจเต็ม เพื่อไม่ให้เดือนที่ยอดขายสูงหรือต่ำผิดปกติบิดเบือนผลวิเคราะห์
ควรหาสาเหตุให้พบก่อน หากเป็นปัญหาเอกสารหรือการบันทึกข้อมูลอาจจัดคำอธิบายเพิ่มเติมได้ แต่หากเป็นปัญหากำไรไม่พอ หนี้เดิมสูง หรือลูกหนี้เก็บไม่ได้ การเพิ่มหนี้อาจทำให้กระแสเงินสดตึงกว่าเดิม
ความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ SME ไม่ควรวัดจากยอดขายหรือเงินเข้าบัญชีเพียงอย่างเดียว เพราะกิจการอาจมียอดขายสูงแต่เก็บเงินช้า มีรายได้สม่ำเสมอแต่ภาระหนี้หนัก หรือมีวงเงิน OD แต่ใช้เกือบเต็มจนไม่เหลือส่วนสำรอง
DSCR ช่วยดูความสามารถรองรับหนี้ DSO ช่วยดูความเร็วในการเปลี่ยนยอดขายเชื่อเป็นเงินสด และสัดส่วนการใช้ OD ช่วยดูระดับการพึ่งพาวงเงินระยะสั้น การอ่านทั้งสามตัวร่วมกันจะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่ากิจการควรแก้การเก็บเงิน ลดภาระหนี้ ปรับประเภทวงเงิน หรือเตรียมคำอธิบายส่วนใดก่อนยื่น
ผลการคำนวณเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ผลอนุมัติหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการและหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา