กลับหน้าแม่ (Hub): → คู่มือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
เปรียบเทียบแบบมืออาชีพจากมุม “ต้นทุนจริง–ความเร็วอนุมัติ–ผลต่อกระแสเงินสด” ของ สินเชื่อบสย.ค้ำประกัน เทียบกับ “ไม่ค้ำ” พร้อมแนวคิดผสมวงเงินให้ ผ่อนไหวจริง และเหมาะกับรอบเงินสดของกิจการ
หมายเหตุ: ถ้าต้องการรายละเอียดเชิงลึกเรื่อง “ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน” กรุณาอ่านที่หน้าเฉพาะทางของเรา สินเชื่อไม่มีหลักประกัน
สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหา แหล่งเงินทุน หรือกำลังพิจารณา สินเชื่อเงินกู้ เพื่อขยายกิจการ บางครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีรายได้” แต่อยู่ที่ “ไม่มีหลักทรัพย์” หรือหลักทรัพย์ไม่พอให้ธนาคารมั่นใจ การใช้ บสย.ค้ำประกัน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วย “ปิดช่องว่าง” ระหว่างศักยภาพของธุรกิจกับเงื่อนไขการปล่อยกู้ของธนาคารได้
ข้อดีที่เห็นได้ชัดของการใช้ บสย.ค้ำประกัน
เพิ่มโอกาสอนุมัติ สำหรับกิจการที่ทำธุรกิจจริง แต่หลักทรัพย์ไม่พอหรือไม่สะดวกนำมาค้ำ ถือเป็นสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักประกันแบบหนึ่ง
ช่วยต่อรองโครงสร้างวงเงิน ให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น วงเงินลงทุน (Term Loan) หรือวงเงินหมุนเวียน โดยยังยึดความสามารถชำระหนี้เป็นหลัก
ช่วยให้วงเงิน “พอดีกับแผน” มากขึ้น ในบางเคส ธนาคารอาจพิจารณาวงเงินได้ดีขึ้นเมื่อความเสี่ยงได้รับการค้ำประกันบางส่วน
เป็นหนทางไปสู่การขอสินเชื่อระยะยาว เมื่อธุรกิจมีประวัติการชำระดีและข้อมูลการเงินแข็งแรงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การใช้ บสย.ค้ำประกัน ไม่ใช่ทางลัดให้ผ่านอัตโนมัติ ธนาคารยังคงดูรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และวินัยทางการเงินเหมือนเดิม เพียงแต่ “โครงสร้างความเสี่ยง” ดีขึ้น จึงทำให้ดีลมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น
การเลือกว่าจะใช้ “ค้ำ” (เช่น บสย.ค้ำประกัน/มีหลักประกัน/มีผู้ค้ำ) หรือ “ไม่ค้ำ” ไม่ควรมองแค่ดอกเบี้ยที่เห็นในโฆษณา แต่ควรพิจารณาอย่างน้อย 3 มิติพร้อมกัน
ต้นทุนจริง (EIR)
EIR หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เปรียบเหมือน “ราคารวมสุทธิ” ของเงินกู้ต่อปี เพราะรวมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับวงเงิน และค่าค้ำ (ถ้ามี) แล้ว
ความเร็วอนุมัติ/ความเร็วเบิกใช้
สำหรับกิจการที่ต้องการ เงินกู้ด่วน ความเร็วมีผลมาก เพราะถ้าได้เงินช้าเกินรอบเงินจริง ต่อให้ดอกเบี้ยถูกก็อาจแก้ปัญหาไม่ทันเวลา
ผลต่อกระแสเงินสดและตัวชี้วัด
โครงสร้างค่างวดส่งผลต่อความสามารถชำระหนี้ เช่น
DSCR (ความสามารถชำระหนี้จากกระแสเงินสดของกิจการ)
DSR (สัดส่วนภาระหนี้เทียบรายได้)
และถ้ามีหลักประกันจะเกี่ยวกับ LTV (สัดส่วนวงเงินเทียบมูลค่าหลักประกัน) ด้วย
กรอบคิดนี้ช่วยให้ไม่ “หลงดีลที่ดอกถูกแต่ช้า” หรือ “ได้เงินไวแต่ค่างวดบีบจน DSCR แย่” และทำให้เราออกแบบ “ชุดวงเงิน” ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์จริง แทนการพยายามใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวแก้ทุกปัญหา
EIR คือ “ต้นทุนกู้จริงต่อปี” ที่รวมทุกอย่างแล้ว ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยหน้าป้าย เช่น ค่าธรรมเนียม เบี้ยค้ำ ค่าประเมิน เป็นต้น
จำง่าย ๆ: ให้มองเหมือน “ราคาสุทธิที่ต้องจ่ายจริง” ไม่ใช่ “ราคาตัวใหญ่ในโฆษณา”
จุดเด่น
โดยมาก เหมาะกับวงเงินก้อนใหญ่และระยะยาว
โครงสร้างการผ่อนมักยืดหยุ่นกว่า เช่น วางช่วงพักชำระเงินต้น (Grace) หรือค่างวดไต่ระดับ (Step-up) ให้เข้ากับการเติบโตของรายได้
มีโอกาสได้วงเงินที่ “สอดคล้องกับแผนลงทุน” มากขึ้น เพราะความเสี่ยงถูกบริหารผ่านการค้ำ/หลักประกัน
ข้อควรเข้าใจ
มัก ใช้เวลามากกว่า เพราะต้องตรวจเอกสารละเอียด และบางกรณีมีขั้นตอนเกี่ยวกับการค้ำประกัน
ถ้าดีลเป็นการลงทุน สามารถลดต้นทุนดอกเบี้ยได้ด้วยแนวคิด แบ่งเบิกตามงวดงาน (Milestone/Drawdown) คือ เบิกเท่าที่ใช้จริง เพื่อลดดอกเบี้ยช่วงที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมด
เอกสารที่พบบ่อย
งบ/ภาษี/สเตทเมนต์, แผนธุรกิจ/แผนกระแสเงินสด, เอกสารโครงการ/ใบเสนอราคา/สเปก ฯลฯ (แล้วแต่ประเภทสินเชื่อ)
จุดเด่น
เร็วและยืดหยุ่นกว่า ในหลายกรณี ขั้นตอนและเอกสารเบื้องต้นอาจน้อยกว่า
เหมาะกับวงเงินไม่ใหญ่มาก ใช้เพื่อ “อุดช่องว่างเงินสด” ช่วงสั้น
ข้อควรเข้าใจ
โดยมาก ต้นทุนจริงสูงกว่า (EIR สูงกว่า) เพราะความเสี่ยงสูงกว่า และอาจมีค่าธรรมเนียมบางประเภท
เหมาะกับการใช้งาน “ระยะสั้น” หากใช้ก้อนใหญ่หรือยาวเกินไป จะบีบกระแสเงินสด
เอกสารที่พบบ่อย
สเตทเมนต์/พฤติกรรมรับ–จ่าย, รายได้ในระบบ, เอกสารรายได้พื้นฐาน
งานลงทุนระยะยาว/ก้อนใหญ่ (เครื่องจักร อาคาร ปรับปรุงสาขา) → แนว “ค้ำ/บสย.ค้ำ” มักเหมาะกว่า เพราะจัดโครงสร้างผ่อนได้เป็นระบบ
เงินหมุนเร่งด่วนระยะสั้น → ใช้วงเงินหมุนเวียน (เช่น OD/Working Capital) หรือเครื่องมืออิงลูกหนี้การค้าเป็นหลัก และหากจำเป็นค่อยใช้ “ไม่ค้ำ” เป็นตัวเสริม โดยกำหนดเวลาให้สั้นและมีแผนปิด
ต้องการวงเงินเพื่อ ลงทุน/ขยายกิจการ และอยากผ่อนยาวให้เข้ากับรอบคืนทุน
โครงการจะสร้างรายได้ “หลังติดตั้ง/หลังเปิด” จึงควรวาง Grace/Step-up
มีเอกสารพร้อมพอสมควร และต้องการดีลที่ “เสถียร” ในระยะยาว
ต้องการ ความเร็ว วงเงินไม่ใหญ่มาก เพื่ออุดช่องว่างสั้น ๆ
มีรายได้ไหลเข้าเป็นระบบ เห็นในบัญชีชัด และมีวินัยรับ–จ่าย
ใช้เป็น “สะพาน” ไปสู่โครงสร้างแบบค้ำภายหลัง เมื่อเอกสารและแผนพร้อมขึ้น
ใช้วงเงินสั้น–ต้นทุนสูง ไปทำงานลงทุนยาว → ค่างวดหนักจน DSCR/DSR ตึง
ใช้ OD เต็มตลอด ไม่เคยปิด → ภาพวินัยการเงินดูไม่ดีเวลาธนาคารรีวิววงเงิน
DSCR เปรียบเหมือน “กระแสเงินสดที่เหลือพอจ่ายหนี้ไหม”
DSR คือ “รายได้เทียบภาระหนี้ หนักเกินไปหรือไม่”
LTV คือ “วงเงินเทียบมูลค่าหลักประกัน/การค้ำ”
มูลค่าเครื่องจักร 5 ล้านบาท
โครงสร้างแบบค้ำ/มีการค้ำ: อาจจัด Term Loan ผ่อน 5 ปี วาง Grace 3–6 เดือนช่วงติดตั้ง และ Step-up ตามรายได้
ผลลัพธ์ที่ต้องการ: ค่างวดช่วงแรกไม่บีบเกินไป ทำให้ DSCR ยังอยู่ในระดับปลอดภัย
ค่าใช้จ่ายคงที่ 300,000 บาท/เดือน
ตั้งวงเงินหมุนเวียน “พอดี” + ใช้เครื่องมือเร่งเงินเข้าในช่วงพีก
ถ้าใช้ “ไม่ค้ำ” ทั้งก้อนแทนเครื่องมือหมุนเวียน อาจได้เงินไว แต่ต้นทุนจริงสูงและ DSR ตึงในเดือนที่ยอดขายผันผวน
บทเรียนสำคัญ: ให้ใช้ LTV เป็นกรอบวงเงินด้านทรัพย์/โครงการ ใช้ DSCR/DSR เป็นตัวกำกับค่างวด และใช้เครื่องมือหมุนเวียนช่วยเกลี่ยช่องว่างระยะสั้น แทนการใช้สินเชื่อแพงกับงานยาว
แนวทางที่มืออาชีพใช้ คือ “แยกเครื่องมือให้ตรงงาน” ไม่บังคับให้สินเชื่อประเภทเดียวแบกทุกภารกิจ
ลงทุนทรัพย์/ขยายกิจการ → ใช้ Term/Investment เป็นฐาน และออกแบบ Grace/Step-up ให้เข้ากับช่วงสร้างรายได้
เงินหมุนรายวัน/รายเดือน → ใช้วงเงินหมุนเวียนขนาดพอดี ช่วยกันชนกระแสเงินสด
ต้องการความเร็วเฉพาะฤดูกาล → อาจใช้ “ไม่ค้ำ” เฉพาะช่วงสั้น แล้ววางแผนรีไฟแนนซ์กลับเข้าฝั่งค้ำ/บสย.ค้ำเมื่อข้อมูลพร้อม
รีวิวรายไตรมาส → ตั้งเป้า “ลด/ปิด OD” เมื่อผ่านช่วงพีก ตรวจ DSCR/DSR เทียบแผน และปรับค่างวดอย่างมีเหตุผล
ระบุวัตถุประสงค์และเส้นเวลา: “ลงทุนยาว” หรือ “เงินหมุนสั้น”
ทำ Cash-flow 6–12 เดือน (มีกรณีดี/ปกติ/แย่) เพื่อเห็นจุดที่เงินติดลบ
ประเมินโครงสร้างวงเงินหลายแบบ แล้วดูผลต่อ DSCR/DSR
เลือกชุดวงเงินที่ทำให้ “เดือนแย่ยังไม่ล้ม” และมีแผนปิด/ลดวงเงินหมุนเวียน
เตรียมสรุป 1 หน้า: วัตถุประสงค์ วงเงิน ค่างวด กระแสเงินสด แผนใช้เงิน และแผนชำระคืน
งบ/ภาษี/สเตทเมนต์ 6–12 เดือน (ตัวเลขสอดคล้องกัน)
แผนกระแสเงินสด 6–12 เดือน + สมมติฐานกรณีรายได้ลดลง
เอกสารโครงการ/ใบเสนอราคา/สเปก/PO/สัญญา (ตามประเภทสินเชื่อ)
แผนการเบิกใช้เงิน (Drawdown) และแนวทาง Grace/Step-up (ถ้าลงทุน)
หลักฐานวินัยการใช้วงเงินหมุนเวียน (เช่น มีช่วงปิดวงเงินได้/ไม่ใช้เต็มตลอด)
หากคุณกำลังมอง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ, ต้องการ เงินกู้ sme, หรือกำลังคิดจะ กู้sme เพื่อเสริมสภาพคล่อง ขอให้ตัดสินใจจาก “ต้นทุนจริง–ความเร็ว–ผลต่อกระแสเงินสด” พร้อมกันเสมอ
งานยาว/ก้อนใหญ่ → มักเหมาะกับโครงสร้างแบบค้ำ หรือใช้ บสย.ค้ำประกัน เพื่อทำให้ดีลเป็นไปได้และผ่อนไหวจริง
งานสั้น/เร่งด่วน → ใช้ทางเลือกที่เร็วได้ แต่ควรกำหนดเวลาให้ชัด และมีแผนปิดให้เร็ว
คู่มือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ / เช็คลิสเอกสาร