เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 5 กุมภาพันธ์ 2569
ในภาวะที่ต้นทุนดำเนินธุรกิจผันผวนและการแข่งขันสูง “สภาพคล่อง” มักเป็นตัวตัดสินว่าธุรกิจจะไปต่อหรือสะดุด หลายกิจการมีออเดอร์ มีลูกค้าจริง มีแนวโน้มเติบโต แต่ติดจุดเดียวคือ “เงินเข้าไม่ทันเงินออก” จึงเริ่มมองหา สินเชื่อเงินกู้ เพื่อเสริมทุนหมุนเวียน เติมสต๊อก เร่งรอบการผลิต หรือขยายกำลังการขาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและเจ้าของกิจการรายใหม่ ยังไม่มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับค้ำประกัน ทำให้คำค้นอย่าง สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ กู้sme ถูกค้นหามากขึ้นต่อเนื่อง เพราะทุกคนต้องการ “ทางเลือกที่เป็นระบบ” ไม่ใช่การเสี่ยงกับต้นทุนที่สูงเกินจำเป็น
บทความนี้เรียบเรียงใหม่ให้เป็น “คู่มือสมัคร” ที่อ่านจบแล้วลงมือยื่นได้ทันที โดยใช้แนวทางเดียวกับที่ผู้พิจารณาสินเชื่อมักให้ความสำคัญ ได้แก่ กระแสเงินสดที่พิสูจน์ได้ / เอกสารเชื่อมกัน / วัตถุประสงค์เงินกู้ชัดเจน และอธิบายบทบาทของ บสย.ค้ำประกัน ในฐานะกลไกช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน (แต่ไม่ใช่การการันตีผลอนุมัติ)
การขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะพิจารณาได้เร็วขึ้นมาก เมื่อคุณทำให้เห็น 3 ประเด็นต่อไปนี้แบบชัดเจนในเอกสารชุดเดียว
รายได้และกระแสเงินสดพิสูจน์ได้ (เงินเข้าบัญชีสัมพันธ์กับยอดขาย)
ความสามารถชำระหนี้สมเหตุสมผล (หลังผ่อนแล้วยังเหลือเงินพอ)
ใช้เงินถูกงานและคืนเงินเป็นระบบ (เงินกู้ไปทำอะไร / คืนจากรายได้ส่วนไหน / ถ้าขายต่ำกว่าคาดจะทำอย่างไร)
อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ เจ้าของกิจการมือใหม่ควรทราบก่อนยื่นสินเชื่อ
บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ทำหน้าที่ “ค้ำประกันสินเชื่อ” ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจริง แต่มีหลักทรัพย์ค้ำจำกัดหรือไม่สะดวกนำทรัพย์มาค้ำประกัน
ภาพรวมที่ควรเข้าใจให้ตรงกันคือ
ธนาคารยังคงพิจารณาตามเกณฑ์ความสามารถชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ
บสย.เข้ามา “ช่วยลดความเสี่ยง” บางส่วนของธนาคารผ่านการค้ำประกัน
ผู้กู้มักมีต้นทุนเพิ่มในรูปแบบ “ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน/ค่าดำเนินการ” ตามโครงการที่เข้าเงื่อนไข
การมีบสย.ค้ำประกันจึงควรมองว่าเป็น “ตัวช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน” ไม่ใช่ “ตั๋วการันตีอนุมัติ” เพราะแกนตัดสินใจสุดท้ายยังอยู่ที่ความสามารถชำระหนี้และความโปร่งใสของข้อมูล
โดยทั่วไป กลุ่มที่มีโอกาสไปต่อได้ดีคือผู้ประกอบการที่ “ทำธุรกิจจริง” และแสดงหลักฐานรายได้–กระแสเงินสดได้ชัด แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
คุณอาจเหมาะกับการใช้ บสย.ค้ำประกัน หาก…
รายได้เดินสม่ำเสมอ 6–12 เดือน
มีเงินเข้าบัญชีต่อเนื่อง ไม่สะดุดแบบไม่มีเหตุผล และยอดเงินเข้า “สัมพันธ์กับยอดขาย” พิสูจน์ได้
ต้องการวงเงินเพื่อหมุนงาน/ขยายกิจการเร็ว
เช่น มี PO/สัญญาซื้อขาย/ออเดอร์ชัด ต้องเพิ่มสต๊อก เพิ่มกำลังผลิต เพิ่มทีม หรือเร่งกระแสเงินสด
ธุรกิจใหม่หรือเพิ่งฟื้นตัว แต่มีหลักฐานดีมานด์ + แผนเงินสด
หากแสดงแผนเงินสด 12–24 เดือน และชี้ให้เห็นว่า “หลังขอกู้ยังจ่ายไหว” โอกาสก็ยังมี
ตัวเลขชำระหนี้ (DSCR) อยู่ในเกณฑ์ดี
หลายธนาคารให้ความสำคัญกับ DSCR (Debt Service Coverage Ratio) หรือ “อัตราความสามารถในการจ่ายหนี้”
เข้าใจง่าย ๆ: หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ธุรกิจควรมีเงินเหลือมากพอจ่ายค่างวด
แนวทางที่พบบ่อย: DSCR ประมาณ ≥ 1.2–1.3 (แต่ขึ้นกับธนาคารและประเภทสินเชื่อ)
ตัวอย่าง:
เงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย = 120,000 บาท/เดือน
ค่างวดรวมต่อเดือน = 90,000 บาท/เดือน
DSCR = 120,000 ÷ 90,000 = 1.33 → โดยหลักคิดถือว่า “เริ่มน่าเชื่อว่าไหว”
เกณฑ์ DSCR ที่แต่ละธนาคารใช้ อาจต่างกันตามอุตสาหกรรม ความเสี่ยง และรูปแบบวงเงิน ตัวอย่างนี้ใช้เพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลขการันตี
หัวข้อนี้ควรเขียนให้เป็นขั้นตอนชัดเจน เพราะช่วยทั้ง SEO (กิน intent “สมัคร”) และช่วยคนอ่านลงมือทำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเลือกวงเงินผิดประเภท จนต้นทุนดอกเบี้ยสูงและภาพความสามารถชำระหนี้ดูแย่
ของใหญ่ ใช้นาน (เช่น เครื่องจักร รีโนเวต เปิดสาขา) → มักเหมาะกับ Term Loan/Working Capital
ค่าใช้จ่ายรายวัน (สต๊อก ค่าแรง ขนส่ง ค่าน้ำไฟ) → มักเหมาะกับ OD/Revolving (วงเงินหมุนเวียน)
สรุป 1 หน้าที่ดีควรตอบให้ครบว่า
ขอวงเงินเท่าไร และจะเอาไปทำอะไร
รายได้จะเพิ่มจากส่วนไหน / คืนเงินจากส่วนไหน
ถ้ายอดขายต่ำกว่าคาด จะปรับแผนอย่างไร
ชุดเอกสารที่แนะนำ (สั้นแต่ครบ)
สรุปธุรกิจ 1 หน้า
Statement 6–12 เดือน
ตาราง “ยอดขาย ↔ เงินเข้า” 1 หน้า
ใบเสนอราคา/PO/สัญญา/หลักฐานคำสั่งซื้อ (ถ้ามี)
ถ้าคุณกำลังหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือมองว่าอยากได้ สินเชื่อเงินด่วน เพื่อเสริมสภาพคล่อง อย่ายื่นแบบ “ตัวเลขคนละชุด” เพราะจะทำให้ธนาคารถามย้อนและเสียเวลา
แนวทางที่ดีคือ
ใช้ “ข้อมูลชุดเดียวกัน”
ถามให้ชัดว่าเข้าโครงการค้ำประกันใดได้บ้าง และค่าค้ำคิดอย่างไร
เปรียบเทียบ “โครงสร้างวงเงิน” ไม่ดูแค่ดอกเบี้ย (เช่น เงื่อนไขเบิกใช้/ชำระ/การโปะลดดอก)
ผู้พิจารณามักถามซ้ำ 3 เรื่อง
เงินกู้เอาไปทำอะไร (ต้องเป็นวัตถุประสงค์ที่ธุรกิจใช้จริง)
คืนเงินอย่างไร (ผูกกับรอบเงินเข้า)
ถ้าขายได้น้อยกว่าคาด จะทำอย่างไร (แผนสำรอง)
Term มักเบิกเป็นงวดตามแผนลงทุน
OD/Revolving คือ “ดึง–โปะ” ตามรอบเงินเข้า ยิ่งโปะเร็ว ดอกยิ่งลด
ไทม์ไลน์ที่พบได้บ่อยอยู่ราว “หลักสัปดาห์ถึงหลักเดือน” ขึ้นกับความครบของเอกสารและกระบวนการของแต่ละธนาคาร
เพื่อให้การตัดสินใจมีเหตุผล โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมอง สินเชื่อเงินด่วน หรือวงเงินเสริมสภาพคล่อง ควรรวม “ต้นทุนการเงินทั้งหมด” ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ย
ต้นทุนหลักมักมี 3 ส่วน
ดอกเบี้ย (ตามเงื่อนไขธนาคาร)
ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน/ค่าดำเนินการ (ตามโครงการ บสย.)
ค่าธรรมเนียมอื่น (ถ้ามี) เช่น ค่าจัดทำสัญญา
เคล็ดลับคุมต้นทุนแบบเป็นรูปธรรม
ถ้าเป็น Term: เบิกตามไมล์สโตน ลดดอกเบี้ยช่วงที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินเต็มก้อน
ถ้าเป็น OD: ใช้เฉพาะช่วงจำเป็น และ “โปะทันทีเมื่อเงินเข้า”
พยายามไม่ใช้ OD เต็มเพดานต่อเนื่องยาว ๆ เพราะทำให้ภาพสภาพคล่องดูตึง
คำว่า แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ มีหลายรูปแบบ และควรเลือกให้สอดคล้องกับ “วัตถุประสงค์การใช้เงิน” มากกว่าความรู้สึกว่าอยากได้วงเงินเร็ว
เหมาะกับกิจการที่พิสูจน์รายได้ได้ชัด มีระบบบัญชีธุรกิจ และมีแผนเงินสดรองรับการผ่อนชำระ
ภาครัฐและหน่วยงานกำกับมีการผลักดันกลไกช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ ตัวอย่างข่าวทางการคือโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” โดย ธปท. คลัง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และระบุวันเริ่มโครงการ 15 มกราคม 2569
มุมวิเคราะห์: กลไกแบบนี้สะท้อนว่า “การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs” เป็นโจทย์เชิงโครงสร้าง และการค้ำประกันมีบทบาทมากขึ้นในช่วงที่ธนาคารระมัดระวังเรื่อง credit cost
ยังเลือกไม่ชัดระหว่าง Term, OD หรือวงเงินลักษณะอื่น? ดู เปรียบเทียบสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์ เพื่อเลือกให้ตรงงาน
Myth: ติดเครดิตบูโร = กู้ไม่ได้แน่
Fact: หลายสถาบันดูภาพรวมปัจจุบัน ความสามารถชำระ และวินัยการเงินช่วงหลัง หากพิสูจน์ได้ยังมีโอกาส
Myth: มีบสย.ค้ำแล้ว อนุมัติแน่
Fact: ค้ำช่วย “เสริมความมั่นใจ” แต่แกนตัดสินใจยังอยู่ที่กระแสเงินสด เอกสารโปร่งใส และความสามารถชำระหนี้
Myth: ค่าค้ำแพง ไม่คุ้ม
Fact: ต้องเทียบ “กำไรเพิ่มจากวงเงิน” กับ “ต้นทุนรวม” (ดอกเบี้ย + ค่าค้ำ + ค่าธรรมเนียม) โดยดูอัตราและเงื่อนไขจากแหล่งทางการ
ให้ลองคิด 2 บรรทัดนี้ก่อนยื่น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
กำไรเพิ่ม/ปี (โดยประมาณ) = (ยอดขายเพิ่มจากวงเงิน × %กำไรขั้นต้น)
ต้นทุนการเงิน/ปี (โดยประมาณ) = ดอกเบี้ยที่จ่ายจริง + ค่าค้ำ (ตามโครงการ) + ค่าธรรมเนียมอื่น
ถ้า “กำไรเพิ่ม” มากกว่า “ต้นทุนการเงิน” มีแนวโน้มคุ้มค่า
แนะนำเผื่อความเสี่ยงเพิ่มอีก 10–15% เช่น ยอดขายอาจไม่โตตามคาด หรือมีต้นทุนแฝง
เคส A : ร้านค้าปลีกมี POS ชัด แต่เงินเข้าบัญชีไม่ตรงยอดขาย
ตอนที่ดิฉันช่วยร้านค้าปลีกเตรียมเอกสารยื่นสินเชื่อ สิ่งที่ทำให้ช้าไม่ใช่ยอดขายต่ำ แต่คือ “จับคู่ตัวเลขไม่ได้” ค่ะ ร้านมีรายงาน POS รายวันครบ แต่ statement กลับดูไม่ตรง เพราะเงินเข้ามาจากหลายช่องทาง—โอน, QR, เดลิเวอรี และเงินสดที่ฝากรวมทีหลัง ทำให้คนพิจรณา “ต้องเดา” ว่าเงินก้อนนี้มาจากยอดขายวันไหน
ครั้งแรกดิฉันแนบแค่รายงาน POS + statement ผลคือโดนถามย้อนกลับซ้ำ ๆ เรื่องเงินเข้าก้อนละอะไร ทำไมยอดขายวันนั้นสูงแต่เงินเข้าน้อย (จริง ๆ เพราะโดนหักค่าธรรมเนียม/GP หรือโอนแบบ T+2)
วิธีที่ช่วยได้ชัดที่สุดคือดิฉันทำตาราง 1–2 หน้า “ยอดขายรายวัน/รายสัปดาห์ ↔ เงินเข้าบัญชี” โดยแยกช่องทางรับเงิน ระบุค่าธรรมเนียม และใส่หมายเหตุเรื่องรอบโอน (เช่น เดลิเวอรีโอน T+2 หรือรวมยอดรายสัปดาห์) พอผู้พิจารณาเห็นภาพ เขามักถามน้อยลง และการคุยจะขยับไปเรื่องโครงสร้างวงเงินมากกว่าการไล่ถามรายการเงินเข้า
เคส B: ธุรกิจบริการรายได้ดี แต่เงินเข้าหลายบัญชี
เคสนี้ดิฉันเจอบ่อยในธุรกิจบริการ รายได้รวมดีแต่เงินเข้ากระจาย 2–3 บัญชี (แยกตามประเภทลูกค้า/ภาษี/ทีมงาน) พอธนาคารดูบัญชีเดียว เส้นรายได้จะดู “กระโดด” เหมือนธุรกิจไม่นิ่ง ทั้งที่จริงรายได้แค่ถูกแบ่งคนละบัญชี
วิธีแก้ที่ดิฉันใช้คือทำ “แผ่นสรุป 1 หน้า” ให้เริ่มอ่านก่อน โดยสรุปยอดรวมรายได้ต่อเดือนจากทุกบัญชี แล้วอธิบายว่าแต่ละบัญชีรับเงินจากลูกค้ากลุ่มใด พร้อมยกตัวอย่างรายการเงินเข้าที่เป็นรายได้จริง จากนั้นค่อยแนบ statement ทุกบัญชีตามหลัง วิธีนี้ช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจบริบทเร็วขึ้น ไม่เสียเวลาถามว่าทำไมรายได้บางเดือนหายไป
ข้อควรระวังคืออย่า “ย้ายเส้นทางเงินแบบหักดิบ” ก่อนยื่นในเดือนสุดท้าย เพราะ statement จะดูเปลี่ยนพฤติกรรมทันทีโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือค่อย ๆ รวมตามรอบเวลา (เช่น เริ่มไตรมาสใหม่) หรือถ้าจำเป็นต้องหลายบัญชีจริง ๆ ก็ทำเอกสารสรุปบริบทให้ชัดแทน
สรุปที่ดิฉันได้จากสองเคสนี้
หลายครั้งที่การยื่นสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ช้า ไม่ใช่เพราะกิจการไม่ดี แต่เพราะผู้พิจารณาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ “เส้นทางเงิน” มากเกินไป ถ้าทำให้ยอดขาย↔เงินเข้า “จับคู่ได้” และหลายบัญชี “รวมภาพได้” ตั้งแต่แรก โอกาสถูกขอเอกสารย้อนกลับจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หากต้องเลือกสิ่งที่คุ้มที่สุดในการเตรียมเอกสารเพื่อ กู้sme ให้เดินไว ให้เริ่มจาก 4 รายการนี้
สรุปธุรกิจ 1 หน้า (ทำอะไร/ลูกค้าหลัก/ขอเท่าไร/ใช้ทำอะไร/คืนอย่างไร/ตัวเลขสำคัญ)
Statement 6–12 เดือน
ตาราง “ยอดขาย ↔ เงินเข้า” 1 หน้า
แผนเงินสด 12–24 เดือน (ให้เห็นว่าหลังได้วงเงินแล้วยังจ่ายไหว และมีแผนสำรอง)
1) บสย.ค้ำประกันแล้ว อนุมัติแน่ไหม?
ไม่เสมอไป เพราะค้ำช่วยลดความเสี่ยง แต่ธนาคารยังดูความสามารถชำระหนี้และความโปร่งใสของเอกสารเป็นหลัก
2) ต้องมี statement กี่เดือนถึงยื่นกู้sme ได้?
โดยแนวปฏิบัติทั่วไป 6–12 เดือนช่วยให้พิสูจน์รายได้และจับคู่ยอดขายกับเงินเข้าได้ชัด
3) สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ควรเลือก Term หรือ OD?
ของใช้ยาวให้เหมาะกับ Term ของใช้รายวันให้เหมาะกับ OD ใช้ผิดประเภทมักทำให้ต้นทุนสูงและภาพ DSCR แย่
4) ค่าธรรมเนียมค้ำประกันคิดอย่างไร?
ขึ้นกับโครงการ/ช่วงปี โดย บสย.มีหน้ารวมอัตราค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการตามโครงการให้ตรวจสอบได้
5) มีมาตรการใหม่ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนไหม?
มี เช่น “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ และเริ่ม 15 ม.ค. 2569
การขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้วัดกันที่คำบอกเล่า แต่วัดกันที่ “หลักฐาน” ที่เชื่อมกันได้จริง หากคุณเตรียมเอกสารให้ธนาคารเห็นรายได้ที่พิสูจน์ได้ วางแผนใช้เงินตรงงาน และอธิบายการชำระคืนอย่างเป็นระบบ โอกาส กู้sme และได้ สินเชื่อเงินกู้ ที่เหมาะกับธุรกิจจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คุณสามารถค้นหาจากแหล่งทางการเหล่านี้ (ดูหัวข้อ “โครงการค้ำประกัน”, “ค่าธรรมเนียม/ค่าค้ำ”, “คุณสมบัติผู้ประกอบการ”):
เว็บไซต์/ประกาศทางการของ บสย. (ข้อมูลโครงการค้ำประกันที่เปิดรับ/เงื่อนไข/อัตราค่าค้ำ)
หน้า “สินเชื่อธุรกิจ/SME” ของธนาคารที่คุณสนใจ (รายละเอียด Term/OD/Revolving และเกณฑ์เอกสาร)
เอกสาร/แบบฟอร์มที่ธนาคารส่งให้เมื่อเริ่มกระบวนการยื่น (เป็นแหล่งที่ “ตรงที่สุด” สำหรับเคสของคุณ)