เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
วันที่เผยแพร่ : 14 กุมภาพันธ์ 2569
การนำเข้าสินค้าในปี 2569 เผชิญทั้งความผันผวนของต้นทุน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยน สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างราบรื่นจึงไม่ใช่แค่ “ยอดขาย” แต่คือ “สภาพคล่อง” และ “จังหวะเงินเข้า–เงินออก” ที่สอดคล้องกับรอบการสั่งซื้อจริง บทความนี้สรุปแบบเป็นระบบว่า สินเชื่อเพื่อการนำเข้า คืออะไร, สินเชื่อเพื่อการนำเข้ามีอะไรบ้าง, เปรียบเทียบตัวเลือกยอดนิยม (Commercial Investigation) และแนะแนวสำหรับท่านที่พร้อมยื่นสมัคร (Transactional) โดยใช้ภาษาทางการและเน้นข้อมูลที่นำไปใช้ตัดสินใจได้ทันที
หากต้องการ เงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจนำเข้า สามารถดูรายละเอียดสินเชื่อ SME ได้ที่นี่
ผู้ประกอบการที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์สามารถใช้ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน สำหรับธุรกิจนำเข้า
สินเชื่อเพื่อการนำเข้า คือวงเงินหรือเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการชำระค่าสินค้านำเข้าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงสั่งซื้อ เปิดเงื่อนไขการชำระเงินกับคู่ค้าต่างประเทศ ไปจนถึงช่วงรอขายและเก็บเงินจากลูกค้าในประเทศ โดยเป้าหมายหลักคือทำให้ธุรกิจมี เงินทุน เพียงพอ ไม่สะดุดระหว่างทาง และรักษา เงินทุนหมุนเวียน ให้เหมาะกับรอบนำเข้าจริง
โดยทั่วไป สินเชื่อนำเข้าจะช่วยใน 4 เรื่องสำคัญ
ลดแรงกดดันจากการต้องจ่ายเงินก้อนก่อนขายได้
เพิ่มอำนาจต่อรองเงื่อนไขการชำระเงินกับซัพพลายเออร์
ทำให้วางแผนสต๊อกและการผลิต/กระจายสินค้าได้ต่อเนื่อง
แยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว ลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ถ้าเพิ่งเริ่มทำธุรกิจและยังไม่มีประวัติสินเชื่อ ลองดูคำแนะนำสำหรับ มือใหม่ขอสินเชื่อธุรกิจ และบทความที่เกี่ยวข้อง สินเชื่อเพื่อการส่งออก
หากท่านกำลังค้นหาว่า “สินเชื่อเพื่อการนำเข้ามีอะไรบ้าง” โดยเป้าหมายคือ “เทียบตัวเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ” สามารถเริ่มจาก 6 กลุ่มต่อไปนี้ (ชื่อผลิตภัณฑ์อาจต่างกันตามแต่ละสถาบันการเงิน แต่แนวคิดคล้ายกัน)
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายหลายจุด เช่น ค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ค่าโกดัง และต้องการความยืดหยุ่นสูง
จุดเด่น: เบิกใช้ตามจริง จ่ายดอกเบี้ยตามยอดใช้จริง ช่วยประคองเงินทุนหมุนเวียน
ข้อควรพิจารณา: ต้องบริหารวินัยการคืนวงเงิน และมีเอกสารรายได้/กระแสเงินสดที่ชัดเจน
มีสรุปประเด็นสำคัญสำหรับคนเริ่มกิจการเกี่ยวกับ สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี
เป็นสินเชื่อระยะสั้นเพื่อชำระค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ แล้วธุรกิจทยอยชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด
จุดเด่น: เหมาะเมื่อมีคำสั่งซื้อแน่นอนหรือรอบขายชัด ช่วย “ยืดเวลา” ให้สอดคล้องรอบขาย
ข้อควรพิจารณา: วงเงิน/ระยะเวลา/เงื่อนไขหลักประกันอาจเข้มขึ้นตามความเสี่ยงสินค้าและคู่ค้า
ใช้เมื่อคู่ค้าต่างประเทศต้องการความมั่นใจเรื่องการชำระเงิน โดยธนาคารเป็นตัวกลางรับรองการจ่ายตามเงื่อนไขเอกสาร
จุดเด่น: เพิ่มความน่าเชื่อถือในการซื้อขายระหว่างประเทศ ใช้กับดีลมูลค่าสูงได้
ข้อควรพิจารณา: ต้องจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตามเงื่อนไข L/C และมีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
มักใช้ต่อเนื่องจากธุรกรรมการนำเข้า โดยธุรกิจรับเอกสาร/รับสินค้าเพื่อไปขายก่อน แล้วค่อยชำระคืนตามกำหนด
จุดเด่น: ช่วยผ่อนแรงเงินก้อนช่วงสินค้ามาถึงแต่ยังขายไม่หมด เหมาะกับธุรกิจที่ต้องถือสต๊อก
ข้อควรพิจารณา: ต้องควบคุมสต๊อกและรอบขายให้สอดคล้องกับกำหนดชำระ
บางผู้ให้บริการสามารถประเมินดีลจากเอกสารการค้าจริง เช่น PO/Invoice เพื่อปล่อย เงินทุนหมุนเวียน ตามรอบธุรกรรม
จุดเด่น: เน้น “ดีลจริง” และเอกสารประกอบ ลดภาระการนำเงินก้อนส่วนตัวมาหมุน
ข้อควรพิจารณา: รายละเอียดเอกสารต้องชัด และเงื่อนไขอาจขึ้นกับความน่าเชื่อถือของคู่ค้า/ลูกค้า
ใช้ค้ำประกันการชำระเงินหรือการปฏิบัติตามสัญญา (เช่น มัดจำ/ประกันผลงาน/การส่งมอบ)
จุดเด่น: ช่วยปิดดีลกับคู่ค้าหรือเจ้าของโครงการได้ง่ายขึ้น
ข้อควรพิจารณา: มีค่าธรรมเนียม และมักต้องมีวงเงิน/หลักประกันรองรับ
หมายเหตุเชิงปฏิบัติ: หลายธุรกิจไม่ได้ใช้เพียง “สินเชื่อเพื่อการนำเข้า” แบบเดียว แต่ผสมผสาน เช่น เปิด L/C + ใช้ T/R ระยะสั้น + มี OD เป็นกันชนเงินทุนหมุนเวียน
การเลือก สินเชื่อนำเข้า ที่เหมาะ ไม่ได้ดูแค่ดอกเบี้ย แต่ควรเริ่มจาก 3 คำถามหลัก
ท่านต้อง “จ่ายเงิน” จุดไหนก่อน (ก่อนผลิต/ก่อนส่ง/ตอนถึงท่า/หลังรับของ)?
ท่าน “ขายได้และเก็บเงิน” เมื่อไร (ขายส่ง/ขายปลีก/เครดิตเทอมกี่วัน)?
ความเสี่ยงหลักคืออะไร (อัตราแลกเปลี่ยน สต๊อกค้าง ลูกค้าจ่ายช้า หรือเอกสารไม่ครบ)?
แนวทางจับคู่แบบรวบรัด
ต้องการความยืดหยุ่นสูง ใช้จ่ายหลายรายการ: วงเงินหมุนเวียน/OD
ต้องจ่ายค่าสินค้าเป็นงวดและมีรอบขายชัด: Import Loan
คู่ค้าต่างประเทศต้องการความมั่นใจและดีลมูลค่าสูง: L/C
สินค้าเข้ามาแล้วแต่ต้องใช้เวลาขายก่อน: T/R
มีเอกสารการค้าแน่น PO/Invoice ชัด: Trade/Invoice/Payable Financing
ต้องยื่นค้ำประกันตามสัญญา: Bank Guarantee/SBLC
เพื่อให้การเปรียบเทียบเป็นแบบ Commercial Investigation ที่แท้จริง แนะนำให้ขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายเป็น “รายการ” ไม่ใช่ดูเพียงอัตราดอกเบี้ย โดยมักพบหัวข้อสำคัญ เช่น
อัตราดอกเบี้ย (คงที่/ลอยตัว) และวิธีคิดดอกเบี้ยตามยอดใช้จริง
ค่าธรรมเนียมจัดวงเงิน/ต่ออายุวงเงิน/ค่าบริหารวงเงิน
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการค้า (เช่น L/C, แก้ไข L/C, ตรวจเอกสาร, รับรองเอกสาร)
ค่าใช้จ่ายประเมินหลักประกัน/จดจำนอง/ค่าเอกสารทางกฎหมาย (ถ้ามี)
เงื่อนไขชำระก่อนกำหนด และค่าปรับ (ถ้ามี)
เคล็ดลับ: ให้ขอ “ตัวอย่างคำนวณ” จากยอดนำเข้าจริง 1 รอบ เพื่อเทียบต้นทุนทั้งรอบธุรกรรม จะเห็นภาพชัดกว่าดูเปอร์เซ็นต์แยกส่วน
การอนุมัติ สินเชื่อเพื่อการนำเข้า มักพิจารณาจาก “ความสามารถชำระคืน” และ “ความเสี่ยงของธุรกรรม” ซึ่งอาจรวมถึง
ประวัติการดำเนินธุรกิจและประสบการณ์ด้านนำเข้า
รายได้ กำไร กระแสเงินสด และภาระหนี้รวม
ประวัติเครดิตและวินัยการชำระหนี้
หลักประกัน (ถ้ามี) หรือความแข็งแรงของเอกสารการค้า
ความน่าเชื่อถือของคู่ค้าต่างประเทศ/เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้างการรับเงินจากลูกค้า (เครดิตเทอม/ความสม่ำเสมอของยอดขาย)
หากท่านเป็นผู้ประกอบการที่เริ่มนำเข้าใหม่ ควรเตรียม “เหตุผลเชิงธุรกิจ” ให้ชัด เช่น แผนการขาย สัญญาซื้อขาย ช่องทางจำหน่าย และแผนบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
เพื่อให้กระบวนการพิจารณารวดเร็วขึ้น แนะนำให้เตรียมเอกสารเป็นชุด ดังนี้
เอกสารนิติบุคคล/ทะเบียนพาณิชย์/หนังสือรับรอง/วัตถุประสงค์บริษัท
งบการเงิน หรือรายการเดินบัญชี (ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด)
รายการภาษี/เอกสารรายได้ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
เอกสารการค้า: ใบสั่งซื้อ (PO), Proforma Invoice/Commercial Invoice, สัญญาซื้อขาย
หลักฐานการนำเข้าที่ผ่านมา (ถ้ามี) เช่น ใบขน/เอกสารขนส่ง
ข้อมูลคู่ค้า: รายละเอียดซัพพลายเออร์ เงื่อนไขการชำระเงิน ระยะเวลาผลิต/ส่งมอบ
ข้อมูลลูกค้าในประเทศ: เงื่อนไขเครดิตเทอม คำสั่งซื้อ แผนการกระจายสินค้า
สำหรับท่านที่มีความพร้อมเชิงเอกสารและต้องการเดินหน้า (Transactional) สามารถยึดขั้นตอนมาตรฐานต่อไปนี้
ประเมินความต้องการจริง: ยอดนำเข้าต่อรอบ ระยะเวลาขาย และช่องว่างเงินทุนหมุนเวียน
เลือกประเภทสินเชื่อนำเข้า 1–2 แบบที่ตรงกับจังหวะเงิน
เตรียมเอกสารธุรกิจและเอกสารการค้าให้ครบถ้วน
ยื่นขอวงเงินและให้ข้อมูลประกอบ (รวมถึงแผนบริหารความเสี่ยง)
รับข้อเสนอ เงื่อนไขวงเงิน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และหลักประกัน
ลงนามสัญญา/จัดทำหลักประกัน (หากมี)
เบิกใช้ตามรอบนำเข้า และติดตามกำหนดชำระอย่างเคร่งครัด
ข้อสังเกต: หากธุรกิจมีหลายสกุลเงิน ควรวางแผนคู่กับเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กำไรจากการขายถูกกระทบจากความผันผวน
เพื่อให้เทียบตัวเลือกได้ “ครบด้าน” แนะนำให้ถามอย่างน้อย 10 ข้อนี้
วงเงินอนุมัติพิจารณาจากอะไร (ยอดขาย/งบ/เอกสารการค้า/หลักประกัน)?
ใช้วงเงินได้กับค่าใช้จ่ายใดบ้าง (ค่าสินค้า โลจิสติกส์ ภาษี)?
ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดต่อรอบนำเข้าเท่าใด
คิดดอกเบี้ยจาก “ยอดใช้จริง” หรือ “ยอดวงเงิน”
มีค่าธรรมเนียมแฝงใดบ้าง (จัดวงเงิน ต่ออายุ เอกสารการค้า)
สามารถเพิ่มวงเงินตามฤดูกาลได้หรือไม่ และต้องใช้เงื่อนไขใด
กรณีลูกค้าจ่ายช้า มีทางเลือกปรับโครงสร้างรอบชำระหรือไม่
ต้องใช้หลักประกันประเภทใด และประเมินมูลค่าอย่างไร
เงื่อนไขผิดนัด/ค่าปรับ/การเรียกคืนวงเงินเป็นอย่างไร
มีผู้เชี่ยวชาญดูแลธุรกรรมการค้า (Trade) และช่วยตรวจเอกสารหรือไม่
เมื่อได้รับ เงินทุนหมุนเวียน แล้ว สิ่งสำคัญคือ “วินัยการใช้วงเงิน” เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินต่ำและเครดิตธุรกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กำหนด “เพดานใช้วงเงิน” ต่อรอบนำเข้า ไม่ใช้จนเต็มโดยไม่มีแผนคืน
ผูกกำหนดชำระหนี้กับกำหนดเก็บเงินจากลูกค้าอย่างเป็นระบบ
แยกบัญชีรับ–จ่ายของธุรกิจให้ชัด ลดรายการปะปนที่อธิบายไม่ได้
ติดตามสต๊อกหมุนช้า และปรับแผนการสั่งซื้อให้เหมาะกับยอดขายจริง
จัดทำรายงานกระแสเงินสด (Cash Flow) รายเดือนอย่างสม่ำเสมอ
ถาม: สินเชื่อเพื่อการนำเข้า กับ OD ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: OD เน้นความยืดหยุ่นในการเบิกใช้ระยะสั้น ส่วนสินเชื่อเพื่อการนำเข้า (เช่น Import Loan, T/R, L/C) มักผูกกับธุรกรรมการค้าและเอกสารนำเข้า ทำให้เหมาะกับการบริหารรอบนำเข้าโดยตรง
ถาม: หากเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ ขอสินเชื่อนำเข้าได้หรือไม่?
ตอบ: โดยหลักสามารถขอได้ แต่ควรเตรียมแผนธุรกิจ เอกสารคำสั่งซื้อ ช่องทางจำหน่าย และเหตุผลเชิงการเงินให้ชัด เพื่อแสดงความสามารถชำระคืนและความเป็นไปได้ของดีล
ถาม: ต้องมีหลักประกันทุกกรณีหรือไม่?
ตอบ: ไม่จำเป็นทุกกรณี ทั้งนี้ขึ้นกับประเภทสินเชื่อ ความเสี่ยงธุรกรรม และนโยบายผู้ให้บริการ บางกรณีอาจเน้นเอกสารการค้าและกระแสเงินสดเป็นหลัก
ถาม: จะเลือกสินเชื่อเพื่อการนำเข้าประเภทไหนให้เหมาะที่สุด?
ตอบ: ให้เริ่มจากรอบเงินจริงของท่าน (จ่ายเมื่อไร–ขายเมื่อไร–เก็บเงินเมื่อไร) แล้วจึงเลือกสินเชื่อที่ “ยืดเวลา” ได้ตรงจุด พร้อมเทียบต้นทุนรวมทั้งรอบธุรกรรม
ถาม: ปี 2569 ควรระวังประเด็นใดเป็นพิเศษ?
ตอบ: ควรให้ความสำคัญกับความผันผวนของต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเงื่อนไขคู่ค้าและเวลาขนส่งที่อาจเปลี่ยนแปลง ควรวางแผนเงินทุนหมุนเวียนเผื่อกรณีสินค้าถึงช้าหรือขายช้ากว่าคาด
หากท่านกำลังเปรียบเทียบตัวเลือก สินเชื่อเพื่อการนำเข้า ในปี 2569 ให้ยึดหลักว่า “สินเชื่อที่ดี” คือสินเชื่อที่สอดคล้องกับรอบนำเข้า–รอบขาย ลดภาระเงินก้อน และมีต้นทุนรวมทั้งดีลที่คาดการณ์ได้ เมื่อได้ตัวเลือกที่เหมาะแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสมัคร พร้อมเตรียมเอกสารการค้าและแผนกระแสเงินสดให้ครบ จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติและทำให้การใช้ เงินทุน และ เงินทุนหมุนเวียน มีประสิทธิภาพสูงสุด
หากท่านต้องการให้ที่ปรึกษาติดต่อกลับเพื่อประเมินประเภทสินเชื่อนำเข้าที่เหมาะกับธุรกิจของท่าน สามารถเพิ่มปุ่ม/ฟอร์ม “ขอคำปรึกษา” และแนบข้อมูลรอบนำเข้า (ยอดต่อรอบ–เครดิตเทอม–สกุลเงิน) เพื่อให้ประเมินได้รวดเร็ว
เกี่ยวกับผู้เขียน
สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบัน Financial Advisor เชี่ยวชาญการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ
ยืนยันตัวตน/ผลงาน:ThaiMOOC Profile|LinkedIn
ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management