เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 13 พฤษภาคม 2569
การนำเข้าสินค้าในปี 2569 ไม่ได้ท้าทายเฉพาะเรื่องการหาซัพพลายเออร์ต่างประเทศหรือการเจรจาราคาสินค้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องบริหารให้แม่นยำคือ “จังหวะเงิน” ตั้งแต่วันจ่ายมัดจำ วันชำระค่าสินค้า วันของถึงไทย วันจ่ายภาษีและค่าขนส่ง ไปจนถึงวันที่ขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้าได้จริง
บทความนี้จึงถูกจัดทำเป็น หน้าหลักของชุดความรู้เรื่องสินเชื่อเพื่อการนำเข้า สำหรับเจ้าของกิจการ SME ผู้นำเข้าสินค้า ธุรกิจค้าส่ง และผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อใช้หมุนรอบนำเข้า โดยเนื้อหาจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมว่า สินเชื่อเพื่อการนำเข้า คืออะไร มีประเภทใดบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน และควรอ่านบทความเจาะลึกหน้าใดต่อก่อนตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อเงินกู้หรือวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
หากต้องการ เงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจนำเข้า สามารถดูรายละเอียดสินเชื่อ SME ได้ที่นี่
ผู้ประกอบการที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์สามารถใช้ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน สำหรับธุรกิจนำเข้า
บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของสินเชื่อเพื่อการนำเข้า ก่อนเลือกแหล่งเงินทุนหรือเตรียมเอกสารยื่นขอวงเงิน โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
เจ้าของกิจการ SME ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นประจำ
ธุรกิจค้าส่งที่ต้องสั่งสินค้าล่วงหน้าและถือสต๊อกก่อนขาย
ผู้ประกอบการที่ต้องจ่ายค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี อากร หรือค่าเคลียร์สินค้าก่อนเก็บเงินจากลูกค้า
ธุรกิจที่กำลังเปรียบเทียบว่า ควรใช้ Import Financing, Trust Receipt, Letter of Credit, Invoice Financing หรือ Working Capital
ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจภาพรวมก่อนคุยกับธนาคาร สถาบันการเงิน หรือที่ปรึกษาด้านสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
สินเชื่อเพื่อการนำเข้า คือวงเงินหรือเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการชำระค่าสินค้านำเข้าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงสั่งซื้อ เปิดเงื่อนไขการชำระเงินกับคู่ค้าต่างประเทศ ไปจนถึงช่วงรอขายและเก็บเงินจากลูกค้าในประเทศ โดยเป้าหมายหลักคือทำให้ธุรกิจมี เงินทุน เพียงพอ ไม่สะดุดระหว่างทาง และรักษา เงินทุนหมุนเวียน ให้เหมาะกับรอบนำเข้าจริง
โดยทั่วไป สินเชื่อนำเข้าจะช่วยใน 4 เรื่องสำคัญ
ลดแรงกดดันจากการต้องจ่ายเงินก้อนก่อนขายได้
เพิ่มอำนาจต่อรองเงื่อนไขการชำระเงินกับซัพพลายเออร์
ทำให้วางแผนสต๊อกและการผลิต/กระจายสินค้าได้ต่อเนื่อง
แยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว ลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ถ้าเพิ่งเริ่มทำธุรกิจและยังไม่มีประวัติสินเชื่อ ลองดูคำแนะนำสำหรับ มือใหม่ขอสินเชื่อธุรกิจ และบทความที่เกี่ยวข้อง สินเชื่อเพื่อการส่งออก
สินเชื่อเพื่อการนำเข้าไม่ได้มีรูปแบบเดียว เพราะแต่ละธุรกิจมีจังหวะเงินไม่เหมือนกัน บางกิจการต้องการเงินไปชำระค่าสินค้าก่อน บางกิจการต้องการรับของออกมาก่อนเพื่อขายต่อ บางกิจการต้องการให้ธนาคารช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับ Supplier ต่างประเทศ ส่วนบางกิจการมี Invoice หรือเอกสารการค้าชัดเจนแล้ว แต่ยังขาดเงินทุนหมุนเวียนระหว่างรอบนำเข้า
เพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น สามารถมองสินเชื่อสำหรับธุรกิจนำเข้าออกเป็น 5 กลุ่มหลักดังนี้
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องจ่ายค่าสินค้าให้ Supplier ต่างประเทศก่อนสินค้าเข้ามาขาย หรือมีรอบสั่งซื้อเป็นล็อตและต้องการเงินทุนระยะสั้นมาช่วยปิดช่องว่างระหว่าง “จ่ายก่อน” กับ “ขายและเก็บเงินทีหลัง”
เหมาะกับธุรกิจที่สินค้าเดินทางมาถึงแล้ว ต้องการรับเอกสารหรือรับสินค้าออกมาก่อน เพื่อนำไปขาย กระจายสินค้า หรือส่งต่อให้ลูกค้า แล้วค่อยชำระคืนธนาคารตามกำหนด เหมาะกับธุรกิจที่มีรอบขายชัด แต่เงินสดยังไม่กลับเข้ามาทันที
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าต่างประเทศ โดยให้ธนาคารเข้ามาเป็นตัวกลางรับรองการชำระเงินตามเงื่อนไขเอกสาร L/C มักเหมาะกับดีลมูลค่าสูง คู่ค้าใหม่ หรือกรณีที่ Supplier ต้องการความมั่นใจก่อนผลิตหรือส่งสินค้า
เหมาะกับธุรกิจที่มีเอกสารการค้าชัดเจน เช่น Proforma Invoice, Commercial Invoice, Purchase Order หรือสัญญาซื้อขาย และต้องการใช้เอกสารเหล่านี้ประกอบการขอสินเชื่อเงินกู้หรือวงเงินระยะสั้นตามดีลนำเข้าจริง
เหมาะกับธุรกิจที่ไม่ได้ติดเฉพาะค่าสินค้า แต่ติดเงินหมุนทั้งระบบ เช่น ค่ามัดจำ ค่าขนส่ง ภาษี อากร ค่าโกดัง ค่าเคลียร์สินค้า และเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้าในประเทศ Working Capital จึงเหมาะกับกิจการที่ต้องการรักษาสภาพคล่องของธุรกิจนำเข้าให้ไม่สะดุด
โดยสรุป หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากสินเชื่อประเภทใด ให้เริ่มจากการดูว่า “เงินขาดตรงจุดไหน” ของรอบนำเข้า เพราะสินเชื่อที่เหมาะสมไม่ใช่สินเชื่อที่วงเงินสูงที่สุดเสมอไป แต่คือสินเชื่อที่ตรงกับจังหวะเงินของธุรกิจมากที่สุด
การเลือกสินเชื่อเพื่อการนำเข้าไม่ควรดูแค่ชื่อผลิตภัณฑ์หรือดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ควรเริ่มจากการดูว่า “ธุรกิจขาดเงินตรงจุดไหนของรอบนำเข้า” เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทเหมาะกับปัญหาคนละแบบ
หากธุรกิจต้องจ่ายค่าสินค้าให้ Supplier ต่างประเทศก่อนสินค้าเข้ามาขาย Import Financing จะเหมาะกับการใช้เป็นเงินทุนชำระค่าสินค้านำเข้า โดยเฉพาะธุรกิจค้าส่งหรือ SME นำเข้าสินค้าที่มีรอบสั่งซื้อเป็นล็อต และต้องการเงินทุนระยะสั้นมาช่วยไม่ให้กระทบเงินสดของกิจการ
หากสินค้ามาถึงแล้ว แต่ต้องการรับของออกมาก่อนเพื่อนำไปขายหรือส่งต่อให้ลูกค้า Trust Receipt หรือ T/R อาจเหมาะกว่า เพราะช่วยให้ธุรกิจรับสินค้าไปขายก่อน แล้วค่อยชำระคืนธนาคารตามระยะเวลาที่กำหนด เหมาะกับกิจการที่มีรอบขายค่อนข้างชัดเจน
หากต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับ Supplier ต่างประเทศ Letter of Credit หรือ L/C เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ธนาคารเข้ามารับรองการชำระเงินตามเงื่อนไขเอกสาร เหมาะกับดีลมูลค่าสูง คู่ค้าใหม่ หรือกรณีที่ Supplier ต้องการความมั่นใจก่อนส่งสินค้า
หากธุรกิจมีเอกสารการค้าชัดเจน เช่น Invoice, Proforma Invoice หรือ Purchase Order Import Invoice Financing อาจเหมาะกับการใช้เอกสารเหล่านี้ประกอบการขอสินเชื่อเงินกู้ตามดีลนำเข้าจริง
ส่วนกรณีที่ธุรกิจไม่ได้ขาดเงินเฉพาะค่าสินค้า แต่มีเงินจมหลายจุด เช่น ค่าขนส่ง ภาษี อากร ค่าโกดัง และเครดิตเทอมลูกค้า ควรมองเรื่อง Working Capital หรือเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจนำเข้า เพื่อรักษาสภาพคล่องทั้งระบบ
สรุปคือ สินเชื่อที่เหมาะสมไม่ใช่สินเชื่อที่วงเงินสูงที่สุดเสมอไป แต่คือสินเชื่อที่ตรงกับจังหวะเงินของธุรกิจ มีเอกสารรองรับชัดเจน และสามารถอธิบายแหล่งเงินทุนได้ว่าเงินที่ขอจะนำไปใช้ตรงไหน และจะชำระคืนจากรายได้ส่วนใดของกิจการ
เพื่อให้การเปรียบเทียบเป็นแบบ Commercial Investigation ที่แท้จริง แนะนำให้ขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายเป็น “รายการ” ไม่ใช่ดูเพียงอัตราดอกเบี้ย โดยมักพบหัวข้อสำคัญ เช่น
อัตราดอกเบี้ย (คงที่/ลอยตัว) และวิธีคิดดอกเบี้ยตามยอดใช้จริง
ค่าธรรมเนียมจัดวงเงิน/ต่ออายุวงเงิน/ค่าบริหารวงเงิน
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการค้า (เช่น L/C, แก้ไข L/C, ตรวจเอกสาร, รับรองเอกสาร)
ค่าใช้จ่ายประเมินหลักประกัน/จดจำนอง/ค่าเอกสารทางกฎหมาย (ถ้ามี)
เงื่อนไขชำระก่อนกำหนด และค่าปรับ (ถ้ามี)
เคล็ดลับ: ให้ขอ “ตัวอย่างคำนวณ” จากยอดนำเข้าจริง 1 รอบ เพื่อเทียบต้นทุนทั้งรอบธุรกรรม จะเห็นภาพชัดกว่าดูเปอร์เซ็นต์แยกส่วน
การอนุมัติ สินเชื่อเพื่อการนำเข้า มักพิจารณาจาก “ความสามารถชำระคืน” และ “ความเสี่ยงของธุรกรรม” ซึ่งอาจรวมถึง
ประวัติการดำเนินธุรกิจและประสบการณ์ด้านนำเข้า
รายได้ กำไร กระแสเงินสด และภาระหนี้รวม
ประวัติเครดิตและวินัยการชำระหนี้
หลักประกัน (ถ้ามี) หรือความแข็งแรงของเอกสารการค้า
ความน่าเชื่อถือของคู่ค้าต่างประเทศ/เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้างการรับเงินจากลูกค้า (เครดิตเทอม/ความสม่ำเสมอของยอดขาย)
หากท่านเป็นผู้ประกอบการที่เริ่มนำเข้าใหม่ ควรเตรียม “เหตุผลเชิงธุรกิจ” ให้ชัด เช่น แผนการขาย สัญญาซื้อขาย ช่องทางจำหน่าย และแผนบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
โดยทั่วไป การขอสินเชื่อเพื่อการนำเข้ามักต้องใช้เอกสาร 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารธุรกิจ เอกสารการเงิน และเอกสารการค้า แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียง “มีเอกสารครบ” แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาเห็นความเชื่อมโยงของดีลได้ว่า เงินออกเมื่อไร จ่ายให้ใคร สินค้าอะไร ของถึงเมื่อไร และธุรกิจจะเก็บเงินกลับมาอย่างไร
เอกสารเบื้องต้นที่ควรเตรียม ได้แก่
หนังสือรับรองบริษัท หรือเอกสารจดทะเบียนธุรกิจ
Statement หรือข้อมูลรายได้ของกิจการ
งบการเงินหรือข้อมูลภาษีที่เกี่ยวข้อง
Purchase Order, Proforma Invoice, Commercial Invoice หรือ Sales Contract
เอกสารขนส่ง เช่น B/L หรือ AWB ถ้ามี
ข้อมูล Supplier และเงื่อนไขการชำระเงิน
ข้อมูลลูกค้าในประเทศหรือช่องทางขายสินค้า
สำหรับท่านที่มีความพร้อมเชิงเอกสารและต้องการเดินหน้า (Transactional) สามารถยึดขั้นตอนมาตรฐานต่อไปนี้
ประเมินความต้องการจริง: ยอดนำเข้าต่อรอบ ระยะเวลาขาย และช่องว่างเงินทุนหมุนเวียน
เลือกประเภทสินเชื่อนำเข้า 1–2 แบบที่ตรงกับจังหวะเงิน
เตรียมเอกสารธุรกิจและเอกสารการค้าให้ครบถ้วน
ยื่นขอวงเงินและให้ข้อมูลประกอบ (รวมถึงแผนบริหารความเสี่ยง)
รับข้อเสนอ เงื่อนไขวงเงิน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และหลักประกัน
ลงนามสัญญา/จัดทำหลักประกัน (หากมี)
เบิกใช้ตามรอบนำเข้า และติดตามกำหนดชำระอย่างเคร่งครัด
ข้อสังเกต: หากธุรกิจมีหลายสกุลเงิน ควรวางแผนคู่กับเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กำไรจากการขายถูกกระทบจากความผันผวน
เพื่อให้เทียบตัวเลือกได้ “ครบด้าน” แนะนำให้ถามอย่างน้อย 10 ข้อนี้
วงเงินอนุมัติพิจารณาจากอะไร (ยอดขาย/งบ/เอกสารการค้า/หลักประกัน)?
ใช้วงเงินได้กับค่าใช้จ่ายใดบ้าง (ค่าสินค้า โลจิสติกส์ ภาษี)?
ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดต่อรอบนำเข้าเท่าใด
คิดดอกเบี้ยจาก “ยอดใช้จริง” หรือ “ยอดวงเงิน”
มีค่าธรรมเนียมแฝงใดบ้าง (จัดวงเงิน ต่ออายุ เอกสารการค้า)
สามารถเพิ่มวงเงินตามฤดูกาลได้หรือไม่ และต้องใช้เงื่อนไขใด
กรณีลูกค้าจ่ายช้า มีทางเลือกปรับโครงสร้างรอบชำระหรือไม่
ต้องใช้หลักประกันประเภทใด และประเมินมูลค่าอย่างไร
เงื่อนไขผิดนัด/ค่าปรับ/การเรียกคืนวงเงินเป็นอย่างไร
มีผู้เชี่ยวชาญดูแลธุรกรรมการค้า (Trade) และช่วยตรวจเอกสารหรือไม่
เมื่อได้รับ เงินทุนหมุนเวียน แล้ว สิ่งสำคัญคือ “วินัยการใช้วงเงิน” เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินต่ำและเครดิตธุรกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กำหนด “เพดานใช้วงเงิน” ต่อรอบนำเข้า ไม่ใช้จนเต็มโดยไม่มีแผนคืน
ผูกกำหนดชำระหนี้กับกำหนดเก็บเงินจากลูกค้าอย่างเป็นระบบ
แยกบัญชีรับ–จ่ายของธุรกิจให้ชัด ลดรายการปะปนที่อธิบายไม่ได้
ติดตามสต๊อกหมุนช้า และปรับแผนการสั่งซื้อให้เหมาะกับยอดขายจริง
จัดทำรายงานกระแสเงินสด (Cash Flow) รายเดือนอย่างสม่ำเสมอ
หากเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มนำเข้าสินค้า ยังไม่มีประวัติ shipment ย้อนหลัง หรือกำลังจะทำดีลนำเข้ารอบแรก สิ่งสำคัญคือไม่ควรเริ่มจากการขอวงเงินสูงที่สุด แต่ควรเริ่มจากการทำให้แหล่งเงินทุนเห็นว่า ดีลนี้มีอยู่จริง รอบเงินอธิบายได้ และวงเงินที่ขอมีเหตุผล
สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ควรเตรียมข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ก่อนยื่น
มูลค่าสินค้าต่อ shipment
เงื่อนไขการจ่ายเงินให้ Supplier
ระยะเวลาผลิตและขนส่งสินค้า
ค่าใช้จ่ายปลายทาง เช่น ภาษี อากร ค่าขนส่ง และค่าเคลียร์สินค้า
ช่องทางขายหรือหลักฐานคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศ
แผนคืนเงินหรือรอบเก็บเงินจากลูกค้า
หากต้องการดูวิธีคำนวณวงเงินสำหรับดีลแรกโดยละเอียด แนะนำให้อ่านบทความ สินเชื่อเพื่อการนำเข้าสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่
ถาม: สินเชื่อเพื่อการนำเข้า กับ OD ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: OD เน้นความยืดหยุ่นในการเบิกใช้ระยะสั้น ส่วนสินเชื่อเพื่อการนำเข้า (เช่น Import Loan, T/R, L/C) มักผูกกับธุรกรรมการค้าและเอกสารนำเข้า ทำให้เหมาะกับการบริหารรอบนำเข้าโดยตรง
ถาม: หากเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ ขอสินเชื่อนำเข้าได้หรือไม่?
ตอบ: โดยหลักสามารถขอได้ แต่ควรเตรียมแผนธุรกิจ เอกสารคำสั่งซื้อ ช่องทางจำหน่าย และเหตุผลเชิงการเงินให้ชัด เพื่อแสดงความสามารถชำระคืนและความเป็นไปได้ของดีล
ถาม: ต้องมีหลักประกันทุกกรณีหรือไม่?
ตอบ: ไม่จำเป็นทุกกรณี ทั้งนี้ขึ้นกับประเภทสินเชื่อ ความเสี่ยงธุรกรรม และนโยบายผู้ให้บริการ บางกรณีอาจเน้นเอกสารการค้าและกระแสเงินสดเป็นหลัก
ถาม: จะเลือกสินเชื่อเพื่อการนำเข้าประเภทไหนให้เหมาะที่สุด?
ตอบ: ให้เริ่มจากรอบเงินจริงของท่าน (จ่ายเมื่อไร–ขายเมื่อไร–เก็บเงินเมื่อไร) แล้วจึงเลือกสินเชื่อที่ “ยืดเวลา” ได้ตรงจุด พร้อมเทียบต้นทุนรวมทั้งรอบธุรกรรม
ถาม: ปี 2569 ควรระวังประเด็นใดเป็นพิเศษ?
ตอบ: ควรให้ความสำคัญกับความผันผวนของต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเงื่อนไขคู่ค้าและเวลาขนส่งที่อาจเปลี่ยนแปลง ควรวางแผนเงินทุนหมุนเวียนเผื่อกรณีสินค้าถึงช้าหรือขายช้ากว่าคาด
หากท่านกำลังเปรียบเทียบตัวเลือก สินเชื่อเพื่อการนำเข้า ในปี 2569 ให้ยึดหลักว่า “สินเชื่อที่ดี” คือสินเชื่อที่สอดคล้องกับรอบนำเข้า–รอบขาย ลดภาระเงินก้อน และมีต้นทุนรวมทั้งดีลที่คาดการณ์ได้ เมื่อได้ตัวเลือกที่เหมาะแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสมัคร พร้อมเตรียมเอกสารการค้าและแผนกระแสเงินสดให้ครบ จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติและทำให้การใช้ เงินทุน และ เงินทุนหมุนเวียน มีประสิทธิภาพสูงสุด
หากท่านต้องการให้ที่ปรึกษาติดต่อกลับเพื่อประเมินประเภทสินเชื่อนำเข้าที่เหมาะกับธุรกิจของท่าน สามารถเพิ่มปุ่ม/ฟอร์ม “ขอคำปรึกษา” และแนบข้อมูลรอบนำเข้า (ยอดต่อรอบ–เครดิตเทอม–สกุลเงิน) เพื่อให้ประเมินได้รวดเร็ว
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา