เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 28 มีนาคม 2569
ในปี 2569 สิ่งที่ดิฉันเจอบ่อยจากเจ้าของกิจการคือ ธุรกิจยังขายได้ ยังมีรายรับ แต่เงินในมือกลับน้อยกว่าที่ควรเป็น พอไล่ดูจริง ๆ สาเหตุไม่ได้มาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาระหนี้หลายก้อนที่กระจายอยู่คนละบัญชี ทั้งสินเชื่อธุรกิจเดิม วงเงินหมุนเวียน OD บัตรธุรกิจ หรือสินเชื่อระยะสั้น ทำให้แต่ละเดือนต้องจ่ายหลายทางจนเงินสดในกิจการหายไปกับค่างวดมากเกินไป
สำหรับการ รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME ไม่ใช่แค่การย้ายหนี้ไปธนาคารใหม่ แต่เป็นวิธีทำให้ภาระรายเดือนเบาลง บริหารหนี้ง่ายขึ้น และในบางเคสยังเปิดโอกาสให้มี วงเงินใหม่ภายใต้หลักประกัน เพิ่มเข้ามาเป็นทุนหมุนเวียนได้ด้วย หากมูลค่าหลักประกัน รายได้กิจการ และเครดิตอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารรับได้ โดย SCB ระบุชัดว่าสินเชื่อธุรกิจรีไฟแนนซ์ใช้เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือขยายกิจการได้ วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท และในบางกรณีให้วงเงินได้สูงสุด 300% ของหลักประกัน ขณะที่ ttb ก็ระบุว่าใช้รีไฟแนนซ์เพื่อเสริมสภาพคล่องและต่อยอดธุรกิจได้เช่นกัน
ถ้ากิจการมีทรัพย์ค้ำประกัน การดูทางเลือกของ สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กันจะช่วยให้เห็นภาพวงเงินชัดขึ้น
เคสนี้เป็นเจ้าของกิจการโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างห้องน้ำ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน จังหวัดชลบุรี ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 2 ปี มีรายรับเข้าต่อเนื่อง และมีหลักทรัพย์ที่สามารถนำมายื่นเป็นหลักประกันกับธนาคารได้
ภาระก่อนรีไฟแนนซ์ 💸
สินเชื่อธุรกิจเดิมแบบมีหลักประกัน คงเหลือ 1,800,000 บาท ผ่อนเดือนละ 28,000 บาท
วงเงิน OD คงค้างประมาณ 250,000 บาท ภาระจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 8,500 บาท
สินเชื่อประเภท clean loan คงเหลือประมาณ 320,000 บาท ผ่อนเดือนละ 11,500 บาท
รวมภาระทั้งหมดประมาณ 48,000 บาทต่อเดือน 📌
ตอนที่ดิฉันเริ่มดูเคสนี้ ดิฉันไม่ได้มองแค่ว่าจะรีไฟแนนซ์เพื่อปิดสินเชื่อเดิมอย่างไร แต่ดูต่อว่าหลักประกันที่ลูกค้ามี ซึ่งมีมูลค่าประเมินประมาณ 3,500,000 บาท สามารถรองรับ วงเงินใหม่ภายใต้หลักประกัน ได้มากกว่ายอดหนี้เดิมหรือไม่ เพราะถ้าธนาคารประเมินหลักทรัพย์แล้วรับมูลค่าได้เหมาะสม และเห็นว่ารายได้ของกิจการยังรองรับภาระใหม่ไหว วงเงินใหม่ก็สามารถสูงพอที่จะปิดหนี้ก้อนอื่นเพิ่มได้
แนวทางที่ดิฉันวางในเคสนี้ คือใช้สินเชื่อรีไฟแนนซ์แบบมีหลักประกันเป็นก้อนหลัก เพื่อปิดหนี้
สินเชื่อธุรกิจเดิม 1,800,000 บาท
หนี้ OD ประมาณ 250,000 บาท
clean loan อีกประมาณ 320,000 บาท
รวมยอดหนี้ที่ต้องการปิดอยู่ที่ประมาณ 2,370,000 บาท และเมื่อธนาคารอนุมัติวงเงินใหม่สูงกว่ายอดนี้ ลูกค้าก็จะมีโอกาสเหลือ หลังจากตัดหนี้สินเชื่อทั้งหมด มีเงินก้อนส่วนเพิ่มประมาณ 300,000–400,000 บาท ไว้ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ เช่น ซื้อวัตถุดิบ เติมสต๊อกสินค้า จ่ายซัพพลายเออร์ หรือรองรับออเดอร์ใหม่
จุดสำคัญของเคสนี้คือ หลังรีไฟแนนซ์แล้ว ลูกค้าไม่ต้องแบกรับภาระจาก OD และ clean loan แยกอีกต่อไป ทำให้จากเดิมที่ต้องจ่ายรวมประมาณ 48,000 บาทต่อเดือน เปลี่ยนมาเป็นการผ่อนก้อนใหม่ทางเดียวในระดับประมาณ 24,000–30,000 บาทต่อเดือน ตามวงเงินที่อนุมัติ ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขของธนาคาร
ผลลัพธ์หลังวางแผนรีไฟแนนซ์
ก่อนทำ ➡️ จ่ายรวมประมาณ 48,000 บาท/เดือน 💸
หลังทำ ➡️ เหลือจ่ายประมาณ 24,000–30,000 บาท/เดือน ✅
พร้อมมีเงินก้อนเพิ่มประมาณ 300,000–400,000 บาท ไว้หมุนในกิจการ ✅
สำหรับดิฉัน นี่คือความต่างของการรีไฟแนนซ์ที่วางแผนดี เพราะไม่ได้ช่วยแค่รวมหนี้หลายก้อนให้เหลือผ่อนทางเดียว แต่ยังช่วยลดภาระรายเดือน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจมีเงินก้อนกลับมาใช้หมุนเวียนได้จริง
ในหลายกรณี การ รวมหนี้ธุรกิจหลายก้อนให้เป็นก้อนเดียว ช่วยให้บริหารเงินสดง่ายขึ้น
จากที่ดิฉันเจอจริง คนที่เหมาะกับการ รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME มักเป็นเจ้าของกิจการที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้
ผ่อนหลายธนาคาร หลายบัญชี จนคุมกระแสเงินสดยาก
ดอกเบี้ยหนี้บางก้อนสูงเกินไป
มีหลักประกัน แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มมูลค่า
อยากลดเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือน เพื่อให้ธุรกิจมีเงินหมุน
อยากปิดหนี้เดิม แล้วจัดการการเงินให้เบากว่าเดิม
แต่ถ้าธุรกิจมีปัญหาค้างชำระหนัก บัญชีไม่เดิน รายรับไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีแผนชัดว่าจะกู้ใหม่ไปเพื่ออะไร การยื่นหลายธนาคารพร้อมกันโดยไม่มีแผนจะยิ่งทำให้ภาพเครดิตเสียจังหวะมากขึ้น
ถ้ากำลังมองหา สินเชื่อ SME เพื่อรีไฟแนนซ์ ดิฉันแนะนำว่าอย่าดูแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ให้ดูด้วยว่าธนาคารนั้นเด่นเรื่องอะไร เช่น วงเงินสูง ระยะเวลาผ่อนนาน ความยืดหยุ่นของผลิตภัณฑ์ หรือโอกาสได้วงเงินเพิ่มภายใต้หลักประกัน
SCB เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรีไฟแนนซ์แบบมีหลักประกัน และอยากมีโอกาสขอวงเงินเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องหรือขยายกิจการ หน้าเว็บระบุวงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น MRR-0.5% ต่อปี และระบุว่าสามารถให้วงเงินได้สูงสุด 300% ของหลักประกัน ในบางกรณี คุณสมบัติสำคัญคือทำธุรกิจอย่างน้อย 3 ปี รายได้ต่อปีไม่เกิน 75 ล้านบาท และต้องใช้หลักประกันอสังหาริมทรัพย์ที่ปลอดภาระ
ในมุมของดิฉัน ถ้าเป็นเคสที่ต้องการทั้งปิดหนี้เดิมและอยากมีเงินก้อนเหลือไว้หมุนธุรกิจ SCB เป็นธนาคารที่ควรหยิบขึ้นมาเทียบตั้งแต่ต้น เพราะหน้าเว็บสื่อสารเรื่องวงเงินภายใต้หลักประกันค่อนข้างชัด
ttb เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรวมหนี้เดิม และอยากได้ระยะเวลาผ่อนที่ยาวเพื่อให้ค่างวดต่อเดือนเบาลง หน้าเว็บระบุว่าวงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนสูงสุด 20 ปี และใช้รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจเพื่อ เสริมสภาพคล่อง ต่อยอดธุรกิจ ได้ โดยลูกค้าต้องเป็นนิติบุคคล เปิดกิจการมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี มียอดขายรวมกลุ่มธุรกิจไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อปี และมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี
ถ้าดิฉันเจอเคสที่ภาระรายเดือนตึงมาก และโจทย์หลักคืออยากให้ค่างวดเบาลงแบบเห็นผลชัด ttb มักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะระยะเวลาผ่อนยาวสุดถึง 20 ปี ทำให้มีพื้นที่จัดค่างวดได้มากกว่า
กสิกรไทยเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการความยืดหยุ่น เพราะเลือกได้ทั้งแบบ Loan และ OD หน้าเว็บระบุวงเงินสูงสุด 12 ล้านบาท ผ่อนสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ย Loan อยู่ที่ MRR+2% ถึง MRR+3% และใช้หลักประกันได้หลายประเภท เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินเปล่า เครื่องจักร เงินฝากประจำ และพันธบัตร
ในทางปฏิบัติ กสิกรไทยเหมาะกับคนที่อยากเทียบทั้งทางเลือกแบบเงินกู้ระยะยาวและวงเงินหมุนเวียนในที่เดียว โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานวงเงิน
ถ้าต้องการ วงเงินใหม่ภายใต้หลักประกัน และอยากมีโอกาสเหลือเงินไว้หมุนธุรกิจ ให้ดู SCB เป็นพิเศษ
ถ้าต้องการ ผ่อนยาว ค่างวดเบา และอยากรวมหนี้หลายก้อนให้อยู่ในทางเดียว ttb น่าสนใจมาก
ถ้าต้องการ ความยืดหยุ่นระหว่าง Loan กับ OD เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ กสิกรไทยเป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเทียบ
ก่อนเลือกธนาคาร ดิฉันแนะนำให้ดู เปรียบเทียบแหล่งเงินทุนสำหรับ SME เพิ่มเติม
สิ่งที่ธนาคารมักดูจริง ไม่ใช่แค่ยอดหนี้ แต่คือ “ธุรกิจนี้ยังเดินต่อได้ดีแค่ไหน” เอกสารที่สำคัญมักได้แก่ Statement เดินบัญชีย้อนหลัง งบการเงิน ภาษี ภ.พ.30 อายุธุรกิจ ประวัติการชำระหนี้ มูลค่าหลักประกัน และวัตถุประสงค์ของการกู้ใหม่ที่ชัดเจน โดย SCB ระบุว่าต้องมีเอกสารเดินบัญชีย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6 เดือน ขณะที่ ttb ระบุว่าต้องใช้เอกสารรายได้ เช่น Bank Statement หรือ ภ.พ.30 ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนเช่นกัน
จากที่ดิฉันดูเคสมาหลายราย ถ้าอยากให้การ กู้สินเชื่อ เพื่อรีไฟแนนซ์มีน้ำหนักมากขึ้น ให้โฟกัส 5 เรื่องนี้
ทำยอดเดินบัญชีให้สม่ำเสมอ รายรับควรเข้าบัญชีอย่างมีรูปแบบ
เคลียร์ประวัติค้างชำระให้เรียบร้อยก่อนยื่น
แยกวัตถุประสงค์ให้ชัด ว่าจะปิดหนี้เดิม ลดค่างวด หรือเสริมทุนหมุนเวียน
เลือกธนาคารให้เหมาะกับรูปธุรกิจ ไม่ใช่ดูแค่ชื่อธนาคาร
ยื่นแบบมีแผน ไม่ส่งหลายแห่งพร้อมกันแบบไม่มีลำดับ
“ถ้าอยากประเมินความพร้อมก่อนยื่น ลองดูเรื่อง [DSCR–DSR] หรือใช้ เครื่องมือคำนวณสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ก่อน”
หลายคนที่กำลังหา แหล่งเงินทุน ในปี 2569 มักสงสัยว่าควรรีไฟแนนซ์หรือขอสินเชื่อใหม่ คำตอบขึ้นอยู่กับโจทย์หลักของธุรกิจ
ถ้าปัญหาหลักคือภาระรายเดือนสูงเกินไป หนี้หลายก้อนกดกระแสเงินสด และอยากทำให้ค่างวดเบาลง การ รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME มักตอบโจทย์กว่า เพราะเป้าหมายคือทำให้หนี้เดิมบริหารง่ายขึ้น
แต่ถ้าธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องค่างวดหนักมาก บัญชีค่อนข้างดี และต้องการเงินไปขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักร เพิ่มสต๊อก หรือปรับปรุงหน้าร้าน การขอ สินเชื่อ SME ใหม่อาจเหมาะกว่า
ในหลายเคส วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบตายตัว แต่เป็นการวางแผนก่อนว่า ควรปิดหนี้เดิมด้วยรีไฟแนนซ์ก่อน แล้วค่อยดูว่าจำเป็นต้องมีวงเงินเพิ่มหรือไม่ วิธีนี้ทำให้การหา แหล่งเงินทุน มีเหตุผลและน่าเชื่อถือกว่ามาก
สำหรับดิฉัน การ รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME ที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้หนี้ย้ายที่อยู่ แต่ต้องทำให้เจ้าของกิจการจ่ายเบาลง คุมเงินง่ายขึ้น และในบางเคสยังสามารถมี วงเงินใหม่ภายใต้หลักประกัน เพื่อเหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจได้ด้วย หากคุณสมบัติของผู้กู้และหลักประกันรองรับตามเงื่อนไขธนาคาร
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่กำลังผ่อนหลายก้อน จ่ายหลายบัญชี หรือกำลังมองหา แหล่งเงินทุน ที่เหมาะกว่าเดิม การเริ่มจากการดูภาพหนี้ทั้งระบบก่อนเสมอ จะช่วยให้รู้ว่าควรรีไฟแนนซ์แบบไหน ควรยื่นกับธนาคารใด และมีโอกาสเหลือเงินไว้ใช้ในธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน
เกี่ยวกับผู้เขียน
สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบัน Financial Advisor เชี่ยวชาญการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ
ยืนยันตัวตน/ผลงาน:ThaiMOOC Profile|LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management