สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ใช้เพียงกรรมการค้ำ
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ใช้เพียงกรรมการค้ำ
เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 7 กันยายน 2569
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกัน เป็นคำที่เจ้าของกิจการมักใช้ค้นหาวงเงินที่ไม่ต้องนำที่ดิน บ้าน อาคาร เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นไปจำนองหรือจำนำ โดยผู้ให้สินเชื่อจะให้น้ำหนักกับรายได้ กระแสเงินสด รายการเดินบัญชี งบการเงิน ภาษี ประวัติชำระหนี้ และความต่อเนื่องของกิจการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่ใช้หลักประกัน” ในภาษาที่ใช้ค้นหาทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ค้ำหรือเงื่อนไขรองรับความเสี่ยงเลย สินเชื่อบางผลิตภัณฑ์ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ยังขอให้กรรมการ ผู้ถือหุ้นหลัก หรือผู้ควบคุมกิจการลงนามค้ำประกันเป็นการส่วนตัวผ่านเอกสารที่เรียกว่า Personal Guarantee หรือหนังสือค้ำประกัน
แต่ก่อนเลือกสมัคร ควรตอบให้ได้ทั้งสองด้านว่า บริษัทได้รับประโยชน์อะไร และกรรมการต้องรับภาระอย่างไร เพราะการไม่ใช้หลักทรัพย์ตั้งแต่สมัคร ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงนามค้ำจะไม่มีความรับผิดส่วนตัว
บทความนี้จะช่วยให้เจ้าของกิจการประเมินความเหมาะสม เปรียบเทียบข้อเสนอ และตรวจเงื่อนไขค้ำประกันก่อนตัดสินใจ
ธุรกิจบริการ บริษัทที่เช่าสำนักงาน หรือกิจการที่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นสินค้าและอุปกรณ์ อาจไม่มีอสังหาริมทรัพย์พร้อมนำมาจำนอง แม้จะมีลูกค้าและรายได้จากการดำเนินงานอยู่แล้ว
หากผลิตภัณฑ์รับพิจารณาโดยไม่กำหนดให้ใช้หลักทรัพย์ดังกล่าว บริษัทก็มีทางเลือกในการขอเงินทุนเพิ่มขึ้น โดยต้องตรวจต่อว่ากิจการและผู้ค้ำเข้าเงื่อนไขหรือไม่
ประโยชน์จึงอยู่ที่การมีทางเลือกซึ่งตรงกับข้อจำกัดด้านทรัพย์สินของบริษัท ไม่ใช่การรับรองว่าจะได้รับอนุมัติเมื่อมีกรรมการยอมค้ำ
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องจำนองอสังหาริมทรัพย์ ผู้สมัครไม่ต้องเตรียมทรัพย์ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการจำนองของวงเงินนั้น แต่ยังต้องจัดเอกสารบริษัทและผู้ค้ำตามเงื่อนไข
จึงควรขอรายการเอกสาร ระยะเวลาพิจารณา และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนสมัคร แทนการสรุปว่าสินเชื่อแบบนี้จะเร็วกว่า หรือมีต้นทุนต่ำกว่าสินเชื่อมีหลักทรัพย์ทุกกรณี
เมื่อได้รับอนุมัติและทำตามเงื่อนไขครบ เงินทุนอาจนำไปใช้ซื้อสินค้า รองรับต้นทุนงาน หรือใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ผลิตภัณฑ์อนุญาต สิ่งที่ต้องประเมินคือ เงินทุนช่วยกิจการได้จริงเพียงใด และบริษัทมีรายรับมาชำระตามกำหนดหรือไม่
คำว่า “กรรมการค้ำ” เป็นเงื่อนไขการค้ำประกัน ยังไม่ได้บอกว่าวงเงินนั้นเหมาะกับการซื้อสินค้า ลงทุนอุปกรณ์ หรือใช้หมุนเวียนระหว่างเดือน ต้องตรวจรูปแบบสินเชื่อควบคู่กัน
หากต้องการเริ่มจากภาพรวมวงเงินและคุณสมบัติ สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
หากยังไม่ทราบว่าจะใช้เงินจากส่วนใดชำระหนี้ หรือผู้ที่ต้องลงนามยังไม่ได้อ่านเงื่อนไข ควรทำสองเรื่องนี้ให้ชัดก่อนตัดสินใจ การเพิ่มผู้ค้ำไม่ได้ทำให้ปัญหากระแสเงินสดของบริษัทหมดไป
สำหรับกิจการที่มีแผนเปลี่ยนกรรมการหรือขายหุ้นในอนาคต ควรถามขั้นตอนเปลี่ยนผู้ค้ำและเงื่อนไขปลดภาระตั้งแต่ก่อนสมัครด้วย
ในบริบทนี้ หมายถึงสินเชื่อธุรกิจที่ไม่ต้องนำหลักทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร หรือเงินฝาก มาวางค้ำประกันโดยตรง แต่บางผลิตภัณฑ์ยังอาจกำหนดให้กรรมการค้ำประกันส่วนบุคคล ผู้สมัครจึงควรแยกคำถามเรื่อง “ใช้ทรัพย์สินอะไรค้ำ” ออกจาก “ต้องมีใครค้ำ” และตรวจเงื่อนไขทั้งสองส่วน
รายละเอียดความหมาย ประเภทวงเงิน และคุณสมบัติเบื้องต้นอยู่ใน คู่มือสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ผู้ให้สินเชื่อยังต้องประเมินความสามารถชำระหนี้ของบริษัทจากรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ ประวัติชำระ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง การมีกรรมการค้ำจึงไม่ใช่สิ่งทดแทนความพร้อมของกิจการ
หากต้องการตรวจเรื่องรายรับและรายการเดินบัญชี อ่านต่อได้ที่ ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement อย่างไรเมื่อไม่มีหลักทรัพย์
ไม่ใช่ทุกผลิตภัณฑ์จะมีเงื่อนไขผู้ค้ำเหมือนกัน ก่อนส่งเอกสารจึงควรถามว่า ต้องมีผู้ค้ำหรือไม่ ผู้ค้ำต้องมีสถานะใด ต้องลงนามกี่คน และมีการค้ำรูปแบบอื่นร่วมด้วยหรือไม่
อย่าสรุปจากชื่อสินเชื่อว่า “ไม่มีหลักทรัพย์” เท่ากับ “ไม่มีบุคคลค้ำ” หรือถือว่ากรรมการคนใดคนหนึ่งสามารถค้ำแทนคนอื่นได้ จนกว่าจะได้รับการยืนยันเงื่อนไขจากผู้ให้สินเชื่อ
Personal Guarantee (กรรมการค้ำ) คือสัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ค้ำ) ตกลงว่าจะรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้ (บริษัท) หากลูกหนี้ไม่ชำระตามสัญญา
เพื่อให้ใช้คำได้แม่นยำ ควรแยกระหว่าง “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” กับ “บุคคลค้ำประกัน” ดังนี้
หลักทรัพย์ค้ำประกัน = ใช้ทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร รถ หรือเงินฝาก เป็นสิ่งรองรับการชำระหนี้ตามรูปแบบสัญญาที่เกี่ยวข้อง
Personal Guarantee = ไม่ได้เอาทรัพย์สินมาวางค้ำโดยตรง แต่ “ตัวบุคคล” รับผิดแทน หากผิดนัดอาจถูกติดตามทวงถาม/ฟ้องร้องได้ตามสัญญา
การที่ไม่ได้ระบุทรัพย์สินชิ้นใดไว้ในหนังสือค้ำ ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ค้ำจะไม่มีความเสี่ยงเลย หากมีคำพิพากษาให้ผู้ค้ำชำระหนี้ เจ้าหนี้อาจดำเนินการบังคับคดีต่อทรัพย์สินของผู้ค้ำตามกระบวนการกฎหมายได้
ทำไมธนาคาร/ผู้ให้กู้ถึงขอ “กรรมการค้ำ”?
เพราะสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ ทำให้ผู้ให้กู้ต้องการ “ความมั่นใจเพิ่ม” ว่ามีคนรับผิดชอบหนี้ หากกิจการสะดุดหรือปิดตัว
แต่การมีกรรมการค้ำไม่ได้ทำให้วงเงินได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องประเมินความสามารถชำระของบริษัทเป็นหลัก เพราะ Personal Guarantee ไม่ควรถูกใช้แทนธุรกิจที่ไม่มีกระแสเงินสดรองรับ
กรรมการค้ำและ บสย.ค้ำมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของผู้ให้สินเชื่อ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เป็นบุคคลที่ผูกพันตนกับเจ้าหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน
หากบริษัทไม่ชำระ ผู้ค้ำอาจต้องรับผิดตามขอบเขตสัญญาและกฎหมาย
ความรับผิดเชื่อมโยงกับตัวบุคคล แม้ภายหลังจะลาออกหรือขายหุ้นแล้วก็ตาม หากยังไม่ได้รับการปลดค้ำ
เป็นการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมภายใต้โครงการและเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงิน ไม่ได้ขอวงเงินกู้จาก บสย. โดยตรง
อาจมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันและเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละโครงการ
ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โครงการ PGS ระยะที่ 11 ยังมีระยะรับคำขอถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะเต็ม โดยวงเงินและระยะเวลาค้ำประกันขึ้นอยู่กับโครงการย่อย
การมี บสย.ค้ำไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะยกเว้นกรรมการค้ำทุกกรณี ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์และหนังสืออนุมัติเป็นรายกรณี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME บสย.ค้ำประกัน
การประเมินภาระต้องอ่านหนังสือค้ำร่วมกับสัญญาหนี้และกฎหมาย ไม่ใช่ดูยอดวงเงินที่อนุมัติเพียงตัวเดียว
รายการที่ควรตรวจ ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ย ภาระจากการผิดนัด และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องแยกว่าสัญญาระบุรายการใดและกฎหมายให้เรียกได้เพียงใด ข้อความที่เขียนไว้ไม่ได้มีผลบังคับได้ทุกกรณีเสมอไป
ส่วนนี้คือ “หัวใจสำคัญ” — คนส่วนใหญ่ตกม้าตายเพราะไม่อ่านจุดเหล่านี้
ให้มองหาข้อความแนว ๆ “ผู้ค้ำรับผิดไม่เกิน…บาท”
ถ้าไม่มีเพดาน ต้องตรวจว่าค้ำหนี้ประเภทใดและยอดสูงสุดตามที่ระบุในสัญญา
ถ้ามีเพดาน จะช่วยให้เห็นกรอบความเสี่ยงได้ชัดขึ้น
คำถามที่ต้องถาม:
“ขอใส่เพดานความรับผิดได้ไหม?”
“เพดานนี้รวมดอก/ค่าปรับ/ค่าใช้จ่ายแล้วหรือยัง?”
บางสัญญาไม่ได้ค้ำเฉพาะ “สัญญากู้ฉบับนี้” แต่กล่าวถึงหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
ตามหลักกฎหมาย การค้ำหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขต้องระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุด และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำประกัน ผู้ค้ำควรรับผิดเฉพาะหนี้ที่กำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจน
อย่าดูเพียงคำว่า “All Monies” แต่ให้ตรวจว่าข้อความดังกล่าวระบุครบหรือไม่ว่า
ค้ำวงเงินประเภทใด
จำนวนเงินสูงสุดเท่าไร
เกิดหนี้ได้ถึงวันใด
รวม OD, LG, บัตรธุรกิจ หรือวงเงินอื่นหรือไม่
การเพิ่มวงเงินต้องได้รับความยินยอมใหม่หรือไม่
คำถามที่ต้องถาม:
“สัญญานี้ค้ำเฉพาะวงเงินนี้หรือรวมภาระอื่นด้วย?”
“ขอจำกัดให้ค้ำเฉพาะสัญญาเลขที่… และไม่รวมภาระอื่นได้ไหม?”
บางคนคิดว่า “พอหมดสัญญากู้ก็จบ” แต่ต้องดูว่า “ค้ำสิ้นสุดเมื่อไร”
ค้ำจนปิดบัญชีหรือชำระหนี้หมด?
ค้ำต่อจนกว่าเจ้าหนี้จะทำหนังสือปลดค้ำ?
ถ้าต่ออายุหรือปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำต้องยินยอมหรือไม่?
คำถามที่ต้องถาม:
“ค้ำสิ้นสุดเมื่อไหร่แน่?”
“ถ้าปรับโครงสร้างหนี้หรือขยายระยะเวลา ต้องให้ผู้ค้ำเซ็นใหม่ไหม?”
กรณีหนี้มีกำหนดเวลาชำระแน่นอน หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยผู้ค้ำไม่ได้ยินยอม อาจมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำตามมาตรา 700 จึงควรตรวจเอกสารปรับโครงสร้างหนี้หรือหนังสือยินยอมทุกครั้ง ไม่ควรถือว่าการเซ็นค้ำครั้งแรกครอบคลุมการแก้ไขหนี้ทุกแบบโดยอัตโนมัติ
ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ควรถูกกำหนดให้รับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วม เพราะมาตรา 681/1 กำหนดให้ข้อตกลงลักษณะดังกล่าวเป็นโมฆะ ส่วนผู้ค้ำที่เป็นนิติบุคคลอาจตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
กรณีนี้ต้องแยกออกจากเรื่อง “มีผู้ค้ำหลายคน” เพราะผู้ค้ำหลายคนที่ค้ำหนี้รายเดียวกันอาจมีความรับผิดระหว่างกันตามกฎหมายและข้อความในสัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่ากรรมการแต่ละคนสามารถถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นลูกหนี้ร่วมกับบริษัทได้เสมอไป
คำถามที่ต้องถาม:
“ข้อความใดกำหนดให้ผู้ค้ำรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม?”
“หากมีผู้ค้ำหลายคน แต่ละคนมีเพดานความรับผิดหรือไม่?”
“เจ้าหนี้สามารถเรียกผู้ค้ำคนใดคนหนึ่งได้เพียงใด?”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำภายใน 60 วัน และไม่ควรเรียกให้ผู้ค้ำชำระก่อนหนังสือบอกกล่าวไปถึง หากบอกกล่าวล่าช้า ผู้ค้ำอาจหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระประกอบที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนด 60 วันตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ผู้ค้ำควรเก็บหลักฐานต่อไปนี้ไว้
หนังสือบอกกล่าวผิดนัด
ซองจดหมายหรือหลักฐานวันที่ได้รับ
รายการคำนวณยอดหนี้
เอกสารแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ที่เคยส่งให้เจ้าหนี้
หลักฐานการเจรจาหรือชำระเงิน
คำถามที่ต้องถาม:
“เงื่อนไขผิดนัดคืออะไร?”
“ผู้ค้ำจะได้รับแจ้งเมื่อไหร่ และช่องทางใด?”
“ที่อยู่สำหรับส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นที่อยู่ใด?”
ผู้ค้ำมีสิทธิบางประการตามกฎหมาย เช่น ขอให้เจ้าหนี้เรียกจากลูกหนี้ก่อน ชี้ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สามารถบังคับได้โดยไม่ยาก หรือขอให้เจ้าหนี้ใช้หลักประกันของลูกหนี้ก่อนในกรณีที่เข้าเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้กับสัญญานั้น ไม่ควรสรุปว่าผู้ค้ำต้องชำระทันทีเพียงเพราะได้รับหนังสือทวงถาม
เมื่อบริษัทขอเพิ่มวงเงิน ต่ออายุ เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือปรับโครงสร้างหนี้ ควรตรวจว่าเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเดิม หรือเป็นการก่อหนี้ใหม่ที่อยู่นอกขอบเขตหนังสือค้ำเดิม
ผู้ค้ำควรตรวจอย่างน้อยว่า
เงินต้นเพิ่มจากเดิมหรือไม่
วันครบกำหนดเปลี่ยนหรือไม่
อัตราดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มหรือไม่
มีการรวมวงเงินหลายบัญชีหรือไม่
หนังสือค้ำเดิมครอบคลุมหนี้ใหม่ชัดเจนหรือไม่
มีเอกสารให้ผู้ค้ำยืนยันหรือยินยอมเพิ่มเติมหรือไม่
อย่าลงนามในหนังสือ “รับทราบ” หรือ “ยืนยันภาระ” โดยคิดว่าไม่มีผล เพราะต้องอ่านเนื้อหาว่ามีการยอมรับยอดหนี้ใหม่ ยอมผ่อนเวลา หรือขยายความรับผิดของผู้ค้ำหรือไม่
หากเจ้าหนี้ตกลงกับบริษัทเพื่อลดจำนวนหนี้ ดอกเบี้ย หรือภาระประกอบ กฎหมายกำหนดกระบวนการแจ้งผู้ค้ำ และเปิดโอกาสให้ผู้ค้ำชำระตามจำนวนที่ลดภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้หลุดพ้นจากการค้ำประกันตามเงื่อนไขของกฎหมาย
เมื่อบริษัทเจรจาประนอมหนี้ ผู้ค้ำจึงควรขอ
สำเนาข้อตกลงลดหนี้
ยอดที่ต้องชำระตามข้อตกลงใหม่
วันครบกำหนด
หนังสือแจ้งสิทธิของผู้ค้ำ
หนังสือปลดภาระเมื่อชำระครบ
ใช้รายการนี้ตรวจคำตอบที่ได้รับจากบริษัท ผู้ค้ำ และผู้ให้สินเชื่อก่อนลงนาม
ระบุจำนวนเงิน วัตถุประสงค์ และแหล่งชำระคืนได้แล้ว
ทราบเงินสุทธิที่จะได้รับและค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ตรวจภาระชำระกับรอบรายรับของบริษัทแล้ว
ทราบว่าใครบ้างต้องค้ำ และทุกคนได้รับเอกสารสำหรับอ่าน
ระบุได้ว่าค้ำสัญญาหรือวงเงินใด
เข้าใจจำนวนความรับผิดและรายการที่รวมอยู่
ทราบขั้นตอนเมื่อเพิ่มวงเงิน เปลี่ยนผู้ค้ำ หรือขอสิ้นสุดภาระ
ได้รับรายละเอียดข้อเสนอและสำเนาเอกสารที่ลงนามครบ
หากยังตอบไม่ได้บางข้อ ควรขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะส่วนที่มีผลต่อจำนวนหรือระยะเวลาของภาระผู้ค้ำ
อ่านจุดสำคัญด้านบนก่อน ถ้าไม่เข้าใจให้ถามเป็นข้อ ๆ
หากวงเงินสูง ให้ลองขอ Cap ที่เหมาะสม และถามให้ชัดว่า Cap รวมค่าอะไรแล้ว
ถ้าสัญญากว้างเกิน ให้ขอระบุให้ค้ำเฉพาะสัญญา วงเงิน และระยะเวลาที่แน่นอน
อย่างน้อยควรรู้ว่าเมื่อเกิดผิดนัด ผู้ค้ำจะได้รับแจ้งอย่างไร เพื่อไม่ให้รู้ตัวช้า
ถ้ามีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคน ให้ตกลงกันภายในก่อนว่าใครรับภาระเท่าไร
การให้ผู้เชี่ยวชาญอ่านสัญญาหนึ่งครั้ง อาจคุ้มกว่าความเสี่ยงระยะยาว
ข้อตกลงภายในระหว่างกรรมการหรือผู้ถือหุ้นไม่ได้ผูกพันเจ้าหนี้โดยอัตโนมัติ หากต้องการจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ ต้องปรากฏในสัญญาหรือเอกสารที่เจ้าหนี้ยอมรับด้วย
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกันไม่ได้มีเพียงรูปแบบที่ให้กรรมการค้ำเต็มวงเงิน ผู้ประกอบการอาจเปรียบเทียบทางเลือกอื่นตามลักษณะธุรกิจ เช่น
เหมาะกับกิจการที่มีรายรับผ่านบัญชีสม่ำเสมอ งบและภาษีสัมพันธ์กัน และมีประวัติชำระที่ดี
เหมาะกับกิจการที่มีศักยภาพชำระ แต่ขาดหลักทรัพย์เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจว่าผู้ให้สินเชื่อยังขอกรรมการค้ำร่วมด้วยหรือไม่
เหมาะกับกิจการที่ขายให้ลูกค้าองค์กร มี Invoice และรอรับชำระตามเครดิตเทอม โดยใช้คุณภาพของลูกหนี้การค้าเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
เหมาะกับธุรกิจที่มี PO สัญญาว่าจ้าง หรือหลักฐานรายรับจากคู่ค้าที่ตรวจสอบได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขการโอนสิทธิรับเงินและเอกสารประกอบ
เหมาะเมื่อวัตถุประสงค์คือซื้อรถ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์เฉพาะ โดยสินทรัพย์นั้นเกี่ยวข้องกับสัญญา จึงไม่ใช่สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันทุกประเภท
หากกระแสเงินสดหรือประวัติกิจการยังไม่แข็งแรง การเริ่มจากวงเงินที่ชำระได้จริงและสร้างประวัติการใช้วงเงิน อาจเหมาะกว่าการขอวงเงินสูงจนภาระรายเดือนตึง
รายรับหลักผ่านบัญชีธุรกิจ
Statement งบการเงิน และภาษีอธิบายเชื่อมโยงกันได้
มีรายได้เพียงพอหลังหักภาระเดิม
ระบุวัตถุประสงค์และระยะเวลาใช้วงเงินชัดเจน
มีแผนชำระจากรายรับที่ตรวจสอบได้
รู้ภาระหนี้ของบริษัทและกรรมการก่อนยื่น
ไม่มีรายการค้างชำระใหม่ที่ยังไม่ได้จัดการ
เตรียมเอกสารคู่ค้า สัญญางาน หรือใบสั่งซื้อ หากใช้ประกอบการพิจารณา
กรณียังไม่แน่ใจว่าควรเลือกวงเงินแบบใด สามารถอ่าน แนวทางปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นเพื่อประเมินความพร้อม
สรุปจากการมีผู้ค้ำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเงื่อนไขผลิตภัณฑ์และข้อเสนอจริง หากผู้ให้สินเชื่อเสนอหลายทางเลือก ควรขอรายละเอียดมาเปรียบเทียบทั้งด้านการเงินและภาระผู้ค้ำ
สามารถสอบถามหรือเสนอให้กำหนดขอบเขตชัดเจนได้ แต่ผู้ให้สินเชื่อจะยอมรับหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากมีการตกลง ควรตรวจให้ข้อความในเอกสารที่จะลงนามตรงกับสิ่งที่ตกลงไว้
การเปลี่ยนสถานะในบริษัทไม่ได้ยุติสัญญาค้ำด้วยตัวมันเอง ต้องแยกหนี้ที่เกิดแล้วออกจากหนี้ในอนาคต และตรวจเงื่อนไขบอกเลิก
ควรขอยอดหนี้และรายการวงเงิน ติดต่อเจ้าหนี้เรื่องเปลี่ยนผู้ค้ำหรือปลดภาระ และขอเอกสารยืนยันผลให้ชัดเจน
ควรขอหลักฐานชำระครบหรือปิดบัญชี และขอให้ยืนยันสถานะของวงเงินกับภาระค้ำที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่มีหลายบัญชีหรือยังมีวงเงินเปิดใช้งานอยู่
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกันช่วยให้กิจการที่ไม่มีที่ดิน บ้าน หรืออาคารสำหรับจำนองมีทางเลือกเข้าถึงวงเงินมากขึ้น แต่คำว่าไม่ใช้หลักประกันในภาษาค้นหาไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงื่อนไขค้ำประกันใดเลย
Personal Guarantee ไม่ใช่ “ลายเซ็นประกอบ” แต่คือ “ภาระผูกพันส่วนบุคคล” ที่อาจตามคุณได้ยาว
ก่อนสมัคร บริษัทควรตรวจรายรับ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และวัตถุประสงค์การใช้วงเงิน ส่วนกรรมการควรตรวจประเภทหนี้ เพดานความรับผิด ระยะเวลาค้ำ การเพิ่มวงเงิน การแจ้งผิดนัด และวิธีปลดค้ำให้ครบ
ก่อนเซ็นให้โฟกัสจุดสำคัญ ได้แก่ เพดานความรับผิด ค้ำหนี้อนาคต ระยะเวลาค้ำ เงื่อนไขผู้ค้ำหลายคน และการเรียกผู้ค้ำ
ถ้าอ่านแล้วไม่ชัด ให้ถามเป็นข้อ ๆ และขอแก้เงื่อนไขที่จำกัดความเสี่ยงได้
สำหรับการเปรียบเทียบวงเงิน คุณสมบัติ และรูปแบบสินเชื่อ สามารถอ่าน สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือส่งข้อมูลเบื้องต้นผ่านหน้า สมัครออนไลน์
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสินเชื่อและการค้ำประกัน ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี เนื้อหาและผลทางกฎหมายอาจแตกต่างตามวันที่ทำสัญญา ประเภทหนี้ ข้อความในเอกสาร และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี หากวงเงินสูงหรือเกิดข้อพิพาท ควรให้ทนายความตรวจเอกสารฉบับจริงก่อนลงนามหรือดำเนินการ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร — กฎหมายค้ำประกัน หนี้ในอนาคต ผู้ค้ำบุคคลธรรมดา และการผ่อนเวลาชำระหนี้
สำนักงานกิจการยุติธรรม — การบอกกล่าวผู้ค้ำภายใน 60 วันและสิทธิของผู้ค้ำ
บสย. — ข้อมูลโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะที่ 11
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ เงื่อนไขสินเชื่อและโครงการค้ำประกันอาจเปลี่ยนแปลงได้
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา