หน้าหลัก > ความรู้ > แหล่งเงินทุน > สินเชื่อธุรกิจแหล่งเงินทุนหมุนเวียน
หน้าหลัก > ความรู้ > แหล่งเงินทุน > สินเชื่อธุรกิจแหล่งเงินทุนหมุนเวียน
เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 27 กรกฎาคม 2569
หากธุรกิจต้องการเงินทุนหมุนเวียน อย่าเริ่มต้นจากคำถามว่าจะขอวงเงินจากที่ใด แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าเงินสดติดอยู่ตรงส่วนไหนของกิจการ เช่น ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ต้นทุนก่อนส่งมอบงาน หรือรอบรับ–จ่ายที่เหลื่อมกัน เพราะแต่ละปัญหาควรใช้แหล่งเงินและระยะเวลาชำระคืนต่างกัน
การบอกผู้ให้สินเชื่อเพียงว่า “ต้องการนำเงินไปหมุนธุรกิจ” อาจยังไม่เพียงพอ ธุรกิจควรตอบให้ได้อย่างน้อยสี่เรื่อง ได้แก่ ใช้เงินทำอะไร ใช้จำนวนเท่าใด ต้องใช้กี่วัน และจะนำเงินจากแหล่งใดมาชำระคืน
บทความนี้จึงไม่ได้รวบรวมรายชื่อผลิตภัณฑ์สินเชื่อทุกประเภท แต่จะช่วยวิเคราะห์ว่าธุรกิจควรหาเงินทุนหมุนเวียนจากจุดไหน ควรคำนวณจำนวนเงินอย่างไร และควรเลือกสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนให้สัมพันธ์กับรอบเงินจริงของกิจการ
หากต้องการศึกษาตัวเลือกในภาพรวม ทั้งเงินของเจ้าของ สินเชื่อ นักลงทุน โครงการรัฐ และช่องทางออนไลน์ สามารถอ่าน แหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจ ประกอบก่อนเลือกช่องทางได้
บทความที่เกี่ยวข้อง เช็กคุณสมบัติ | เช็คลิสเอกสาร | ทุนหมุนเวียนสำหรับ SME | ออนไลน์ ธนาคาร vs Non-Bank: ใครเหมาะกับใคร?
ตอนที่ดิฉันลองจัดการเงินของกิจการเล็ก ๆ ของตัวเอง สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การไปหาวงเงินกู้ แต่เป็นการนั่งไล่ดู “เงินเข้า–เงินออกแบบรายสัปดาห์” ก่อนเลยค่ะ เพราะพอเห็นเป็นช่วงสั้น ๆ จะเริ่มรู้ทันทีว่าเงินมันหายไปตรงไหน
จากที่สังเกตจริง ๆ ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ยอดขายอย่างเดียว แต่จะไปติดอยู่ 3 จุดหลัก ๆ คือ ลูกหนี้ที่จ่ายช้า สต๊อกที่ค้างนาน และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อนรายได้จะเข้ามา พอเอามาวางเรียงกันจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าเงินมัน “ติดอยู่” ตรงไหน
ช่วงหนึ่งดิฉันเคยคิดว่าแค่มีสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนก็น่าจะพอช่วยได้ แต่พอทดลองวางแผนจริงกลับพบว่า ถ้าธุรกิจยังขาดทุนต่อเนื่อง หรือของในสต๊อกขายไม่ออก การเพิ่มหนี้เข้าไปจะยิ่งทำให้กระแสเงินสดตึงกว่าเดิมอีก
สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ เงินที่เอามาหมุนในรอบหนึ่งควรมีที่มาจากรอบเดียวกัน เช่น ใช้ซื้อของเพื่อผลิตงานหนึ่งรอบ ก็ควรได้คืนจากการขายรอบนั้น ไม่ใช่เอาเงินระยะสั้นไปอุดกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน เพราะสุดท้ายจะเริ่ม “หมุนไม่ทัน” โดยไม่รู้ตัว
เงินทุนหมุนเวียน คือเงินที่กิจการใช้ดำเนินงานประจำ ตั้งแต่ช่วงจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายอื่น จนกระทั่งได้รับเงินจากการขายสินค้าและบริการกลับเข้ามา
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกิจการต้องจ่ายเงินก่อน แต่ลูกค้าชำระภายหลัง เช่น
ต้องซื้อวัตถุดิบก่อนเริ่มผลิต
ต้องจ่ายค่าแรงก่อนรับเงินงวด
ต้องเติมสต๊อกก่อนช่วงยอดขายสูง
ขายสินค้าแบบเครดิต 30–90 วัน
ส่งสินค้าให้แพลตฟอร์มแล้วต้องรอรอบโอน
มีใบสั่งซื้อหรือสัญญาจ้าง แต่ต้องสำรองต้นทุนก่อน
ลูกค้าจ่ายช้ากว่าระยะเวลาที่ตกลง
เงินทุนหมุนเวียนไม่จำเป็นต้องมาจากสินเชื่อเพียงอย่างเดียว อาจมาจากเงินสดของกิจการ กำไรสะสม เครดิตจากผู้ขาย เงินมัดจำจากลูกค้า การบริหารสต๊อก หรือการเร่งเก็บลูกหนี้ การลดช่องว่างภายในธุรกิจก่อน จะช่วยให้กิจการขอวงเงินภายนอกเท่าที่จำเป็นและควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น
ภาวะเงินสดไม่พอสามารถแบ่งออกได้เป็นสามลักษณะสำคัญ
กิจการมีรายได้และมีกำไร แต่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเงินจากลูกค้าจะเข้า เช่น จ่ายค่าวัตถุดิบวันที่ 1 แต่ลูกค้าชำระวันที่ 30
กรณีนี้อาจเหมาะกับวงเงินหมุนเวียนที่สามารถเบิกและชำระคืนตามรอบรับเงิน แต่ต้องทราบวันรับเงินค่อนข้างชัดและมีวินัยในการนำเงินกลับมาลดวงเงิน
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้กิจการต้องซื้อวัตถุดิบ เพิ่มสต๊อก จ้างพนักงาน หรือให้เครดิตลูกค้ามากขึ้นก่อนที่จะได้รับเงินกลับมา ธุรกิจจึงมีกำไรแต่เงินสดตึงมือ
กรณีนี้ต้องตรวจสอบว่าการเติบโตสร้างกำไรและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริงหรือไม่ หากลูกค้าใหม่จ่ายช้า สินค้าขายไม่ออก หรือส่วนต่างกำไรต่ำ การเพิ่มวงเงินตามยอดขายอาจเพิ่มความเสี่ยงแทนที่จะช่วยแก้ปัญหา
ตัวอย่างเช่น ขายต่ำกว่าต้นทุน ค่าใช้จ่ายประจำสูงเกินไป สต๊อกล้าสมัย ลูกหนี้เรียกเก็บไม่ได้ หรือมีภาระหนี้เดิมสูงจนเงินจากการดำเนินงานไม่พอชำระ
กรณีนี้ไม่ควรรีบหาเงินทุนหมุนเวียนก้อนใหม่โดยยังไม่มีแผนแก้ไข เพราะวงเงินใหม่อาจถูกนำไปชดเชยผลขาดทุนเดิมและหมดลงโดยไม่สร้างแหล่งชำระคืน
ตารางนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับรายได้ กระแสเงินสด ประวัติเครดิต เอกสาร หลักประกัน ผู้ค้ำ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
แนวคิดที่ใช้มองช่องว่างจากการดำเนินงานเบื้องต้นคือ
ช่องว่างเงินทุนจากการดำเนินงาน = ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงคลัง − เจ้าหนี้การค้า
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีข้อมูลดังนี้
ลูกหนี้การค้า 1,800,000 บาท
สินค้าคงคลัง 1,100,000 บาท
เจ้าหนี้การค้า 900,000 บาท
ช่องว่างเบื้องต้นจึงเท่ากับ
1,800,000 + 1,100,000 − 900,000 = 2,000,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 2,000,000 บาทไม่ได้หมายความว่าธุรกิจควรขอวงเงิน 2,000,000 บาททันที เพราะกิจการอาจมีเงินสดของตนเอง มีวงเงินเดิม รับเงินจากลูกค้าเป็นระยะ หรือสามารถเจรจาขยายเครดิตกับผู้ขายได้
ตัวเลขจากงบดุลจึงควรใช้เพื่อดูว่าเงินผูกอยู่ในส่วนใด แล้วนำไปตรวจสอบกับแผนเงินสดรายสัปดาห์อีกครั้ง
จากตัวอย่าง แม้ช่องว่างจากลูกหนี้ สต๊อก และเจ้าหนี้อาจมีมูลค่าสูง แต่จุดขาดเงินสูงสุดในแผนระยะสั้นอยู่ที่ 350,000 บาท ธุรกิจจึงควรพิจารณาจำนวนนี้ร่วมกับเงินสดขั้นต่ำที่ต้องรักษา ความคลาดเคลื่อนของวันรับเงิน และวงเงินเดิมที่มีอยู่
หลักคิดที่เหมาะสมคือขอวงเงินจาก “จุดขาดเงินสูงสุดที่อธิบายได้” ไม่ใช่กำหนดจากยอดที่ต้องการโดยไม่มีตารางรองรับ ทั้งนี้ วงเงินจริงที่ได้รับอาจแตกต่างจากจำนวนที่ขอ ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ
สินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการแบบเครดิตให้ลูกค้านิติบุคคล มีการส่งมอบงานแล้ว มีเอกสารครบ และต้องรอรับเงินตามเครดิตเทอม
แทนที่จะรอให้ลูกค้าชำระครบกำหนด กิจการอาจนำสิทธิรับชำระหรือ Invoice ไปประกอบการขอวงเงิน ทำให้เงินจากยอดขายกลับมาใช้ต่อได้เร็วขึ้น
ก่อนเลือกช่องทางนี้ควรตรวจสอบว่า
ลูกหนี้เป็นบริษัทหรือองค์กรที่ตรวจสอบได้
ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องสินค้า ปริมาณ ราคา หรือการส่งมอบ
มี PO, Invoice, ใบส่งของ หรือหลักฐานตรวจรับครบ
ยอดขายเชื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลูกหนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับบริษัทเดียวมากเกินไป
เข้าใจเงื่อนไขกรณีลูกหนี้ไม่ชำระเงิน
คำนวณค่าธรรมเนียมตามระยะเวลาถือ Invoice แล้ว
ทราบว่าผู้ให้บริการจ่ายล่วงหน้าตามสัดส่วนใดและหักเงินส่วนใดไว้
หากต้องการศึกษารูปแบบการพิจารณา เอกสาร และความแตกต่างของเงื่อนไขเพิ่มเติม สามารถอ่าน สินเชื่อแฟคตอริ่งและการเปลี่ยนลูกหนี้การค้าเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และการผลิตอาจต้องใช้เงินซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบก่อนสร้างยอดขาย หากสินค้าหมุนเร็วและมีประวัติขายสม่ำเสมอ วงเงินหมุนเวียนอาจช่วยเชื่อมช่วงเวลาระหว่างการซื้อและการขายได้
ก่อนขอวงเงินควรแยกให้ชัดว่า
สินค้าใดขายเร็วและสินค้าใดขายช้า
สต๊อกปัจจุบันเพียงพอสำหรับยอดขายกี่วัน
ต้องเพิ่มสต๊อกเพราะมีคำสั่งซื้อจริงหรือเป็นเพียงการคาดการณ์
ผู้ขายให้เครดิตได้กี่วัน
ต้องใช้เงินซื้อสินค้าครั้งเดียวหรือซื้อเป็นหลายรอบ
เงินจากการขายจะกลับเข้ามาวันใด
หากยอดขายต่ำกว่าแผน สินค้ายังเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่
ไม่ควรขอเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสต๊อกโดยไม่มีข้อมูลรอบหมุน เพราะยอดสินค้าคงเหลือที่สูงอาจสะท้อนว่าสินค้าขายช้า ไม่ได้แปลว่าธุรกิจต้องเพิ่มวงเงินเสมอไป
ธุรกิจรับเหมา การผลิตตามคำสั่งซื้อ และธุรกิจโครงการมักมีรายได้ตามสัญญา แต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าดำเนินงานก่อนรับเงินงวด
กรณีนี้ควรจัดทำตารางเฉพาะโครงการ โดยแสดงข้อมูลดังนี้
มูลค่าสัญญาหรือ PO
ต้นทุนที่ต้องจ่ายในแต่ละช่วง
กำหนดส่งมอบ
เงื่อนไขตรวจรับงาน
กำหนดวางบิล
เครดิตเทอมหลังวางบิล
เงินประกันผลงานหรือรายการหักอื่น
แหล่งเงินสำรองหากงานล่าช้า
วงเงินที่เหมาะสมควรอ้างอิงจากจุดขาดเงินสูงสุดของโครงการ ไม่ใช่มูลค่าสัญญาทั้งหมด และควรเผื่อกรณีตรวจรับล่าช้าหรือมีต้นทุนเพิ่มเติมอย่างมีเหตุผล
OD หรือวงเงินเบิกเกินบัญชีอาจเหมาะเมื่อธุรกิจต้องจ่ายก่อนรับเป็นช่วงสั้น มีเงินเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำเงินกลับมาลดวงเงินได้ตามรอบ
ตัวอย่างเช่น กิจการต้องจ่ายวัตถุดิบทุกสัปดาห์ แต่ลูกค้าชำระทุกสิ้นเดือน หรือร้านค้าต้องเติมสินค้าก่อนแพลตฟอร์มโอนรายได้รอบถัดไป
สิ่งที่ควรระวังคือ หากยอดใช้ OD ไม่เคยลดลง ธุรกิจใช้เต็มวงเงินตลอด หรือชำระเพียงดอกเบี้ยโดยไม่มีเงินต้นกลับเข้ามา อาจหมายความว่าช่องว่างไม่ได้เป็นปัญหาระยะสั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นความต้องการเงินถาวรหรือปัญหากระแสเงินสดเชิงโครงสร้าง
ผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาการใช้งานและเงื่อนไขโดยละเอียด สามารถอ่าน สินเชื่อ OD สำหรับช่องว่างเงินสดระยะสั้น หรือทดลองใช้ เครื่องคำนวณวงเงินเบิกเกินบัญชี เพื่อประกอบการวางแผนเบื้องต้น
บางผลิตภัณฑ์ไม่กำหนดให้นำบ้าน ที่ดิน หรืออาคารมาจำนอง แต่คำว่าไม่มีหลักทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจเครดิต ไม่ขอเอกสาร หรือไม่มีผู้ค้ำประกันทุกกรณี
ผู้ให้สินเชื่ออาจพิจารณาจาก
รายได้ที่ตรวจสอบได้
Statement ของบัญชีธุรกิจ
งบการเงินและเอกสารภาษี
คุณภาพของลูกหนี้การค้า
PO หรือสัญญาจ้าง
ประวัติการชำระหนี้
ภาระสินเชื่อเดิม
แผนใช้วงเงิน
แหล่งชำระคืน
การค้ำประกันของกรรมการหรือ บสย. ตามเงื่อนไข
จากประสบการณ์ที่เคยช่วยลูกค้ารายหนึ่งยื่นสินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ ดิฉันพบว่าจุดที่ “ผ่านหรือไม่ผ่าน” ไม่ได้อยู่ที่กำไร แต่คือ Statement 3 เดือนล่าสุด ถ้ามีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ แม้กำไรไม่สูง โอกาสผ่านจะดีกว่ากิจการที่กำไรดีแต่เงินนิ่ง
หากกิจการไม่มีอสังหาริมทรัพย์สำหรับค้ำประกัน สามารถศึกษา สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อมูลที่ใช้พิจารณาเพิ่มเติม
การเลือกสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนไม่ควรพิจารณาเฉพาะว่าแหล่งใดให้วงเงินสูงหรือทราบผลเร็ว แต่ควรถามว่า “เหตุการณ์ใดจะทำให้ธุรกิจมีเงินมาชำระคืน”
ตอนที่เคยวิเคราะห์เคสโรงงานเล็ก ๆ ดิฉันพบว่าผู้ประกอบการมักตอบไม่ได้ว่า “เงินจะกลับมาตอนไหน” ทั้งที่ยอดขายดีมาก แต่พอไล่ดูจริง เงินกลับมาจากลูกค้าเป็นรอบ ๆ ไม่ได้สม่ำเสมอ ทำให้เข้าใจผิดว่าขาดเงินตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น
ซื้อวัตถุดิบตาม PO → ชำระจากเงินหลังส่งมอบงาน
สำรองค่าใช้จ่ายระหว่างรอลูกค้าจ่าย → ชำระจาก Invoice ที่ถึงกำหนด
เติมสต๊อกช่วงเทศกาล → ชำระจากยอดขายในฤดูกาล
สำรองเงินระหว่างรอแพลตฟอร์มโอน → ชำระจากยอดโอนรอบถัดไป
ซื้อเครื่องจักร → ชำระจากกระแสเงินสดที่เครื่องจักรสร้างในระยะยาว
หากไม่สามารถระบุเหตุการณ์ชำระคืนได้อย่างชัดเจน วงเงินนั้นอาจไม่ใช่เงินทุนหมุนเวียน แต่เป็นหนี้ที่นำมาอุดการขาดเงินโดยไม่มีทางออก
ก่อนตัดสินใจควรอ่าน เปรียบเทียบแหล่งเงินทุนและต้นทุนรวม เพื่อเปรียบเทียบดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา ผู้ค้ำ และเงื่อนไขอื่นร่วมกัน
ธุรกิจควรจัดทำสรุปหนึ่งหน้าเพื่อให้ผู้พิจารณาเข้าใจปัญหาและวัตถุประสงค์ได้รวดเร็ว โดยมีข้อมูลดังนี้
ระบุให้เฉพาะเจาะจง เช่น ซื้อวัตถุดิบตาม PO จ่ายค่าแรงระหว่างรอรับเงินงวด หรือเติมสต๊อกสินค้าที่มีประวัติขายชัดเจน
จากที่เคยเห็นเอกสารของลูกค้าหลายราย จุดที่ทำให้ธนาคาร “หยุดถามต่อ” คือการเขียนวัตถุประสงค์กว้างเกินไป เช่น “ใช้หมุนธุรกิจ” แต่รายที่ผ่านง่ายมักระบุเป็นรอบงาน เช่น “ซื้อวัตถุดิบล็อต A สำหรับ PO เลขที่…”
อ้างอิงจากตารางเงินสด ไม่ใช่กำหนดจากวงเงินสูงสุดที่ต้องการ ควรแสดงจุดขาดเงินสูงสุด เงินของกิจการที่นำมาร่วมใช้ และวงเงินเดิมที่มีอยู่
นับตั้งแต่วันที่ต้องจ่ายเงินจนถึงวันที่คาดว่าจะได้รับเงินกลับมา หากลูกค้ามีประวัติจ่ายช้ากว่าเงื่อนไข ควรใช้พฤติกรรมการจ่ายจริง ไม่ใช่เฉพาะเครดิตเทอมในสัญญา
ระบุชื่อลูกค้า เลขที่ PO หรือ Invoice มูลค่ารับชำระ และวันที่คาดว่าจะได้รับเงิน หากรายได้มาจากหลายแหล่งควรแยกให้เห็นอย่างชัดเจน
เอกสารประกอบที่ควรมี ได้แก่ Statement รายงานอายุลูกหนี้–เจ้าหนี้ รายงานสต๊อก PO สัญญาจ้าง Invoice หลักฐานส่งมอบ และตารางภาระหนี้เดิม
ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเพิ่มเติมว่า ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement ของธุรกิจอย่างไร เพื่อเตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเงินจริงในบัญชี
กรณีตัวอย่างนี้ปรับรายละเอียดและตัวเลขเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของกิจการ
บริษัทค้าส่งแห่งหนึ่งมียอดขายเฉลี่ยประมาณ 2.8 ล้านบาทต่อเดือน และแจ้งว่าต้องการเงินทุนหมุนเวียน 2.5 ล้านบาทเพื่อรองรับยอดขายที่เติบโต เมื่อดูยอดขายเพียงอย่างเดียว จำนวนดังกล่าวอาจดูไม่สูงเกินไป
แต่เมื่อเข้าไปวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลเงินจริงที่เกิดขึ้นในระบบ พบว่าโครงสร้างรายได้ไม่ได้กระจายตัวสม่ำเสมอ รายได้ประมาณ 55% มาจากลูกค้าองค์กรเพียงสองราย ซึ่งมีเงื่อนไขการชำระเงินเฉลี่ย 60 วัน ขณะที่บริษัทต้องจ่ายค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ภายใน 15–30 วัน ทำให้เกิด “ช่องว่างของเงินสด” อย่างชัดเจนในช่วงกลางรอบเดือน
ในเคสนี้ ดิฉันเคยลอง “ไล่เงินสดรายวัน” ให้ลูกค้าดู เขาถึงเพิ่งเห็นว่าเงินไม่ได้ขาดทั้งเดือน แต่ขาดแค่ช่วงสั้น ๆ ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องวงเงินไปเลย
เมื่อจัดทำแผนเงินสดรายสัปดาห์จากข้อมูลจริง พบว่าจุดที่เงินสดติดลบหนักที่สุดอยู่ที่ประมาณ 950,000 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ 2.5 ล้านบาทตามที่ตั้งใจขอในตอนแรก ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเงินทุนถูกประเมินจาก “ความรู้สึก” มากกว่าพฤติกรรมเงินสดจริง
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบลูกหนี้เชิงเอกสาร พบว่าบางรายการยังไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในรูปแบบ Factoring ได้ เนื่องจากเอกสารส่งมอบไม่ครบถ้วน และมีเงื่อนไขการหักส่วนลดปลายงวด ทำให้สภาพคล่องที่คาดว่าจะได้จริงต่ำกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก
สิ่งที่ช่วยให้การขอวงเงินมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น คือการแยกความต้องการออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ได้แก่ เงินที่ “ติดอยู่ในใบแจ้งหนี้ที่ตรวจสอบได้” และ “ช่องว่างระหว่างรอบจ่ายกับรอบรับเงินจริง” แทนการรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “เงินทุนหมุนเวียน”
จากประสบการณ์ลักษณะนี้ จุดที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามไม่ใช่ยอดขาย แต่คือช่วงเวลาที่เงินสดลดต่ำที่สุดในรอบธุรกิจ การทำตารางเงินสดรายสัปดาห์ช่วยให้เห็นภาพจริงว่า ต้องใช้เงินเท่าใด ใช้นานกี่วัน และควรใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทใดให้สอดคล้องกับรอบการรับเงินของลูกค้าอย่างแท้จริง
ธุรกิจควรหยุดวิเคราะห์ก่อนเพิ่มหนี้ หากพบสัญญาณต่อไปนี้
กำไรขั้นต้นไม่พอกับค่าใช้จ่ายประจำ
ลูกหนี้จำนวนมากเกินกำหนดหรือมีข้อพิพาท
สต๊อกส่วนใหญ่ขายช้า เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัย
ใช้วงเงินหมุนเวียนเดิมเต็มตลอดและไม่เคยลดเงินต้น
ต้องการวงเงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แต่ไม่มีแผนฟื้นฟูรายได้
รายได้ส่วนใหญ่ไม่ผ่านบัญชีและไม่มีเอกสารตรวจสอบ
ไม่สามารถระบุได้ว่าจะนำเงินจากแหล่งใดมาชำระคืน
ประมาณการยอดขายสูงขึ้น แต่ไม่มี PO สัญญา หรือข้อมูลย้อนหลังรองรับ
ต้องการนำเงินระยะสั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว
ภาระชำระหนี้รวมสูงกว่ากระแสเงินสดที่เหลือจากการดำเนินงาน
ในกรณีเหล่านี้ การลดต้นทุน เร่งเก็บลูกหนี้ ระบายสต๊อก เจรจาเจ้าหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ อาจสำคัญกว่าการเพิ่มวงเงินใหม่
ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะอัตราดอกเบี้ย เพราะแหล่งเงินแต่ละประเภทมีวิธีคิดต้นทุนต่างกัน ธุรกิจควรตรวจสอบอย่างน้อยเรื่องต่อไปนี้
อัตราดอกเบี้ยและฐานที่ใช้คำนวณ
ค่าธรรมเนียมจัดการวงเงิน
ค่าธรรมเนียมต่ออายุ
ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ถ้ามี
ค่าใช้วงเงินหรือค่าธรรมเนียมกรณียังไม่เบิก
สัดส่วนเงินที่ได้รับล่วงหน้า
เงินส่วนที่ผู้ให้บริการหักพักไว้
ค่าใช้จ่ายตามจำนวนวันที่ใช้จริง
เงื่อนไขชำระคืนก่อนกำหนด
ความรับผิดกรณีลูกหนี้ไม่ชำระ
หลักประกันและผู้ค้ำเพิ่มเติม
เงื่อนไขทางการเงินที่ต้องรักษา
ระยะเวลาตั้งแต่ยื่นเอกสารจนถึงได้รับวงเงินจริง
ก่อนรับภาระผ่อนรายเดือน สามารถใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนเทียบกระแสเงินสด เพื่อประเมินเบื้องต้นว่ากระแสเงินสดหลังหักค่าใช้จ่ายและหนี้เดิมยังรองรับภาระใหม่หรือไม่
แยกว่าเงินอยู่ในลูกหนี้ สต๊อก ต้นทุนโครงการ หรือเป็นเพียงรอบรับ–จ่ายเหลื่อมกัน
ใส่วันรับและวันจ่ายตามข้อมูลจริง เพื่อหาจุดขาดเงินสูงสุดและระยะเวลาที่ต้องใช้วงเงิน
พิจารณาเร่งเก็บลูกหนี้ ลดสต๊อก ขอเครดิตจากผู้ขาย แบ่งซื้อวัตถุดิบ หรือขอเงินมัดจำจากลูกค้า
ลูกหนี้ชัดอาจพิจารณา Factoring รอบรับ–จ่ายสั้นอาจพิจารณา OD ส่วน PO หรือโครงการควรใช้วงเงินที่ผูกกับสัญญาและกำหนดรับเงิน
ทำสรุปหนึ่งหน้าและแนบเอกสารที่เชื่อมโยงกับตัวเลขในแผนเงินสด
ดูดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หลักประกัน ผู้ค้ำ วิธีเบิกใช้ และเงื่อนไขเมื่อชำระล่าช้า
ตรวจวงเงินที่ได้รับจริง วันครบกำหนด ค่าปรับ ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำ และเงื่อนไขต่ออายุวงเงิน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะยอดวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
เริ่มจากทำแผนเงินสดรายสัปดาห์และหาว่าเงินติดอยู่ที่ลูกหนี้ สต๊อก ค่าใช้จ่ายโครงการ หรือรอบรับ–จ่าย จากนั้นจึงเลือกแหล่งเงินที่มีระยะเวลาและแหล่งชำระคืนตรงกับจุดที่ขาด
อาจมาจากเงินสดของกิจการ กำไรสะสม เครดิตจากผู้ขาย เงินมัดจำจากลูกค้า การลดสต๊อก การเร่งเก็บลูกหนี้ OD, P/N, Factoring, PO Financing หรือสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนประเภทอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลและคุณสมบัติของกิจการ
เงินทุนเป็นคำกว้าง ครอบคลุมเงินที่ใช้เริ่มต้น ดำเนินงาน ลงทุน และขยายกิจการ ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเน้นเงินที่ใช้ในรอบดำเนินงานประจำ ตั้งแต่จ่ายต้นทุนจนถึงรับเงินจากลูกค้า
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกกิจการ ควรประเมินจากลูกหนี้ สต๊อก เจ้าหนี้ แผนเงินสด จุดขาดเงินสูงสุด เงินสำรอง และความผันผวนของวันรับเงิน ไม่ควรใช้ยอดขายหรือค่าใช้จ่ายรายเดือนเพียงตัวเดียวเป็นเกณฑ์
เป็นวงเงินที่อ้างอิงสิทธิรับชำระจากลูกหนี้การค้าหรือ Invoice เหมาะกับธุรกิจที่ขายเชื่อให้ลูกค้าองค์กร มีเอกสารส่งมอบครบ และต้องการให้เงินจากยอดขายกลับมาใช้เร็วขึ้น
OD เป็นวงเงินสำรองที่ธุรกิจเบิกใช้และชำระคืนตามรอบเงินสด ส่วน Factoring อ้างอิงลูกหนี้การค้าหรือ Invoice ที่เกิดขึ้นแล้ว ธุรกิจบางแห่งอาจเหมาะกับเพียงรูปแบบเดียวหรือใช้ร่วมกัน แต่ต้องเปรียบเทียบต้นทุนและแหล่งชำระคืนก่อนตัดสินใจ
ไม่ควรใช้เป็นแหล่งเงินหลัก เพราะเครื่องจักรเป็นสินทรัพย์ระยะยาว ควรใช้สินเชื่อที่มีระยะเวลาชำระสัมพันธ์กับอายุการใช้งานและรายได้ที่เครื่องจักรสร้างขึ้น เพื่อไม่ให้วงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำถูกผูกไว้นานเกินไป
อาจทำได้ในบางช่องทาง แต่ต้องมีหลักฐานรองรับ เช่น ประสบการณ์ผู้บริหาร PO สัญญา ยอดขายจริง เงินลงทุนของเจ้าของ และแผนเงินสด การจดทะเบียนกิจการเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
ธุรกิจที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนไม่ควรเริ่มจากการเลือกผู้ให้สินเชื่อหรือขอวงเงินสูงสุด แต่ควรเริ่มจากการหาว่าเงินสดติดอยู่ตรงไหน ต้องใช้จำนวนเท่าใด ใช้เป็นระยะเวลากี่วัน และจะได้รับเงินจากแหล่งใดมาชำระคืน
หากเงินติดอยู่ในลูกหนี้การค้า อาจพิจารณาสินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้หรือ Factoring หากเป็นรอบรับ–จ่ายเหลื่อมระยะสั้นอาจพิจารณา OD หากมี PO หรือสัญญาจ้างควรใช้วงเงินที่ผูกกับต้นทุนและกำหนดรับชำระ ส่วนการซื้อเครื่องจักรหรือสินทรัพย์ระยะยาวควรแยกออกจากเงินทุนหมุนเวียน
สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ข้อมูลทุกชุดเล่าเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่ Statement งบการเงิน เอกสารภาษี PO, Invoice รายงานลูกหนี้–เจ้าหนี้ ไปจนถึงแผนเงินสด เมื่อธุรกิจสามารถอธิบายวัตถุประสงค์ จำนวนวันที่ใช้เงิน และแหล่งชำระคืนได้ชัดเจน การเลือกแหล่งเงินทุนย่อมมีเหตุผลมากขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้วงเงินผิดประเภท
แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับ SME – ธนาคารแห่งประเทศไทย
PromptBiz และข้อมูลการค้าสำหรับ Invoice Financing – ธนาคารแห่งประเทศไทย
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย การระบุประเภทวงเงินเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติ วงเงิน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หลักประกัน ผู้ค้ำ และเงื่อนไขขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการและนโยบายของผู้ให้สินเชื่อ โปรดตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดและอ่านสัญญาก่อนตัดสินใจ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา