เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 21 กันยายน 2569
เมื่อผ่อนสินเชื่อธุรกิจมาระยะหนึ่ง เจ้าของกิจการอาจพบว่าที่ดินหรืออาคารที่ใช้ค้ำประกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเงินต้นที่เป็นหนี้ก็ลดลง จึงเกิดคำถามว่า สามารถรีไฟแนนซ์เพื่อขอวงเงินส่วนต่างเพิ่ม หรือ Cash Out มาใช้ในกิจการได้หรือไม่?
มีโอกาสทำได้ หากผลิตภัณฑ์สินเชื่อและผลพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อรองรับ โดยราคาหลักประกันที่เพิ่มขึ้นและเงินต้นที่ลดลงอาจช่วยให้เกิดส่วนต่างสำหรับวงเงินใหม่
อย่างไรก็ตาม เงินส่วนต่างดังกล่าวเป็นสินเชื่อใหม่ที่ต้องชำระคืน ไม่ใช่เงินที่สามารถถอนออกจากมูลค่าทรัพย์ได้โดยอัตโนมัติ
จุดน่าสนใจของ Cash Out คือ กิจการอาจใช้ หลักประกันเดิมที่มีอยู่แล้ว มาจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ พร้อมประเมินวงเงินส่วนต่างสำหรับใช้ในธุรกิจได้ในครั้งเดียว
หากเงินต้นเดิมลดลง หรือราคาประเมินหลักประกันเพิ่มขึ้น อาจเกิดพื้นที่สำหรับวงเงินใหม่โดยไม่จำเป็นต้องหาหลักประกันชิ้นใหม่ทุกครั้ง เงินส่วนต่างสามารถนำไปใช้เพิ่มสต๊อก ซื้อวัตถุดิบ รองรับออเดอร์ หรือเสริมเงินทุนหมุนเวียนได้ตามเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อ
จึงเหมาะนำมาประเมินในกิจการที่มีลักษณะ “มีทรัพย์ มีรายได้ แต่เงินสดที่ใช้หมุนธุรกิจยังไม่เพียงพอ”
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรขอส่วนต่างให้มากที่สุดเพียงเพราะหลักประกันรองรับ แต่ควรขอเท่าที่กิจการมีแผนใช้เงินและกระแสเงินสดสามารถรองรับภาระใหม่ได้
ก่อนเปรียบเทียบทั้งสองปัจจัย ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องให้วงเงินเท่ามูลค่าหลักประกันทั้งหมด
ตัวอย่างในบทความนี้สมมติให้ใช้ สัดส่วนวงเงินต่อราคาประเมิน 70% เท่ากันทุกสถานการณ์ และมีหนี้เดิมเพียงบัญชีเดียวที่ผูกกับทรัพย์ เพื่อแสดงผลของราคาประเมินและเงินต้นให้เห็นชัดเจน ตัวเลข 70% ไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานหรือข้อเสนอของผู้ให้สินเชื่อรายใด
คำว่า “ส่วนต่างทางคำนวณ” ในตารางต่อไปนี้หมายถึง เพดานวงเงินตามสมมติฐาน หักเงินต้นเดิมคงเหลือ ยังไม่หักค่าใช้จ่าย และยังไม่ใช่วงเงินที่ได้รับอนุมัติ
สำหรับหลักเกณฑ์ประเมินวงเงินโดยรวม สามารถอ่าน วิธีประเมินวงเงินสินเชื่อ SME จากหลักทรัพย์และความสามารถชำระหนี้ เพิ่มเติมได้
สมมติฐานเริ่มต้นคือ หลักประกันมีราคาประเมิน 8 ล้านบาท และเงินต้นเดิมคงเหลือ 5 ล้านบาท จากนั้นเปลี่ยนราคาประเมินและยอดเงินต้นทีละปัจจัย โดยคงสัดส่วนวงเงินไว้ที่ 70%
ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ก่อนพิจารณาค่าใช้จ่าย ความสามารถชำระหนี้ และเงื่อนไขอนุมัติหรือเบิกจ่ายจริง
เมื่อราคาประเมินเพิ่มจาก 8 ล้านบาทเป็น 10 ล้านบาท เพดานวงเงินตามสมมติฐานจะเพิ่มจาก 5.6 ล้านบาทเป็น 7 ล้านบาท หากเงินต้นยังเหลือ 5 ล้านบาท ส่วนต่างทางคำนวณจะเพิ่มจาก 600,000 บาทเป็น 2 ล้านบาท
แม้ราคาทรัพย์เพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท แต่ส่วนต่างเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาท เพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นถูกนำมาคูณด้วยสัดส่วนวงเงิน 70%
สิ่งที่ต้องยืนยันคือ ราคาประเมินใหม่ที่ผู้ให้กู้ยอมรับ ราคาประกาศขายหรือราคาที่เจ้าของทรัพย์คาดหวังอาจใช้ประกอบการประเมินเบื้องต้นได้ แต่ยังใช้แทนราคาที่ผู้ให้กู้รับรองไม่ได้
นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบสัดส่วนวงเงินด้วย หากผู้ให้กู้ใหม่ใช้ 60% แทน 70% ทรัพย์ที่ประเมินได้ 10 ล้านบาทจะมีเพดานตามสมมติฐานเพียง 6 ล้านบาท ส่วนต่างหลังหักเงินต้น 5 ล้านบาทจึงเหลือ 1 ล้านบาท
ราคาทรัพย์ที่สูงขึ้นจึงไม่ได้ทำให้ส่วนต่างเพิ่มในจำนวนเดียวกันเสมอไป ต้องดูทั้งราคาประเมินและสัดส่วนวงเงินร่วมกัน
หากราคาประเมินยังอยู่ที่ 8 ล้านบาท เพดานวงเงินตามสมมติฐานจะคงอยู่ที่ 5.6 ล้านบาท แต่เมื่อเงินต้นลดจาก 5 ล้านบาทเหลือ 4 ล้านบาท ส่วนต่างจะเพิ่มจาก 600,000 บาทเป็น 1.6 ล้านบาท
ในกรณีนี้ ส่วนต่างเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาทจากการลดลงของเงินต้น โดยไม่ต้องอาศัยราคาทรัพย์ที่สูงขึ้น
เจ้าของกิจการจึงอาจมีโอกาสขอวงเงินเพิ่มแม้ราคาหลักประกันไม่เปลี่ยน แต่ต้องตรวจสอบว่า เงินต้นลดลงจริงเท่าไร ไม่ควรใช้ยอดค่างวดที่จ่ายสะสมแทน เพราะค่างวดมีส่วนของดอกเบี้ยรวมอยู่ด้วย
ตัวอย่างเช่น หากจ่ายค่างวดสะสม 1 ล้านบาท โดยเป็นเงินต้น 650,000 บาทและดอกเบี้ย 350,000 บาท ผลจากการลดเงินต้นในแบบจำลองนี้จะเท่ากับ 650,000 บาท ไม่ใช่ 1 ล้านบาท
การขอ Cash Out จึงต้องเริ่มจากเงินต้นคงเหลือในรายการสินเชื่อล่าสุด และตรวจยอดปิดบัญชีอีกครั้งเมื่อทราบวันที่จะย้ายหนี้จริง
เมื่อราคาประเมินเพิ่มเป็น 10 ล้านบาท และเงินต้นลดเหลือ 4 ล้านบาท ส่วนต่างทางคำนวณจะอยู่ที่ 3 ล้านบาท เพิ่มจากฐานเริ่มต้น 600,000 บาทรวม 2.4 ล้านบาท
สามารถแยกที่มาของส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นได้ดังนี้
จากราคาประเมินที่เพิ่ม: (10 − 8 ล้านบาท) × 70% = 1.4 ล้านบาท
จากเงินต้นที่ลด: 5 − 4 ล้านบาท = 1 ล้านบาท
รวมส่วนต่างที่เพิ่มจากฐานเดิม: 2.4 ล้านบาท
การแยกสองปัจจัยนี้ช่วยให้เห็นว่า ตัวเลขใดยืนยันได้แล้วและตัวเลขใดยังเป็นความคาดหวัง เช่น เงินต้นอาจลดลงตามรายการบัญชีจริงแล้ว แต่ราคาประเมินใหม่ยังอยู่ระหว่างรอผล จึงยังไม่ควรนำส่วนต่างทั้งหมดไปผูกพันกับแผนใช้เงิน
ส่วนต่างตามหลักประกันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เงินที่เหลือใช้ต้องคำนวณจากวงเงินใหม่ที่อนุมัติและเบิกจ่ายได้จริง หักยอดปิดบัญชีเดิมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างสมมติ หากได้รับสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายได้ทั้งหมด 6.5 ล้านบาท มียอดปิดบัญชีเดิมรวมดอกเบี้ยถึงวันปิด 4.05 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องหักจากเงินกู้อีก 100,000 บาท จะเหลือเงินใช้จริง
6,500,000 − 4,050,000 − 100,000 = 2,350,000 บาท
หากยอดปิดบัญชีรวมค่าใช้จ่ายรายการใดไว้แล้ว ต้องไม่หักรายการนั้นซ้ำ และหากวงเงินบางส่วนเป็น OD หรือเบิกได้ตามเงื่อนไข ก็ต้องแยกออกจากเงินสดที่จะได้รับทันที
เงินที่กู้เพิ่มยังทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น จึงควรกำหนดจำนวนที่ต้องการใช้จากแผนธุรกิจและแหล่งชำระคืน พร้อมตรวจสอบค่างวดและต้นทุนตามข้อเสนอจริง
หากมีหนี้หลายบัญชีและต้องการพิจารณาการรวมภาระร่วมด้วย สามารถอ่าน กรณีรีไฟแนนซ์รวมหนี้สินเชื่อ SME พร้อมเงินก้อนเพิ่ม เพื่อดูแนวทางสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว
ข้อมูลตั้งต้นที่ควรนำมาเทียบกันคือ ราคาประเมินหลักประกัน เงินต้นคงเหลือล่าสุด และยอดปิดบัญชีตามวันที่คาดว่าจะรีไฟแนนซ์ หากหลักประกันผูกกับหลายวงเงิน ต้องตรวจสอบภาระเหล่านั้นให้ครบด้วย
จากนั้นจึงแยกให้ได้ว่า ส่วนต่างที่คาดว่าจะเพิ่มมาจากราคาประเมินใหม่ เงินต้นที่ลดลง หรือทั้งสองปัจจัย แล้วนำไปเทียบกับจำนวนเงินที่กิจการต้องใช้จริง
ผู้ประกอบการที่ต้องการพิจารณาทางเลือก สามารถศึกษารายละเอียด สินเชื่อธุรกิจรีไฟแนนซ์ และเตรียมข้อมูลข้างต้นประกอบการประเมิน เพื่อให้เห็นทั้งโอกาสขอวงเงินเพิ่มและภาระที่ต้องรับหลังรีไฟแนนซ์อย่างชัดเจน
เจ้าของกิจการที่ต้องการให้ช่วยทบทวนโอกาสรีไฟแนนซ์เพื่อขอวงเงินส่วนต่างเพิ่ม สามารถ ติดต่อ EasyCashFlows เพื่อปรึกษาแนวทางรีไฟแนนซ์และขอวงเงินเพิ่ม โดยนำข้อมูลหลักประกัน ยอดหนี้คงเหลือ และจำนวนเงินที่ต้องการใช้ มาประกอบการพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจ ทั้งนี้ วงเงินและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา