เขียนโดย : ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 27 สิงหาคม 2569
คำตอบสั้น ๆ คือ บริษัทที่มีผลขาดทุนยังอาจยื่นกู้ SME ได้ แต่ผลขาดทุนต้องอธิบายได้ และธุรกิจต้องแสดงให้เห็นว่ามีกระแสเงินสดหรือแหล่งรายได้เพียงพอสำหรับชำระหนี้ก้อนใหม่
ธนาคารไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวเลข “กำไรสุทธิ” เพียงบรรทัดเดียว แต่จะดูร่วมกันทั้งสาเหตุของการขาดทุน กระแสเงินสด ภาระหนี้เดิม ประวัติเครดิต คุณภาพของรายได้ แผนฟื้นตัว และวัตถุประสงค์ของวงเงิน
หลักการสำคัญคือ ผู้พิจารณาต้องตอบให้ได้ว่า หากให้สินเชื่อก้อนนี้แล้ว ธุรกิจจะนำเงินไปใช้อะไร และจะนำเงินจากแหล่งใดมาชำระคืน
ผู้ประกอบการที่ต้องการทำความเข้าใจประเภทวงเงินก่อน สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ ส่วนผู้ที่ต้องการประเมินภาพรวมของกิจการ สามารถใช้ เครื่องมือตรวจคุณสมบัติสินเชื่อ SME ก่อนยื่น ประกอบได้
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจมีผลขาดทุนทางบัญชีเพราะมีค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร หรือมีค่าใช้จ่ายปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่ แต่ยังมีเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก ในทางกลับกัน บางบริษัทมีกำไรในงบ แต่ลูกหนี้ยังไม่ชำระเงิน ทำให้ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายค่างวด
ดังนั้น การตรวจว่าบริษัทขาดทุนยังกู้ SME ได้หรือไม่ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ผลกำไรทางบัญชี กับ เงินสดที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้จริง
จุดแรกที่ธนาคารพิจารณาคือ สาเหตุของผลขาดทุนและแนวโน้มย้อนหลัง
คำถามสำคัญ ได้แก่
ขาดทุนติดต่อกันกี่ปี
รายได้ลดลงหรือต้นทุนเพิ่มขึ้น
อัตรากำไรขั้นต้นยังเป็นบวกหรือไม่
ค่าใช้จ่ายที่ทำให้ขาดทุนเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
มีรายการพิเศษ เช่น ซ่อมเครื่องจักร เปิดสาขา หรือปรับโครงสร้างกิจการหรือไม่
ผลประกอบการหลังงบปีล่าสุดดีขึ้นหรือแย่ลง
ธุรกิจมีแผนฟื้นตัวที่เริ่มเกิดผลแล้วหรือยัง
ผลขาดทุนหนึ่งปีจากเหตุการณ์เฉพาะอาจอธิบายได้ง่ายกว่าการขาดทุนต่อเนื่องหลายปีโดยไม่เห็นแนวทางแก้ไข แต่การระบุว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว” อย่างเดียวไม่เพียงพอ กิจการควรมี Invoice สัญญา หรือเอกสารประกอบที่ตรวจสอบได้
หากรายได้ลดลงชั่วคราว ควรแสดงข้อมูลรายเดือนหลังงบล่าสุด เพื่อให้เห็นว่ารายได้ คำสั่งซื้อ หรืออัตรากำไรกำลังฟื้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงประมาณการที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
แม้บริษัทจะมีผลขาดทุน สิ่งที่ยังอาจทำให้คำขอได้รับการพิจารณาคือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ยังรองรับภาระหนี้ได้
ควรเริ่มจากการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้
เงินรับจากธุรกิจ − ต้นทุน − ค่าใช้จ่ายประจำ − ภาระหนี้เดิม = เงินสดที่เหลือรองรับค่างวดใหม่
ผู้พิจารณาอาจดูความสามารถชำระหนี้ผ่านตัวชี้วัดหลายรูปแบบ เช่น DSCR หรือการเปรียบเทียบเงินสดที่เหลือกับค่างวดรวม แต่ไม่มีค่าตัดสินตัวเดียวที่ใช้กับผู้ให้สินเชื่อทุกแห่ง
เจ้าของกิจการสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยอดขายสูงแต่ DSCR–DSR ไม่ถึง ธุรกิจยังเสี่ยงอย่างไร หรือลองใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด
สิ่งที่ควรระวังคือ การนำเงินเข้าบัญชีจำนวนมากไม่ได้แปลว่าบริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอ เพราะต้องแยกให้ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็น
รายได้จากลูกค้า
เงินโอนระหว่างบัญชี
เงินกู้ยืมจากกรรมการ
เงินจากการขายทรัพย์สิน
เงินกู้จากแหล่งอื่น
รายรับที่ต้องนำไปชำระต้นทุนหรือเจ้าหนี้ทันที
หากหลังหักภาระทั้งหมดแล้วแทบไม่มีเงินเหลือ การเพิ่มสินเชื่อใหม่อาจทำให้ธุรกิจตึงมือยิ่งกว่าเดิม แม้จะมีหลักทรัพย์เสนอเป็นประกันก็ตาม
บริษัทที่มีผลขาดทุนจำเป็นต้องทำให้ผู้พิจารณาเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ธุรกิจยังมีรายได้เกิดขึ้นจริงและรายได้นั้นมีความต่อเนื่อง
ข้อมูลที่ควรเชื่อมโยงกัน ได้แก่
เงินรับใน Statement
Invoice หรือใบเสร็จ
แบบยื่นภาษี
สัญญาว่าจ้างหรือ Purchase Order
รายงาน POS หรือยอดขายจากแพลตฟอร์ม
รายงานลูกหนี้การค้า
งบการเงินและบัญชีบริหาร
ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อยคือ บริษัทแจ้งว่ามียอดขายสูง แต่รายได้กระจายอยู่หลายบัญชี บางส่วนรับผ่านบัญชีส่วนตัว และบางรายการเป็นเงินโอนระหว่างบริษัทกับกรรมการ ทำให้ผู้พิจารณาแยกรายได้จริงออกจากเงินหมุนเวียนภายในได้ยาก
Statement ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมียอดเงินเข้าสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือน แต่ควรอธิบายได้ว่าเงินมาจากไหน เกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือเอกสารฉบับใด และเป็นรายได้ที่มีโอกาสเกิดซ้ำหรือไม่
อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ วิธีที่ผู้ให้สินเชื่อวิเคราะห์ Statement ของธุรกิจ
ผลขาดทุนไม่ใช่ปัจจัยเดียวในงบการเงินที่มีผลต่อการกู้ SME ผู้พิจารณายังอาจดูองค์ประกอบอื่น เช่น
ส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกหรือติดลบ
มีขาดทุนสะสมมากเพียงใด
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ลูกหนี้การค้ามีรายการค้างนานหรือไม่
สินค้าคงเหลือสามารถขายหรือใช้ในการผลิตได้จริงหรือไม่
มีเงินกู้ยืมกรรมการหรือรายการระหว่างกันจำนวนมากหรือไม่
เจ้าของกิจการใส่เงินทุนของตนเองเข้าไปในโครงการเท่าไร
บริษัทและกรรมการมีภาระสินเชื่อหรือการค้ำประกันที่อื่นหรือไม่
มีรายการค้างชำระหรือปรับโครงสร้างหนี้อยู่หรือไม่
กรณีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือมีขาดทุนสะสม ไม่ได้แปลว่าถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติ แต่กิจการต้องอธิบายให้ได้ว่าฐานทุนจะกลับมาแข็งแรงขึ้นอย่างไร เช่น การเพิ่มทุน การแปลงหนี้กรรมการเป็นทุน การรักษากำไรในกิจการ หรือการลดภาระหนี้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้มีผลทางบัญชี ภาษี และกฎหมายต่างกัน จึงควรหารือกับนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ ไม่ควรปรับรายการเพียงเพื่อทำให้งบดูดีสำหรับยื่นสินเชื่อ
คำว่า “ปีหน้าจะดีขึ้น” ยังไม่เพียงพอสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ธุรกิจควรแสดงหลักฐานที่ทำให้ประมาณการรายได้มีน้ำหนัก เช่น
Purchase Order ที่ได้รับแล้ว
สัญญาว่าจ้างที่ลงนามแล้ว
รายชื่อลูกค้าหลักและประวัติการชำระเงิน
ยอดขายหลังงบล่าสุด
รายงานคำสั่งซื้อที่รอส่งมอบ
การปรับราคาขายที่เริ่มใช้จริง
แผนลดต้นทุนที่ดำเนินการแล้ว
การยกเลิกค่าใช้จ่ายหรือโครงการที่ไม่ทำกำไร
เงินเพิ่มทุนหรือเงินสนับสนุนจากเจ้าของ
ประมาณการกระแสเงินสดที่มีสมมติฐานตรวจสอบได้
แผนฟื้นตัวที่ดีควรตอบอย่างน้อยสี่เรื่อง:
อะไรเป็นสาเหตุของผลขาดทุน
กิจการแก้ไขอะไรไปแล้ว
ผลจากการแก้ไขเริ่มปรากฏเมื่อไร
เงินสดสำหรับชำระหนี้ใหม่จะมาจากไหน
ถ้ารายได้ส่วนใหญ่พึ่งลูกค้ารายเดียว ควรอธิบายความสัมพันธ์ทางการค้า อายุสัญญา ประวัติการชำระเงิน และแผนรองรับกรณีที่ลูกค้าลดคำสั่งซื้อ เพราะยอดขายที่สูงแต่กระจุกตัวอยู่กับลูกค้ารายเดียวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่ายอดขายที่กระจายอยู่ในลูกค้าหลายราย
บริษัทที่ขาดทุนไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ขอวงเงินสูงสุดได้เท่าไร” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า ต้องใช้เงินจริงเท่าไร ใช้เมื่อไร และเงินจะกลับเข้าธุรกิจเมื่อไร
ประเด็นสุดท้ายสำคัญมาก หากกิจการขาดทุนเพราะรูปแบบธุรกิจยังไม่สร้างกำไรและยังไม่มีแผนแก้ไข การนำสินเชื่อใหม่มาอุดค่าใช้จ่ายประจำอาจเพียงเลื่อนปัญหาออกไป และเพิ่มภาระดอกเบี้ยในอนาคต
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า สินเชื่อแต่ละประเภทเหมาะกับวัตถุประสงค์และรอบเงินที่แตกต่างกัน โดยการพิจารณายังเกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด ความสามารถชำระหนี้ และข้อมูลของกิจการเป็นรายกรณี ผู้ประกอบการจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับการใช้เงิน ไม่ใช่เลือกจากวงเงินสูงหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว
เคสนี้เป็นบริษัทที่ดิฉันเคยช่วยตรวจความพร้อมก่อนยื่นสินเชื่อ โดยปกปิดชื่อและปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อไม่ให้ระบุตัวกิจการได้ แต่ยังคงสัดส่วนทางการเงินและประเด็นที่ใช้วิเคราะห์ไว้
บริษัท เอ จำกัด มีข้อมูลสำคัญดังนี้
รายได้ต่อปี 15,000,000 บาท
ขาดทุนสุทธิ 500,000 บาท
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 900,000 บาท
ภาระหนี้เดิมต่อปี 240,000 บาท
ค่างวดสินเชื่อใหม่ประมาณ 360,000 บาทต่อปี
เงินสดหลังชำระหนี้รวม 300,000 บาท
ตอนเห็นงบครั้งแรก จุดที่สะดุดตาคือบริษัทขาดทุน แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวก ดิฉันจึงไม่ได้สรุปจากกำไรสุทธิทันที แต่ทำตารางเชื่อมผลขาดทุน รายการที่ไม่ใช่เงินสด และภาระหนี้ไว้หน้าเดียว
เมื่อนำกระแสเงินสด 900,000 บาทหารด้วยภาระหนี้รวม 600,000 บาท อัตราคุ้มครองภาระหนี้แบบง่ายอยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่า และเหลือส่วนเผื่อ 300,000 บาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติ แต่ทำให้เราเห็นว่าบริษัทยังมีเงินรองรับค่างวด ไม่ได้ขาดสภาพคล่องตามตัวเลขขาดทุนเพียงอย่างเดียว
เมื่อลงรายละเอียด พบว่าผลขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมปรับปรุงโรงงานที่เกิดครั้งเดียว ขณะที่ยอดขายสามเดือนล่าสุดเริ่มฟื้นและมี PO ใหม่เข้ามา
สำหรับ PO ดิฉันตรวจต่อถึงผู้สั่งซื้อ เงื่อนไขส่งมอบ เครดิตเทอม และประวัติรับเงินจริง เพราะมูลค่าในใบสั่งซื้อยังไม่ใช่เงินสด หากงานมีกำไรต่ำ ส่งมอบไม่ทัน หรือเครดิตเทอมยาว PO นั้นอาจช่วยเรื่องการชำระหนี้ได้น้อยกว่าที่เห็น
เคสนี้แสดงให้เห็นว่า “ขาดทุนสุทธิ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีเงินชำระหนี้” เสมอไป แต่ก็ไม่ได้รับประกันผลอนุมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องตรวจคุณภาพกระแสเงินสด ภาระของบริษัทและกรรมการ รวมถึงคำนวณความสามารถชำระตามหลักเกณฑ์ของตน
จากที่ดิฉันสังเกต หากกระแสเงินสดติดลบ มีหนี้ค้างชำระ และรายได้ใหม่ยังตรวจสอบไม่ได้ การยื่นพร้อมกันหลายแห่งมักไม่แก้ปัญหา ควรกลับมาแก้โครงสร้างเงินสดและสร้างหลักฐานการฟื้นตัวก่อน
เริ่มจัดเอกสารได้: ผลขาดทุนมาจากเหตุการณ์เฉพาะ กระแสเงินสดยังเป็นบวก ไม่มีค้างชำระ และมีหลักฐานรายได้ใหม่ที่ตรวจสอบเงื่อนไขการรับเงินได้
ควรเตรียมเพิ่มเติม: รายได้เริ่มฟื้น แต่ยอดใน Statement ภาษี และงบการเงินยังไม่สัมพันธ์กัน ดิฉันจะแก้ด้วยตารางกระทบยอดรายเดือนและลดวงเงิน หากค่างวดใหม่กินเงินส่วนเผื่อมากเกินไป
ควรตรวจอย่างละเอียด: กิจการมีขาดทุนสะสม ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ หรือพึ่งลูกค้ารายเดียวสูง กรณีนี้เราควรทดลองคำนวณด้วยว่า หากลูกค้าหลักจ่ายช้าหนึ่งรอบบิล ธุรกิจยังชำระหนี้ไหวหรือไม่
ยังไม่ควรรีบยื่น: บริษัทขาดทุนต่อเนื่อง กระแสเงินสดติดลบ มีหนี้ค้างชำระ และยังไม่มีผลลัพธ์จากแผนฟื้นตัว การเพิ่มหนี้ในช่วงนี้อาจเพียงเลื่อนปัญหาออกไป จึงควรสร้างหลักฐานการฟื้นตัวก่อนยื่นใหม่
หากยังไม่ทราบว่ากิจการอยู่ในระดับใด สามารถเริ่มจาก แบบประเมินความพร้อมขอสินเชื่อ SME และอ่าน 8 สาเหตุที่ทำให้สินเชื่อ SME ไม่ผ่าน ก่อนสมัครหลายแห่งพร้อมกัน
นอกจากเอกสารพื้นฐานตามที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด บริษัทที่มีผลขาดทุนควรเตรียมข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม ได้แก่
งบการเงินย้อนหลัง พร้อมหมายเหตุประกอบงบ
งบทดลองหรืองบบริหารหลังงบปีล่าสุด
Statement ของทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง
แบบยื่นภาษีและรายงานยอดขาย
ตารางภาระหนี้ของบริษัทและกรรมการ
รายงานลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ
เอกสารค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่ทำให้ขาดทุน
PO สัญญา หรือหลักฐานรายได้ใหม่
แผนฟื้นตัวพร้อมประมาณการกระแสเงินสด
ตารางแจกแจงการใช้วงเงินและแหล่งชำระคืน
สามารถดูรายการและเอกสารทดแทนเพิ่มเติมได้ที่ รวมเอกสารขอสินเชื่อ SME ที่ใช้พิสูจน์รายได้
เอกสารทุกชุดควรสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไม่ควรสร้างรายการเงินโอนวน ปกปิดบัญชี หรือแก้ไขเอกสารเพื่อทำให้กิจการดูมีรายได้สูงขึ้น เพราะอาจทำให้ข้อมูลขัดแย้งกันและลดความน่าเชื่อถือของคำขอ
ไม่มีระยะเวลาตายตัว แต่ในงานเตรียมเคส ดิฉันมักใช้กรอบ 30–60 วันสำหรับกิจการที่ยังมีกระแสเงินสดและแก้จุดอ่อนได้ด้วยการจัดข้อมูล หากรายได้ยังไม่ฟื้นหรือเงินสดยังติดลบ การรอนานขึ้นย่อมดีกว่ายื่นตามกำหนดแต่ไม่มีหลักฐานรองรับ
กระทบยอดงบ Statement ภาษี และเอกสารขาย
แยกผลขาดทุนปกติออกจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
ตรวจเงินเข้าหลายบัญชีและรายการส่วนตัวที่ปะปน
คำนวณเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและหนี้เดิม
จุดที่ดิฉันพบบ่อยไม่ใช่เอกสารขาด แต่เป็นรายได้ในงบ ภาษี และบัญชีธนาคารไม่สัมพันธ์กันจนผู้พิจารณาต้องคาดเดาเอง
ทำตารางกระทบยอดรายได้แบบรายเดือน
ระบุค่าใช้จ่ายครั้งเดียวพร้อมหลักฐาน
รวมภาระหนี้และค่างวดไว้ในตารางเดียว
สรุปวงเงิน วัตถุประสงค์ และแหล่งชำระคืน
แนบ PO หรือสัญญาที่มีรอบส่งมอบและกำหนดรับเงิน
ดิฉันมักสรุปข้อมูลหลักไว้หนึ่งหน้า เพราะเอกสารจำนวนมากไม่ได้ช่วยเสมอไป หากยังตอบไม่ได้ว่าจะนำเงินไปทำอะไรและชำระคืนจากส่วนใด
รวมรายได้ธุรกิจเข้าบัญชีหลักอย่างสม่ำเสมอ
แยกรายการส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัท
บันทึกผลลดต้นทุนเทียบก่อนและหลังดำเนินการ
เทียบกระแสเงินสดจริงกับประมาณการทุกสัปดาห์
ทดสอบว่ายังเหลือเงินหลังชำระหนี้ทุกก้อน
เป้าหมายไม่ใช่แต่ง Statement ให้ดูดีช่วงสั้น ๆ แต่ทำให้ข้อมูลต่อเนื่องกันตั้งแต่ยอดขายจนถึงเงินสดคงเหลือ ซึ่งน่าเชื่อถือกว่ายอดเงินก้อนที่เพิ่งเข้าก่อนวันยื่น
อาจยื่นได้ เวลาประเมินเคส ดิฉันจะไม่หยุดแค่คำว่า “ขาดทุน” แต่จะแยกว่าเกิดจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียว การลงทุน หรือธุรกิจหลักอ่อนตัว หาก Statement ล่าสุดยังมีเงินเหลือและงบระหว่างกาล 3–6 เดือนเริ่มฟื้น ก็ยังมีข้อมูลให้ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา
ยังพอมีทาง แต่ต้องตรวจละเอียดขึ้น สิ่งที่ดิฉันมักดูต่อคือ เจ้าของพร้อมเพิ่มทุนหรือไม่ เงินกู้กรรมการจะเปลี่ยนเป็นทุนได้หรือไม่ และธุรกิจสร้างเงินสดกลับมาได้เมื่อไร การมีเพียงแผนเพิ่มทุนโดยไม่มีหลักฐานเงินหรือมติรองรับ ยังช่วยอธิบายฐานทุนได้ไม่มากนัก
ไม่ใช่ ในงานวิเคราะห์สินเชื่อ เรามองกระแสเงินสดเป็นแหล่งชำระหนี้หลัก ส่วนหลักทรัพย์เป็นทางสำรอง หากกิจการยังไม่มีเงินรองรับค่างวด การมีที่ดินหรืออาคารอาจช่วยเรื่องโครงสร้างวงเงิน แต่ไม่ได้ทำให้ผลขาดทุนและภาระหนี้เดิมหายไป
ไม่จำเป็นต้องรอกำไรเต็มปีเสมอไป ดิฉันมักดูแนวโน้มล่าสุดอย่างน้อย 3–6 เดือน ทั้งยอดขาย อัตรากำไรและเงินเข้าบัญชี โดย PO หรือสัญญาใหม่จะมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อระบุยอดเงิน รอบส่งมอบ และกำหนดรับชำระชัดเจน ไม่ใช่มีเพียงยอดขายที่คาดการณ์ไว้
ดิฉันไม่แนะนำให้ส่งเอกสารชุดเดียวไปหลายแห่งเพื่อทดลอง เพราะผลิตภัณฑ์และเกณฑ์รับลูกค้าแต่ละแห่งต่างกัน ควรสรุปข้อมูลหนึ่งหน้าให้ชัดก่อนว่า ต้องการเงินเท่าไร ใช้ทำอะไร และชำระจากเงินส่วนใด แล้วจึงเลือกผู้ให้สินเชื่อที่ตรงกับธุรกิจมากที่สุด
ดิฉันจะเริ่มจากเงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและหนี้เดิม แล้วทดลองลดรายรับในประมาณการลงอีก 10–20% เพื่อดูว่ายังรับค่างวดใหม่ไหวหรือไม่ วงเงินที่เหมาะจึงควรเริ่มจากความสามารถชำระ ไม่ใช่วงเงินสูงสุดที่ต้องการ สามารถใช้ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประเมินเบื้องต้นได้ โดยผลคำนวณไม่ใช่ผลอนุมัติ
บริษัทขาดทุนยังสามารถกู้ SME ได้ในบางกรณี แต่โอกาสไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลกำไรสุทธิเพียงตัวเลขเดียว ผู้พิจารณาจะดูร่วมกันอย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่
สาเหตุและระยะเวลาของผลขาดทุน
กระแสเงินสดที่เหลือสำหรับชำระหนี้
คุณภาพและความน่าเชื่อถือของรายได้
ฐานะการเงินและภาระหนี้เดิม
หลักฐานว่าธุรกิจกำลังฟื้นตัว
ความเหมาะสมของวงเงินและวัตถุประสงค์
กิจการที่ขาดทุนจากเหตุการณ์ชั่วคราว แต่ยังมีกระแสเงินสด ไม่มีค้างชำระ และมีรายได้ในอนาคตที่ตรวจสอบได้ อาจมีเหตุผลรองรับการยื่นสินเชื่อมากกว่ากิจการที่ขาดทุนต่อเนื่องโดยไม่มีแผนฟื้นตัว
ก่อนตัดสินใจยื่น สามารถ ตรวจคุณสมบัติสินเชื่อ SME เบื้องต้น หรืออ่านแนวทาง ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้ เพื่อจัดลำดับข้อมูลและเลือกวงเงินให้เหมาะกับกิจการ
แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน SME — ธนาคารแห่งประเทศไทย
บทบาทของ Responsible Lending — ธนาคารแห่งประเทศไทย
สิ่งที่ควรรู้เมื่อขอกู้เงิน — ธนาคารแห่งประเทศไทย
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย ผลการพิจารณาสินเชื่อขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ ประวัติเครดิต หลักประกัน และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่งในช่วงเวลานั้น
เขียนโดย: ชุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ดูประวัติผู้เขียน | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา