เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 26 มกราคม 2569
คู่มือภาคปฏิบัติสำหรับการเลือก สินเชื่อsme และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ในปี 2569 : จัดลำดับคิดตั้งแต่วัตถุประสงค์เงินกู้ การเลือกวงเงินระยะสั้น–ระยะยาวให้สอดคล้องกระแสเงินสด การตั้งวงเงินเริ่มต้นอย่างปลอดภัย (ตัวอย่างวิธีคำนวณแบบสองชั้น) ไปจนถึงการเตรียมเอกสารและตรวจความพร้อมก่อนยื่น กู้ sme เพื่อให้ได้วงเงินเหมาะและลดความเสี่ยงตึงมือหลังอนุมัติ
เช็กคุณสมบัติของฉัน | เช็กลิสต์เอกสาร
ลิงก์ไปหน้า: ระยะสั้น vs ระยะยาว เลือกอย่างไร , เสริมสภาพคล่อง(OD/Factoring) , ลงทุนในสินทรัพย์ (Term/Investment
การเลือก สินเชื่อsme หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก แนะนำให้คิดเป็นลำดับขั้นง่าย ๆ ตามนี้ครับ เพื่อให้การ กู้ sme ตรงงานและไม่ทำให้กระแสเงินสดตึงโดยไม่จำเป็น
ก่อนเลือกประเภท สินเชื่อsme ต้องตอบให้ชัดว่า “กู้ไปทำอะไร” เพราะวัตถุประสงค์จะผูกกับประเภทวงเงินโดยตรง
เงินหมุนเวียนจ่ายประจำ (วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า บิล) → OD / P/N / วงเงินเช็ค / Working Capital
เงินก้อนลงทุนระยะยาว (ต่อเติมร้าน ขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักร) → Term Loan / สินเชื่อเครื่องจักร / เช่าซื้อ
ขายเชื่อ/มีลูกหนี้การค้า อยากได้เงินสดเร็ว → Factoring
อัปเดต 2569: หากธุรกิจอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของมาตรการ/โครงการใหม่ เช่น SMEs Credit Boost (เริ่ม 15 ม.ค. 2569) ควรเขียน “วัตถุประสงค์” ให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะมีผลต่อการออกแบบวงเงินและเงื่อนไขที่เหมาะกับการ กู้ sme ในปีนี้
ธนาคารมักแบ่ง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก เป็น 2 กลุ่ม: มีหลักประกัน vs ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกระทบทั้งวงเงินและต้นทุน
มีหลักประกัน (ที่ดิน อาคาร โรงงาน บ้าน/คอนโด เงินฝาก) → มักได้ วงเงินสูง และ ดอกต่ำกว่า เหมาะกับโครงการใหญ่/ผ่อนยาว
ไม่มีหลักประกัน หรือใช้กลไกค้ำประกัน → วงเงินอิงรายได้–กำไร–กระแสเงินสด ต้นทุนอาจสูงกว่า แต่ยืดหยุ่น เหมาะกับ SME ที่หมุนไวและไม่อยากนำทรัพย์ส่วนตัวไปเสี่ยง
อัปเดต 2569: โครงการ SMEs Credit Boost มีการกำหนด “กรอบวงเงินต่อราย” และแนวทางสนับสนุนที่ชัดขึ้น จึงควรตั้งวงเงินให้สัมพันธ์กับขนาดธุรกิจและแผนใช้เงินจริง ไม่ตั้งสูงลอย ๆ
เลือกประเภท สินเชื่อsme ให้เข้ากับจังหวะเงินเข้า–เงินออก จะลดโอกาส “ตึงมือ” หลัง กู้ sme
เงินเข้า ทุกวัน/ทุกสัปดาห์ → เหมาะกับ OD/วงเงินระยะสั้น เพราะเบิก–คืนตามยอดขายจริง
เงินเข้า เป็นก้อน/เป็นรอบ (งานโครงการ/ออเดอร์) → เหมาะกับ Term Loan หรือวงเงินที่ผูกกับสัญญา/ P/N
ให้เครดิตลูกค้า หลายวัน/เดือน → มักต้องผสม OD + Factoring เพื่อเร่งเงินสด
อัปเดต 2569 (บริบทต้นทุนเงิน): ดอกเบี้ยนโยบายถูกลดลงเหลือ 1.25% (มีผลตั้งแต่ 17 ธ.ค. 2568) ทำให้การเทียบ “ต้นทุนจริง + ผลต่อกระแสเงินสด” สำคัญขึ้น อย่าดูแค่อัตราดอกเบี้ยหน้าโฆษณา
เวลาจะเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ให้ดู 4 เรื่องพร้อมกัน:
ต้นทุนรวม = ดอก + ค่าธรรมเนียม
ระยะผ่อน/งวด (ยาวงวดเบาแต่ดอกรวมมาก, สั้นงวดหนักแต่จบเร็ว)
ความเร็วและความง่าย (บางโปรแกรมเอกสารน้อยกว่า แต่ต้นทุนอาจสูงกว่า)
เงื่อนไขสำคัญ เช่น ค่าปิดก่อนกำหนด ค่าเปิดวงเงิน วันตัดรอบ/เงื่อนไขเบิกใช้
อัปเดต 2569: แนวทาง Responsible Lending เน้นให้ผู้ให้สินเชื่อสื่อสารต้นทุนและความเสี่ยงชัดขึ้น และเน้นความเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ ผู้กู้ควรถาม “ต้นทุนรวม/เงื่อนไข” ให้ครบก่อนเซ็น
ต่อให้เลือก สินเชื่อsme ถูกประเภท แต่ถ้าธุรกิจยังไม่พร้อม ธนาคารอาจไม่อนุมัติหรือให้เงื่อนไขไม่ดี
เดินบัญชี/งบการเงิน ต้องสะท้อนรายได้–กำไรจริง
เครดิตเจ้าของและนิติบุคคล เคยค้าง/หนี้เสียทำให้เงื่อนไขแย่ลง
ความสามารถชำระหนี้ (เช่น DSCR) ควรมี “กันชน” เช่นครอบคลุมค่างวดราว 1.2–1.5 เท่า เพื่อรองรับความผันผวน
อัปเดต 2569: หากต้องการให้การ กู้ sme ผ่านเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรอบมาตรการ/โครงการใหม่ ๆ ให้เตรียม “เหตุผลการใช้เงิน + หลักฐานกระแสเงินสด + แผนเงินสด” ให้ชัด เพราะช่วยให้การพิจารณาเป็นระบบและเทียบทางเลือกได้ง่ายขึ้น
หมายเหตุ: เคสนี้เป็นกรณีศึกษาเพื่อการศึกษา ปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อปกปิดข้อมูลกิจการ แต่คงตรรกะการคำนวณและจังหวะกระแสเงินสดตามสถานการณ์จริง
ประเภทธุรกิจ: ร้านอาหารขนาดเล็ก–กลาง (ยอดขายขึ้นลงตามวัน/สภาพอากาศ/อีเวนต์)
รูปแบบเงินเข้า: เงินเข้า “ทุกวัน” แต่หนาแน่นสุดช่วง ศุกร์–อาทิตย์
รูปแบบเงินออก: ซื้อวัตถุดิบเป็นรอบ และมี “วันจ่ายแน่ ๆ” ต้นสัปดาห์
ปัญหาที่เจอบ่อย: เงินยังขายได้ แต่ “ตึงเป็นช่วง” เพราะ เงินออกนำเงินเข้า
สิ่งที่ทำให้ร้านสะดุดไม่ใช่ยอดขายต่ำ แต่เป็น “จังหวะ”:
ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ วันจันทร์ เพื่อเปิดรอบขาย
แต่ยอดขายหนัก ๆ มักเข้ามา ปลายสัปดาห์
ผลคือ ถ้าไม่มีวงเงินช่วยพยุง ร้านจะเจอทางเลือกที่เจ็บทั้งคู่:
เลื่อนซื้อวัตถุดิบ → คุณภาพ/ยอดขายตก
กดเงินสดสำรองจนแห้ง → ตึงต่อเนื่องทั้งเดือน
ค่าใช้จ่ายประจำ + วัตถุดิบขั้นต่ำ/เดือน ≈ 250,000 บาท
เงินสดสำรอง “ในมือจริง” (ไม่ใช่ตัวเลขในใจ) ≈ 40,000 บาท
เพื่อให้เห็น “คอขวด” ดิฉันจะขอร้านประเมินเพิ่มอีก 1 ชุดข้อมูล:
เงินออกใน 7 วันที่ตึงสุด (ช่วงที่เงินออกนำเงินเข้าแรงที่สุด)
สมมติจากรูปแบบร้านนี้:
วัตถุดิบ + ค่าแรง + บิลย่อยใน 7 วันตึงสุด ≈ 110,000 บาท
ชั้นที่ 1: ตั้งกรอบเร็วด้วย rule-of-thumb (เพื่อไม่เสียเวลา)
วงเงินหมุนเวียนเริ่มต้น = 1–1.5 เท่า ของรายจ่ายต่อเดือน
→ 250,000 × 1 ถึง 1.5 = 250,000–375,000 บาท
กันสำรอง 10–20% (ชีวิตจริงมีบิลหลุด/ของเสีย/เครื่องเสีย)
→ 25,000–75,000 บาท
กรอบปลอดภัยขึ้น: 275,000–450,000 บาท
จุดสำคัญ: ชั้นที่ 1 เป็น “กรอบตั้งต้น” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ชั้นที่ 2: ปิดเกมด้วย “คอขวด 7 วัน” (ตัวนี้เลือกเลขสุดท้าย)
ดูว่า 7 วันที่ตึงสุด ต้องใช้เงินออกเท่าไหร่ก่อนเงินเข้ารอบใหญ่
เงินออก 7 วันตึงสุด ≈ 110,000
เงินสดสำรองจริง ≈ 40,000
ส่วนต่างที่ต้องมีคนช่วยพยุง = 110,000 − 40,000 = 70,000 บาท
แปลว่า ต่อให้ตั้งวงเงินสูง 450,000 แต่ถ้า “คืนไม่ตรงจังหวะ” ก็ยังตึงได้เหมือนเดิม
เพราะปัญหาคือ จังหวะการคืน ไม่ใช่ “ขนาดวงเงิน” อย่างเดียว
สำหรับเคสลักษณะนี้ ทางทีมงานเรามัก “จบตัวเลข” ให้ใช้งานจริงด้วย 2 เงื่อนไขพร้อมกัน:
(ก) วงเงินไม่ใหญ่จนเผลอใช้ผิดหน้าที่
(ข) มีวินัยคืนตามจังหวะเงินเข้า เพื่อให้ดอกเบี้ยไม่ไหลเงียบ ๆ
ตัวเลขที่ดิฉันมักจบให้แบบ “พอดีมือ”:
เริ่มที่ 300,000–350,000 บาท ก่อน
ไม่ใช่เพราะ “น้อยไว้ก่อน” แต่เพราะ มันบังคับวินัย และช่วยให้เห็นพฤติกรรมเงินเข้า–ออกจริง 2–3 รอบ
กติกาการคืนที่ใช้คู่กัน (สำคัญไม่แพ้วงเงิน):
คืนอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง หรือกำหนด “วันคืนเงิน” ให้ตรงกับวันเงินเข้าหนัก (เช่น อาทิตย์/จันทร์)
ถ้าเงินเข้าทุกวัน ให้คืนแบบ “ทยอยคืน” แทนการรอปลายเดือนทีเดียว
Before (ก่อนปรับ):
ใช้วงเงินแล้วคืนแบบ “ปลายเดือนทีเดียว” ทั้งที่เงินเข้าทุกวัน
ผลที่เกิด: ดอกคิดรายวันไหลเงียบ ๆ และพอถึงวันซื้อวัตถุดิบต้นสัปดาห์กลับตึงเหมือนเดิม
After (หลังปรับ 2–3 รอบเงิน):
วงเงินเริ่ม 300,000–350,000 + ตั้งวันคืนเงินชัดเจน (สัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นขั้นต่ำ)
เกณฑ์ผ่านที่ใช้ดูว่าเริ่ม “เข้าที่”:
คืนได้ตรงวัน โดยไม่ต้องหมุนจนค้างหลายวัน
กระแสเงินสดไม่ติดลบต่อเนื่อง หลังหักค่าใช้จ่ายปกติ
วงเงิน “ว่างพอ” สำหรับรอบถัดไป ไม่ใช่เต็มตลอดเวลา
ถ้าผ่าน 2–3 รอบแล้ว “คืนตรงวัน/ไม่ค้าง/เงินสดไม่ติดลบ” ค่อยพิจารณา “ขยับวงเงิน” ตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก
เช็กลิสต์นี้ให้คนอ่านสแกนตัวเองก่อนใช้วงเงิน:
ใช้วงเงินหมุนเวียนไปซื้อของชิ้นใหญ่ “เพราะวงเงินเหลือ” → รอบถัดไปตึงทันที
คืนแบบปลายเดือนทีเดียว ทั้งที่เงินเข้าทุกวัน → ดอกคิดรายวันสะสมเงียบ ๆ
มองแค่ดอกเบี้ย แต่ลืม ค่าธรรมเนียม/วันตัดรอบ/เงื่อนไขปิดก่อน ซึ่งกระทบเงินจริง
วงเงินหมุนเวียนที่ดี ต้องตอบ 2 อย่างพร้อมกัน: ผ่านสัปดาห์ตึงสุดได้ และ ไม่ใหญ่จนใช้เกินวินัย
“คอขวด 7 วัน” ช่วยปิดจุดบอดที่ rule-of-thumb มองไม่เห็น คือ จังหวะเงินเข้า–เงินออก
วงเงินกับวินัยการคืนเป็น “แพ็กคู่” ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง วงเงินสูงก็ช่วยไม่จริง
• เงินหมุนเวียนระยะสั้น
เหมาะเมื่อ: ต้องซื้อของหรือจ่ายค่าบริการถี่ ๆ แล้วนำรายรับมาคืน
จุดเด่น: ยืดหยุ่น ใช้–คืนได้ตลอด
ข้อควรระวัง: ต้องมีวินัยคืนทันทีที่มีรายรับ เพื่อลดดอก
• เงินก้อนเพื่อลงทุนระยะยาว
เหมาะเมื่อ: ซื้อของชิ้นใหญ่ ใช้ประโยชน์หลายปี
จุดเด่น: งวดคงที่ วางแผนได้
ข้อควรระวัง: กระทบเงินสดระยะยาว ควรกำหนดงวดให้เหมาะกับรายได้
• เช่าซื้อ
เหมาะเมื่อ: ต้องการใช้ทรัพย์สินทันทีและจ่ายเป็นงวด
จุดเด่น: มีทรัพย์เป็นหลักประกัน เห็นต้นทุนชัด
ข้อควรระวัง: ตรวจค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขให้ครบก่อนตัดสินใจ
• ใช้มากกว่า 1 แบบ
เหมาะเมื่อ: ธุรกิจมีทั้งค่าใช้จ่ายประจำและโครงการลงทุน
จุดเด่น: แยกหน้าที่เงินชัด ลดเงินตีกัน
ข้อควรระวัง: รักษาความสามารถจ่ายรวมให้อยู่ในระดับปลอดภัย
---
1) รายรับเฉลี่ยต่อเดือน มากกว่าค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือนอย่างน้อยประมาณ 20% หรือไม่
2) มีเงินสำรองอย่างน้อย 10–15% ของยอดค่างวดรวมต่อเดือนหรือยัง
3) ถ้าคิดจะกู้ระยะยาว ยอดเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายปกติ เพียงพอสำหรับค่างวดโดยไม่ตึงมือหรือไม่
**สรุป:** ผ่าน ≥ 2 ข้อ = พร้อมส่งตรวจเบื้องต้น / ต่ำกว่านั้น = ปรับแผนก่อนเพื่อความปลอดภัย
• รายการเดินบัญชีและเอกสารการเงินย้อนหลัง 6–12 เดือน
• เอกสารจดทะเบียนและรายชื่อผู้ถือหุ้น
• ใบเสนอราคาหรือสัญญาซื้อขาย (ถ้าซื้อของ/อุปกรณ์)
• แผนเงินสด 6–12 เดือน และภาพถ่ายกิจการ/ทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
สรุปสั้น: เอกสารครบและเป็นปัจจุบัน ช่วยพิจารณาเร็วขึ้นและได้วงเงินใกล้เคียงความต้องการ
• เงินหมุนเวียนระยะสั้น: เงินสำรองที่ดึงมาใช้จ่ายประจำ แล้วคืนเมื่อมีรายรับ
• เงินก้อนเพื่อลงทุนระยะยาว: เงินสำหรับของชิ้นใหญ่ ใช้หลายปี ผ่อนเป็นงวด
• เช่าซื้อ: ผ่อนทรัพย์สิน โดยทรัพย์นั้นเป็นหลักประกัน
• ความสามารถในการจ่าย: เงินที่เหลือพอจ่ายค่างวด โดยไม่ทำให้ธุรกิจตึงมือ
• มูลค่าหลักประกันเทียบวงเงิน: ใช้พิจารณาวงเงินเมื่อมีทรัพย์เป็นหลักประกัน
• ดูดอกเบี้ยอย่างเดียวพอไหม?
ไม่พอ ควรดูผลต่อเงินสดรายเดือน ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขปิดก่อนกำหนดด้วย
• ใช้หลายแบบพร้อมกันได้ไหม?
ได้ และมักเหมาะกว่า โดยแยกหน้าที่ให้ชัดเจน: เงินหมุนเวียน = รายจ่ายถี่ ๆ / เงินก้อน = ของชิ้นใหญ่
• รายได้ขึ้นลงมาก ควรทำอย่างไร?
เริ่มจากเงินหมุนเวียนระยะสั้นคู่กับวินัยคืนทันที แล้วค่อยพิจารณาเงินก้อนเมื่อรายได้เริ่มนิ่ง
• ควรเปลี่ยนเจ้าที่ให้เงินเมื่อไร?
เมื่อค่างวดรวมลดลงจริง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่จะได้
เช็กคุณสมบัติของฉัน | เช็กลิสต์เอกสาร
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — “ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568” (เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
ธปท. — แถลงข่าวร่วม “แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’…” (เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
ธปท. — บทความ/สกู๊ป “โครงการ SMEs Credit Boost แชร์ความเสี่ยง ปลดล็อกสินเชื่อ…” (ใช้เป็นคำอธิบายภาพรวม/วัตถุประสงค์เชิงนโยบาย; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
(แหล่งข่าวประกอบ/สื่อเศรษฐกิจ) กรุงเทพธุรกิจ — รายงาน “ธปท-คลัง-สมาคมแบงก์ ลงนาม ‘SME Credit Boost’…” (ใช้ประกอบบริบทข่าว/ถ้อยคำสรุปในสื่อ; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
ธปท. — หน้าแนวทาง “Responsible Lending Guidelines” (ใช้เป็นกรอบหลักการ/ศัพท์มาตรฐาน; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
ธปท. — เอกสาร/ประกาศ “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)” (ไฟล์ PDF; ใช้เป็นหลักฐานเชิงข้อกำกับ; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)
บสย. (TCG) — ข่าวองค์กรเกี่ยวกับมาตรการ “Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท (ใช้ประกอบภาพรวมโครงการ/เจตนารมณ์มาตรการ; เข้าถึง 25 ม.ค. 2569)