เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 10 พฤษภาคม 2569
ธุรกิจมี Invoice อยู่ในมือ ลูกค้าปลายทางเป็นบริษัทหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ เครดิตเทอม 30–90 วัน แต่วัตถุดิบ ค่าแรง หรือเงินทุนสำหรับงานรอบถัดไปต้องใช้ก่อนถึงวันรับเงินจริง
ในจุดนี้ คำถามของเจ้าของกิจการมักไม่ใช่แค่ว่า สินเชื่อแฟคตอริ่งคืออะไร แต่เป็นคำถามที่ใกล้การตัดสินใจมากกว่านั้น เช่น “ควรขายบิลใบไหนดี”, “จะได้เงินล่วงหน้ากี่เปอร์เซ็นต์”, “ต้นทุนรวมคุ้มไหม”, “ต้องแจ้งลูกค้าปลายทางหรือเปล่า” และ “เอกสารพร้อมสมัครหรือยัง”
บทความนี้จึงเขียนขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเปรียบเทียบ สินเชื่อแฟคตอริ่ง, บริการรับซื้อลูกหนี้การค้า, สินเชื่อ factoring หรือกำลังมองหาทางเลือกในการ ขายบิลแลกเงินสด เพื่อเปลี่ยน Invoice ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น
จากที่เราเห็นในการคัดเอกสารเบื้องต้นของหลายธุรกิจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีบิล” แต่อยู่ที่ยังไม่รู้ว่าบิลใบนั้นควรใช้กับผู้ให้บริการแบบไหน และต้นทุนที่แท้จริงหลังหักค่าธรรมเนียมกับ Reserve แล้วเหลือเท่าไร
ก่อนสมัคร สินเชื่อแฟคตอริ่ง ไม่ควรดูแค่ว่าได้เงินเร็วหรืออนุมัติไว เพราะแต่ละผู้ให้บริการมีเงื่อนไขต่างกัน ทั้งเงินล่วงหน้า ค่าธรรมเนียม Reserve ดอกเบี้ย และวิธีจัดการเมื่อลูกค้าปลายทางจ่ายช้า ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ขายบิลแลกเงินสด ควรเปรียบเทียบให้ครบว่าเงินที่ได้รับจริงคุ้มกับต้นทุนหรือไม่
จุดแรกที่ควรดูคือ Advance Rate หรือสัดส่วนเงินล่วงหน้าจากมูลค่า Invoice เช่น Invoice 1,000,000 บาท หากได้ Advance 80% ธุรกิจจะได้รับเงินก่อน 800,000 บาท แต่เงินนี้ยังไม่ใช่ภาพทั้งหมด เพราะอีกส่วนหนึ่งอาจถูกกันไว้เป็น Reserve และจะคืนภายหลังเมื่อลูกค้าปลายทางชำระเงินครบ โดยอาจมีการหักค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยก่อนคืน
อีกเรื่องที่ต้องดูคือ Factoring Fee และดอกเบี้ยตามจำนวนวัน เพราะหากเครดิตเทอม 60 วัน แต่ลูกค้าจ่ายช้าออกไปอีก 15 วัน ต้นทุนอาจสูงกว่าที่คิดไว้ตอนแรก จากที่เราเห็นในหลายเคส เจ้าของกิจการมักดูแค่ว่าได้เงินล่วงหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ แต่ลืมถามว่า “ถ้าลูกค้าจ่ายช้า เงินสุทธิสุดท้ายจะเหลือเท่าไร”
นอกจากนี้ควรถามให้ชัดว่าผู้ให้บริการรับลูกหนี้การค้าแบบใด ต้องแจ้งลูกค้าปลายทางหรือไม่ และหลังเอกสารครบใช้เวลากี่วันในการพิจารณา เพราะบางครั้งความล่าช้าไม่ได้เกิดจากผู้ให้บริการ แต่เกิดจากเอกสารไม่ตรงกัน เช่น PO, Invoice และใบส่งของมียอดหรือรายละเอียดไม่สอดคล้องกัน
สรุปคือ ก่อนใช้ บริการรับซื้อลูกหนี้การค้า ควรถามมากกว่าแค่ “ได้เงินกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ควรถามว่า “หลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว เงินสุทธิที่ได้คุ้มกับรอบเงินสดของธุรกิจหรือไม่” เพราะนี่คือตัวเลขที่ช่วยตัดสินใจได้จริงว่า สินเชื่อ factoring เหมาะกับบิลใบนั้นหรือไม่.
คำว่า Advance Rate คือสัดส่วนเงินล่วงหน้าที่ผู้ให้บริการจ่ายให้ก่อนจากมูลค่า Invoice เช่น 70%, 80% หรือ 90% ส่วน Reserve คือเงินที่ถูกกันไว้ และจะสรุปคืนภายหลังเมื่อลูกหนี้ปลายทางชำระเงินแล้ว
ตัวอย่างเช่น
Invoice มูลค่า 1,000,000 บาท
Advance Rate 80%
ธุรกิจได้รับเงินล่วงหน้า 800,000 บาท
Reserve 200,000 บาท
แต่ตัวเลข 200,000 บาทนี้ไม่ได้แปลว่าจะได้คืนเต็มเสมอ เพราะอาจถูกหักค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยตามจำนวนวัน ค่าใช้จ่ายอื่น หรือรายการปรับปรุงตามเงื่อนไขสัญญา
เคสดัดแปลงที่เราเคยใช้วิเคราะห์ให้ผู้ประกอบการรายหนึ่งคือ Invoice 850,000 บาท เครดิตเทอม 60 วัน เจ้าของกิจการเห็นเงื่อนไข Advance 85% แล้วคิดว่าจะได้เงินเกือบเต็ม แต่เมื่อคำนวณต้นทุนตามจำนวนวันจริง และเผื่อกรณีลูกค้าจ่ายช้าอีก 15 วัน เงินสุทธิหลังปิดรอบลดลงพอสมควร จนต้องเปลี่ยนจากการขายบิลเต็มใบ เป็นขายเฉพาะบิลที่จำเป็นต่อการซื้อวัตถุดิบรอบถัดไป
บทเรียนคือ อย่าดู Advance Rate แยกจาก Reserve และต้นทุนตามวัน เพราะ 3 ตัวนี้ต้องอ่านพร้อมกันเสมอ
การเลือกช่องทางสมัคร บริการรับซื้อลูกหนี้การค้า ไม่ควรดูแค่ว่าที่ไหน “อนุมัติไว” หรือ “ให้วงเงินสูง” เท่านั้น แต่ควรดูว่าธุรกิจของเราพร้อมในระดับไหน เอกสารครบหรือยัง ลูกหนี้ปลายทางน่าเชื่อถือแค่ไหน และเราต้องการเงินเร็วเพียงใด
ถ้าธุรกิจมีเอกสารครบ มีงบการเงิน ภาษี Statement และลูกหนี้การค้าเป็นบริษัทที่ตรวจสอบได้ชัดเจน การยื่นกับธนาคารอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะ เพราะธนาคารมักมีระบบพิจารณาที่เป็นขั้นตอน เงื่อนไขชัด และเหมาะกับธุรกิจที่มีประวัติการค้าสม่ำเสมอ แต่ข้อที่ต้องเตรียมใจคือ กระบวนการอาจต้องใช้เอกสารค่อนข้างครบ และหาก Invoice, PO หรือใบตรวจรับงานมีข้อมูลไม่ตรงกัน อาจถูกขอเอกสารเพิ่มก่อนพิจารณาต่อ
ส่วน Non-bank หรือบริษัทแฟคตอริ่ง อาจเหมาะกับ SME ที่มี Invoice ดี ลูกหนี้ปลายทางน่าเชื่อถือ แต่เอกสารบางส่วนยังต้องอธิบายเพิ่ม เช่น งานรับเหมา งานผลิตตามออเดอร์ หรืองานที่มีรอบวางบิลเฉพาะทาง จุดเด่นคือบางแห่งอาจยืดหยุ่นกว่าในเชิงการดูเคสจริง ไม่ได้พิจารณาจากงบการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะให้น้ำหนักกับคุณภาพของบิล ลูกหนี้การค้า และความสมบูรณ์ของเอกสารประกอบการขาย
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้ที่ปรึกษาจัดหาเงินทุน โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าของกิจการไม่แน่ใจว่าควรยื่นที่ธนาคารหรือ Non-bank ก่อน จากที่เราเห็นในหลายเคส ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจไม่มีโอกาสได้วงเงิน แต่เป็นการจัดเอกสารผิดลำดับ หรือเลือกช่องทางยื่นไม่ตรงกับลักษณะ Invoice เช่น มีใบวางบิลแล้ว แต่ยังขาดใบตรวจรับงาน หรือมีลูกหนี้ปลายทางดี แต่ Statement ของผู้ขายยังต้องอธิบายเพิ่มเติม
ในเคสลักษณะนี้ ที่ปรึกษาจะช่วยดูว่า Invoice ใบไหนควรใช้ก่อน เอกสารชุดไหนควรเติมให้ครบ และควรเริ่มคุยกับผู้ให้บริการประเภทใด เพื่อไม่ให้เสียรอบยื่นโดยไม่จำเป็น
สรุปแบบง่ายคือ ถ้าเอกสารครบและธุรกิจมีประวัติการเงินชัด ธนาคารอาจเป็นทางเลือกแรกที่ควรพิจารณา หากต้องการความยืดหยุ่นและมี Invoice ที่แข็งแรง Non-bank อาจตอบโจทย์กว่า แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเคสของตัวเองควรยื่นทางไหน การให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยคัดเอกสารและวิเคราะห์บิลก่อนสมัคร อาจช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสได้เงื่อนไขที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้น
ก่อนสมัครจริง ลองเช็ก 8 ข้อนี้ก่อน ถ้าครบหลายข้อ แปลว่า Invoice ของคุณมีโอกาสนำไปใช้ขายบิลแลกเงินสดได้ง่ายขึ้น
มี Invoice หรือใบวางบิลที่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน
มี PO, สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาจ้างรองรับ
มีใบส่งของหรือใบตรวจรับงาน
ลูกหนี้ปลายทางเป็นนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้
เครดิตเทอมชัดเจน เช่น 30, 45, 60 หรือ 90 วัน
ไม่มีข้อพิพาทเรื่องงาน สินค้า หรือยอดเงิน
Invoice ยังไม่ถูกนำไปใช้ขอสินเชื่อที่อื่น
มีผู้ติดต่อฝ่ายบัญชีของลูกค้าปลายทางชัดเจน
ข้อที่ 7 สำคัญมาก เพราะการนำ Invoice เดียวกันไปใช้ซ้ำหลายแห่ง หรือที่เรียกว่า Double Financing เป็นประเด็นที่ระบบการเงินให้ความสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีโครงการ Central Web Service เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะใบแจ้งหนี้และลดความเสี่ยงการใช้ใบแจ้งหนี้ซ้ำในการทำธุรกรรมแฟ็กเตอริง
หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณอยู่ในกลุ่มที่เหมาะกับแฟคตอริ่งหรือไม่ สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง แฟคตอริ่งเหมาะกับกิจการแบบใดบ้าง ก่อนเลือก Invoice ไปขายบิลแลกเงินสด
เพื่อไม่ให้เสียรอบยื่น ควรเตรียมเอกสารเป็น 3 กลุ่ม ไม่ใช่รวมทุกอย่างไว้ในไฟล์เดียวแล้วให้ผู้ให้บริการไล่ถามทีหลัง
หนังสือรับรองบริษัท
ภพ.20 หรือเอกสารจด VAT
บัตรประชาชนกรรมการ
Statement ย้อนหลัง
เอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง
PO
Invoice / ใบวางบิล
ใบกำกับภาษี
ใบส่งของ
ใบตรวจรับงาน
สัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้าง
ชื่อลูกหนี้การค้า
เครดิตเทอม
ประวัติการชำระเงินย้อนหลัง หากมี
ผู้ติดต่อฝ่ายบัญชี
Aging ลูกหนี้การค้า
จากที่เราเคยช่วยเจ้าของกิจการจัดเอกสาร สิ่งที่ทำให้เคสเดินช้าบ่อยที่สุดไม่ใช่ไม่มี Invoice แต่เป็นเอกสารประกอบไม่เชื่อมกัน เช่น PO ระบุยอดหนึ่ง Invoice อีกยอดหนึ่ง หรือใบส่งของไม่มีลายเซ็นรับสินค้า ทำให้ผู้พิจารณาต้องถามกลับหลายรอบ
หากต้องการดูรายละเอียดเชิงลึกเรื่องการเตรียมเอกสารและจุดที่ช่วยให้ แฟคตอริ่งอนุมัติไว สามารถใช้บทความนั้นเป็นเช็กลิสต์เสริมก่อนส่งเอกสารจริง
สินเชื่อ factoring ไม่ได้ดูแค่ผู้สมัคร แต่ดูทั้ง “ผู้ขาย” และ “ลูกหนี้การค้า” พร้อมกัน
ผู้ให้บริการมักดูว่า ธุรกิจเปิดมานานแค่ไหน มีประวัติขายจริงหรือไม่ Statement สอดคล้องกับยอดขายหรือเปล่า เอกสารภาษีเป็นระบบแค่ไหน และมีประวัติผิดนัดหรือข้อพิพาททางการค้าหรือไม่
สิ่งที่สำคัญมากคือคุณภาพของลูกหนี้ปลายทาง เช่น เป็นบริษัทที่ตรวจสอบได้หรือไม่ มีประวัติจ่ายเงินตรงไหม เครดิตเทอมยาวเกินไปหรือเปล่า และ Invoice นั้นมีข้อพิพาทหรือเงื่อนไขค้างอยู่หรือไม่
ในบางเคส ธุรกิจผู้ขายไม่ได้แข็งแรงมาก แต่ลูกหนี้ปลายทางเป็นองค์กรใหญ่ จ่ายตรง และเอกสารครบ เงื่อนไขอาจยังพอคุยได้ ในทางกลับกัน หากผู้ขายดูดีแต่ลูกหนี้ปลายทางจ่ายช้าเรื้อรัง หรือมีข้อพิพาทบ่อย การพิจารณาอาจยากขึ้น
สมมติธุรกิจมี Invoice 1,000,000 บาท เครดิตเทอม 60 วัน ลูกค้าปลายทางเป็นบริษัทที่มีประวัติจ่ายตรง และธุรกิจต้องใช้เงิน 700,000 บาทเพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับออเดอร์ถัดไป
หากผู้ให้บริการให้ Advance 80% ธุรกิจจะได้เงินล่วงหน้า 800,000 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการซื้อวัตถุดิบ แต่สิ่งที่ต้องคำนวณต่อคือ
Factoring Fee เท่าไร
ดอกเบี้ยคิดตามวันจริงหรือไม่
Reserve จะคืนเมื่อไร
หากลูกค้าจ่ายช้ากว่าแผน 15 วัน ต้นทุนเพิ่มเท่าไร
กำไรจากออเดอร์ถัดไปยังเหลือพอหลังหักต้นทุนแฟคตอริ่งหรือไม่
วิธีที่เราใช้ประเมินเบื้องต้นคือ ไม่ถามแค่ว่า “ได้เงินพอไหม” แต่ถามว่า “เงินที่ได้เร็วขึ้น สร้างกำไรรอบถัดไปได้มากกว่าต้นทุนหรือไม่”
ถ้าต้นทุนแฟคตอริ่งทำให้ธุรกิจสามารถรับออเดอร์ใหม่ที่มีกำไร 120,000 บาท และต้นทุนเงินทุนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากำไรนั้น การขายบิลอาจคุ้ม แต่ถ้ากำไรขั้นต้นของงานบางมาก เช่น 3–5% ต้องระวัง เพราะต้นทุนเงินทุนอาจกินกำไรไปเกือบหม
เจ้าของกิจการบางรายมี Invoice หลายใบและคิดว่าควรขายทุกใบเพื่อได้เงินเร็วที่สุด แต่จากที่เราลองจัดลำดับบิลให้หลายเคส วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเลือกเฉพาะบิลที่ “ต้นทุนต่ำและช่วยสร้างเงินสดรอบถัดไปจริง”
ลำดับที่ควรพิจารณา:
บิลของลูกหนี้ที่จ่ายตรงสม่ำเสมอ
บิลที่เอกสารครบที่สุด
บิลที่เครดิตเทอมยาวแต่ไม่มีข้อพิพาท
บิลที่ได้เงินแล้วนำไปต่อยอดงานถัดไปได้ทันที
บิลที่ต้นทุนแฟคตอริ่งไม่กินกำไรหลักของงาน
บิลที่ไม่ควรรีบขายคือบิลที่ลูกค้ายังไม่ตรวจรับ งานยังมีข้อโต้แย้ง หรือมีกำไรบางมาก เพราะต่อให้ได้เงินเร็ว ต้นทุนและความเสี่ยงอาจไม่คุ้ม
แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าปัญหาเงินสดของธุรกิจถึงจุดที่ควรใช้แฟคตอริ่งแล้วหรือยัง แนะนำให้อ่านเรื่อง ถึงเวลาที่ธุรกิจควรพิจารณาใช้สินเชื่อแฟคตอริ่ง เพื่อเช็กสัญญาณก่อนตัดสินใจขายบิล
คำตอบคือขึ้นอยู่กับรูปแบบบริการและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ บางรูปแบบต้องแจ้งลูกค้าปลายทางเพื่อให้ชำระเงินเข้าบัญชีที่กำหนด บางรูปแบบอาจไม่ต้องแจ้ง แต่เงื่อนไขมักเข้มขึ้น
สิ่งที่ควรถามก่อนสมัครคือ
ต้องแจ้งลูกค้าปลายทางหรือไม่
ใครเป็นผู้แจ้ง
ลูกค้าต้องเซ็นรับทราบการโอนสิทธิหรือไม่
หากลูกค้าไม่ยินยอม จะใช้ Invoice ใบนั้นได้หรือไม่
การแจ้งจะกระทบกระบวนการวางบิลเดิมของลูกค้าหรือไม่
จากที่เราเห็น เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่ได้กังวลแค่เรื่องต้นทุน แต่กังวลว่าลูกค้าจะมองว่าธุรกิจขาดสภาพคล่อง ดังนั้นการสื่อสารควรเป็นภาษาทางธุรกิจ เช่น “บริษัทมีการปรับระบบบริหารลูกหนี้และช่องทางรับชำระให้เป็นระบบมากขึ้น” ไม่ใช่สื่อสารเหมือนการเร่งรัดหนี้
การขายบิลแลกเงินสดไม่ได้จบในวันที่ได้รับเงินล่วงหน้า แต่จบจริงเมื่อผู้ให้บริการได้รับเงินจากลูกหนี้ปลายทางครบตามเงื่อนไข
หากลูกค้าจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม อาจเกิดผลกระทบ เช่น
ต้นทุนคิดเพิ่มตามจำนวนวันที่ล่าช้า
Reserve ถูกคืนช้าลง
ต้องส่งเอกสารยืนยันเพิ่มเติม
ผู้ขายอาจต้องรับผิดชอบในบางกรณี ขึ้นกับสัญญา
Invoice รอบถัดไปของลูกหนี้รายเดิมอาจถูกพิจารณาเข้มขึ้น
ก่อนสมัครจึงควรถามว่า หากลูกค้าจ่ายช้า 15, 30 หรือ 45 วัน ต้นทุนเพิ่มอย่างไร และใครเป็นผู้รับความเสี่ยงในกรณีมีข้อพิพาท
ก่อนกดสมัครหรือส่งเอกสาร ควรถามผู้ให้บริการให้ครบ 10 ข้อนี้
Advance Rate ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของ Invoice
Reserve กี่เปอร์เซ็นต์ และคืนเมื่อไร
Factoring Fee คิดแบบใด
ดอกเบี้ยคิดตามวันจริงหรือเหมาจ่าย
มีค่าธรรมเนียมจัดตั้งวงเงินหรือไม่
ลูกค้าปลายทางต้องรับทราบหรือเซ็นเอกสารไหม
หากลูกค้าจ่ายช้า ต้นทุนเพิ่มอย่างไร
ใช้เวลากี่วันหลังเอกสารครบ
Invoice ใบเดียวสมัครได้หรือไม่
หาก Invoice ไม่ผ่าน มีทางเลือกอื่น เช่น OD, PO Finance หรือสินเชื่อหมุนเวียนหรือไม่
หัวข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนที่พร้อมสมัคร เพราะช่วยเปลี่ยนการคุยกับผู้ให้บริการจาก “ขอกู้ได้ไหม” เป็น “เงื่อนไขนี้คุ้มกับรอบเงินสดของธุรกิจหรือไม่”
มีเคสดัดแปลงจากรูปแบบปัญหาที่เราพบค่อนข้างบ่อย เจ้าของกิจการรับเหมาช่วงมีใบวางบิล 1.2 ล้านบาท เครดิตเทอม 60 วัน ต้องใช้เงินประมาณ 500,000 บาทเพื่อจ่ายค่าแรงและซื้อวัสดุรอบถัดไป
ตอนแรกเจ้าของกิจการอยากขายบิลเต็มใบ เพราะรู้สึกว่า “ยิ่งได้เงินมากยิ่งปลอดภัย” แต่เมื่อลองแยกกระแสเงินสด พบว่าธุรกิจต้องใช้เงินจริงเพียง 500,000–600,000 บาท และยังมีเงินเข้าอีกบางส่วนจากงานเล็ก ๆ ภายใน 20 วัน
สิ่งที่เราแนะนำในลักษณะเคสแบบนี้คือ ไม่จำเป็นต้องขายบิลเต็มจำนวน หากต้นทุนคิดตามยอด Invoice การขายเท่าที่จำเป็นอาจเหมาะกว่า โดยเฉพาะถ้างานนั้นกำไรไม่สูงมาก
อีกจุดที่พบคือ ใบวางบิลมีแล้ว แต่ใบตรวจรับงานยังไม่ครบ หากรีบส่งเอกสารทันที อาจถูกถามกลับและเสียเวลา เราจึงมักแนะนำให้จัดชุดเอกสารตามลำดับนี้ก่อน: สัญญา → PO → ใบส่งของ/ใบตรวจรับ → Invoice → เครดิตเทอม → ผู้ติดต่อฝ่ายบัญชีลูกค้า
เคสลักษณะนี้สอนว่า การขายบิลแลกเงินสดที่ดีไม่ใช่การขายบิลให้ได้เงินมากที่สุด แต่คือการขายบิลในระดับที่พอดีกับรอบเงินสดและต้นทุนของธุรกิจ
โดยทั่วไปเหมาะกับธุรกิจที่ขายเชื่อ มี Invoice หรือใบวางบิลที่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน และลูกหนี้ปลายทางเป็นนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้
ส่วนใหญ่ไม่ได้เต็มจำนวนทันที มักได้รับเงินล่วงหน้าตาม Advance Rate และมีบางส่วนถูกกันไว้เป็น Reserve ก่อนสรุปคืนหลังลูกค้าปลายทางชำระเงินจริง
แฟคตอริ่งมักพิจารณาจากคุณภาพลูกหนี้การค้าและเอกสารการขายเป็นหลัก แต่เงื่อนไขสุดท้ายขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละราย
บางผู้ให้บริการอาจพิจารณาได้ แต่จะขึ้นกับมูลค่า Invoice คุณภาพลูกหนี้ เอกสารประกอบ และความเสี่ยงของธุรกรรมนั้น
ถ้ามี Invoice แล้วและต้องการเงินก่อนเครดิตเทอม Factoring อาจตรงจุดกว่า แต่ถ้าต้องการวงเงินหมุนเวียนต่อเนื่องโดยไม่ผูกกับบิลรายใบ OD อาจเหมาะกว่า
สินเชื่อแฟคตอริ่ง, บริการรับซื้อลูกหนี้การค้า, สินเชื่อ factoring หรือการ ขายบิลแลกเงินสด เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจ B2B เปลี่ยน Invoice ที่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนเร็วขึ้น
แต่ก่อนสมัครจริง ควรเปรียบเทียบให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ว่าได้เงินเร็วหรือ Advance สูงเท่าไร สิ่งที่ต้องดูพร้อมกันคือ Reserve, ค่าธรรมเนียม, ดอกเบี้ยตามจำนวนวัน, คุณภาพลูกหนี้ปลายทาง, เอกสารที่ต้องใช้ และผลกระทบหากลูกค้าจ่ายช้า
หากคุณมี Invoice หรือใบวางบิลอยู่แล้ว และต้องการประเมินว่าใบไหนเหมาะกับการขายบิลแลกเงินสด ควรเตรียม PO, Invoice, ใบส่งของ, ใบตรวจรับงาน และข้อมูลลูกหนี้การค้าให้พร้อม เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบเงื่อนไขและเลือกช่องทางสมัครที่เหมาะกับรอบเงินสดของธุรกิจมากที่สุด
ต้องการดูว่าธุรกิจคุณเหมาะกับแฟคตอริ่งแค่ไหน? → เช็กคุณสมบัติ
อยากเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ครั้งแรก? → เช็กลิสต์เอกสาร
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา