เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 31 กรกฎาคม 2569
การได้รับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกอาจยังไม่ได้รับเงินทันที เพราะต้องสำรองค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าตรวจสอบคุณภาพ และค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมสินค้าให้พร้อมส่งมอบก่อน
ในสถานการณ์เช่นนี้ Pre-shipment Financing อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยรองรับช่องว่างเงินทุนก่อนการส่งออกได้ อย่างไรก็ตาม การมี Purchase Order หรือคำสั่งซื้อเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะได้รับอนุมัติวงเงินโดยอัตโนมัติ ผู้พิจารณายังต้องตรวจสอบว่าคำสั่งซื้อมีความน่าเชื่อถือ ต้นทุนสมเหตุสมผล กิจการสามารถผลิตและส่งมอบได้จริง และมีแหล่งเงินชำระคืนที่ชัดเจนหรือไม่
บทความนี้จึงไม่ได้มุ่งเปรียบเทียบสินเชื่อส่งออกทุกประเภท แต่จะช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบว่า กิจการมีความพร้อมเพียงใดก่อนสมัคร สินเชื่อเพื่อการส่งออก ในช่วงก่อนส่งมอบสินค้า
Pre-shipment Financing คือวงเงินระยะสั้นที่ใช้รองรับค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดขึ้นก่อนส่งสินค้า เช่น การซื้อวัตถุดิบ การผลิต การจัดซื้อสินค้าเพื่อส่งออก การบรรจุ และการเตรียมส่งมอบ โดยการเบิกใช้วงเงินมักเชื่อมโยงกับเอกสารการค้า เช่น Letter of Credit หรือ L/C, Purchase Order หรือสัญญาซื้อขาย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าเอกสารตั้งต้นอาจแตกต่างกัน บางแห่งรับพิจารณาจาก L/C คำสั่งซื้อ สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างวงเงินและนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีออเดอร์หรือไม่” แต่คือออเดอร์นั้นสามารถอธิบายที่มา ต้นทุน ขั้นตอนการผลิต การส่งมอบ และแหล่งชำระคืนได้ครบถ้วนเพียงใด
จากที่ดิฉันเคยเห็นเคสที่ยื่นจริง ๆ หลายราย จุดที่ “ตัดสินว่าไปต่อได้หรือไม่” ไม่ได้อยู่แค่ว่ามีออเดอร์หรือไม่ แต่จะอยู่ที่ว่า เงินสดในมือ “ขาดช่วงตรงไหนของไทม์ไลน์การผลิต” มากกว่า
มีเคสหนึ่งที่ดิฉันจำได้ชัด เป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนพลาสติกไปญี่ปุ่น เขามี PO ชัดเจน แต่ตอนดู flow เงินสดจริง ๆ พบว่าเงินจะ “ติดอยู่ตรงวัตถุดิบล็อตแรก” เพราะ supplier ขอเงินสด 100% ในขณะที่ลูกค้าปลายทางจ่ายหลังส่งของ 45 วัน สุดท้ายเขาไม่ได้ขาดทุน แต่ “ขาดจังหวะเงิน” ทำให้ต้องใช้วงเงิน Pre-shipment มาช่วย bridge ตรงกลางพอดี ซึ่งเป็น pattern ที่เจอบ่อยมากในธุรกิจลักษณะนี้
โดยทั่วไป ธุรกิจที่มักเหมาะกับวงเงินลักษณะนี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันดังนี้
ต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมากก่อนเริ่มผลิต
(ในทางปฏิบัติ ดิฉันมักเห็นว่าจุดนี้เป็น “ตัวกินเงินสดจริง” มากกว่าค่าแรงหรือค่า overhead)
Supplier กำหนดให้ชำระเงินสดหรือให้เครดิตสั้น
ซึ่งหลายเคสจะไม่ใช่แค่เครดิตสั้น แต่คือ “ไม่มีเครดิตเลย” ทำให้ต้องจ่ายก่อนทุกครั้ง
ระยะเวลาผลิตหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
ตรงนี้มักทำให้เงินจมอยู่ใน WIP (work in process) โดยที่ยังไม่มี cash-in กลับมา
ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังส่งมอบหรือให้เครดิตเทอม
ดิฉันเคยเจอกรณีที่เครดิตเทอมยาวถึง 60–90 วัน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ต้องใช้วงเงินหมุนเวียนทันที
กิจการมีออเดอร์เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสดที่มีอยู่
เป็นเคสที่ “ดูดีบนกระดาษ” แต่เงินสดไม่ทัน growth ทำให้ต้องใช้ financing มาช่วยเร่งรอบผลิต
ต้องรับหลาย Shipment พร้อมกัน ทำให้เงินทุนเดิมหมุนไม่ทัน
จุดนี้มักเกิดกับโรงงานที่เริ่มได้ลูกค้าหลายประเทศพร้อมกัน แล้ว underestimate เงินจมรวม
มีคำสั่งซื้อที่ตรวจสอบได้ แต่ไม่ต้องการนำเงินสดทั้งหมดของกิจการไปผูกไว้กับออเดอร์เดียว
ในมุมที่ดิฉันเคยเห็น ผู้ประกอบการที่โตเร็วจะเริ่ม “กันเงินสดไว้เป็น buffer” แล้วใช้วงเงินแทน เพื่อไม่ให้ liquidity risk สูงเกินไป
ในทางกลับกัน จากประสบการณ์ที่เคยช่วยดูเคสยื่นจริง ถ้ายังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มักจะยัง “ไม่เข้าโจทย์” ของ Pre-shipment Financing
ยังไม่มีคำสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขายที่ชัดเจน
(หลายรายเข้าใจผิดว่าใช้เพื่อ “ไปหาลูกค้า” แต่จริง ๆ วงเงินนี้ใช้หลังมีดีลแล้ว)
ต้องการเงินไปสำรวจตลาด ทำโฆษณา หรือพัฒนาสินค้า
ดิฉันเคยเห็นเคสที่พยายามใช้ผิดวัตถุประสงค์ แล้วโดนธนาคารถามย้อนว่า “รายรับจาก shipment อยู่ตรงไหน”
ต้องการเงินลงทุนระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักร
ซึ่งในทางปฏิบัติจะถูกแยกออกจาก trade finance ชัดเจน เพราะมันไม่ใช่ cash cycle ของออเดอร์
สรุปจากสิ่งที่เจอจริงคือ Pre-shipment Financing จะเหมาะที่สุดกับธุรกิจที่ “มีออเดอร์แล้ว แต่เงินยังไม่ทันไหลเข้าระหว่างทาง” ไม่ใช่ธุรกิจที่ยังอยู่ช่วงสร้างตลาดหรือขยายกำลังผลิตแบบถาวร
จุดเริ่มต้นของการพิจารณาคือหลักฐานว่ามีธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริง เอกสารอาจอยู่ในรูปของ
Letter of Credit
Purchase Order
Sales Contract
Proforma Invoice ที่ผู้ซื้อยืนยันแล้ว
ข้อตกลงซื้อขายระยะยาวซึ่งระบุปริมาณและรอบส่งมอบ
หลักฐานการซื้อขายย้อนหลังกับผู้ซื้อรายเดิม
เอกสารที่ดีควรระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ปริมาณ ราคา สกุลเงิน เงื่อนไขชำระเงิน สถานที่ส่งมอบ และกำหนดส่งสินค้าอย่างชัดเจน
หากเอกสารระบุเพียงความสนใจซื้อ หรือผู้ซื้อยังสามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณและราคาได้โดยไม่มีเงื่อนไข คำสั่งซื้อนั้นอาจยังไม่แข็งแรงพอที่จะใช้เป็นฐานขอวงเงิน
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการขอวงเงินตามมูลค่าออเดอร์ เช่น มีคำสั่งซื้อ 5 ล้านบาท จึงต้องการวงเงิน 5 ล้านบาท ทั้งที่วงเงินก่อนส่งออกควรสัมพันธ์กับต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายก่อนรับเงิน ไม่ใช่มูลค่ายอดขายทั้งหมด
ผู้ประกอบการควรแยกต้นทุนออกมาอย่างน้อยดังนี้
วัตถุดิบหรือสินค้าที่ต้องจัดซื้อ
ค่าแรงและค่าผลิต
ค่าบรรจุภัณฑ์
ค่าตรวจสอบมาตรฐานหรือคุณภาพ
ค่าขนส่งภายในประเทศ
ค่าใช้จ่ายในการเตรียมส่งออก
เงินสำรองกรณีต้นทุนเปลี่ยนแปลง
เงินมัดจำที่ได้รับจากผู้ซื้อ
เครดิตที่ได้รับจาก Supplier
เงินทุนของกิจการที่สามารถนำมาร่วมในดีล
จากนั้นคำนวณช่องว่างเงินทุนเบื้องต้นด้วยสูตร
เงินทุนที่ขาด = ต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนส่งออก − เงินมัดจำจากผู้ซื้อ − เครดิตจาก Supplier − เงินทุนที่กิจการนำมาร่วม
การแสดงตัวเลขลักษณะนี้ช่วยให้ผู้พิจารณาเห็นว่า วงเงินที่ขอมีที่มาจากต้นทุนจริง ไม่ใช่การขอเผื่อไว้โดยไม่มีแผนการใช้เงิน
ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าดีลมีความสามารถชำระหนี้เสมอไป ก่อนสมัคร สินเชื่อเพื่อการส่งออก ควรคำนวณกำไรหลังรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Shipment ให้ครบ เช่น
ต้นทุนสินค้า
ค่าขนส่งและค่าระวาง
ค่าประกันภัย
ค่าธรรมเนียมธนาคาร
ค่าตรวจสอบสินค้า
ค่านายหน้าหรือตัวแทน
ภาษีหรือค่าใช้จ่ายในประเทศปลายทางตาม Incoterms
ต้นทุนทางการเงิน
ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเผื่อของเสีย การแก้ไขสินค้า หรือการส่งมอบล่าช้า
หากกำไรของออเดอร์เหลือน้อยมากหลังรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ การเพิ่มวงเงินอาจทำให้ยอดขายสูงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ฐานะทางการเงินของกิจการดีขึ้น
ผู้พิจารณาจึงไม่ได้ดูเฉพาะมูลค่า Purchase Order แต่จะพิจารณาด้วยว่า เมื่อได้รับเงินจากผู้ซื้อแล้ว กิจการมีเงินเพียงพอสำหรับชำระวงเงิน ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่
Pre-shipment Financing ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความน่าเชื่อถือทางการเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการปฏิบัติตามออเดอร์
กิจการควรตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้
กำลังผลิตปัจจุบันเพียงพอหรือไม่
ต้องซื้อเครื่องจักรหรือเพิ่มคนก่อนเริ่มงานหรือไม่
วัตถุดิบมีพร้อมและ Supplier ส่งมอบได้ทันหรือไม่
ต้องขอใบรับรองหรือผ่านการตรวจสอบใดเพิ่มเติมหรือไม่
ระยะเวลาผลิตจริงกี่วัน
มีเวลาเผื่อสำหรับการแก้ไขสินค้าเพียงใด
หากผลิตล่าช้า จะมีค่าปรับหรือถูกยกเลิกออเดอร์หรือไม่
มีออเดอร์อื่นใช้กำลังผลิตในช่วงเดียวกันหรือไม่
หากกำหนดส่งมอบในสัญญาสั้นกว่าระยะเวลาผลิตจริง แม้กิจการจะได้รับวงเงินก็ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งสินค้าไม่ทัน และไม่มีเงินจากผู้ซื้อมาชำระคืนตามแผน
เงินที่ใช้ชำระ Pre-shipment Financing มักเชื่อมโยงกับรายรับจากการส่งออก ดังนั้นผู้ให้สินเชื่อจึงต้องเข้าใจว่าใครเป็นผู้ชำระเงิน ชำระด้วยวิธีใด และคาดว่าจะได้รับเงินเมื่อใด
ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่
ชื่อและประเทศของผู้ซื้อ
เว็บไซต์และข้อมูลจดทะเบียน
ระยะเวลาที่ซื้อขายกัน
ประวัติการสั่งซื้อ
ประวัติการชำระเงิน
ธนาคารของผู้ซื้อ
วิธีชำระเงิน เช่น L/C, D/P, D/A หรือ Open Account
เครดิตเทอม
สกุลเงินที่ใช้ชำระ
เงื่อนไขการตรวจรับสินค้า
สิทธิในการยกเลิกหรือคืนสินค้า
กรณีผู้ซื้อรายใหม่หรือใช้ Open Account โดยยังไม่มีประวัติชำระเงิน กิจการอาจต้องเตรียมข้อมูลผู้ซื้อเพิ่มเติม หรือพิจารณาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงประกอบ
แม้ Pre-shipment Financing จะอ้างอิงเอกสารการค้า แต่ผู้ให้สินเชื่อยังต้องพิจารณาฐานะของผู้ขอวงเงินด้วย
Statement ควรสะท้อนว่ากิจการมีการซื้อขายจริง มีเงินรับจากลูกค้าหรือคู่ค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และสามารถบริหารเงินผ่านบัญชีธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ข้อมูลที่มักมีผลต่อการประเมิน ได้แก่
รายได้ที่ผ่านบัญชีสอดคล้องกับยอดขาย
งบการเงินสะท้อนผลประกอบการตามความเป็นจริง
มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงพอ
ภาระสินเชื่อเดิมไม่สูงเกินกระแสเงินสด
ไม่มีการค้างชำระที่เป็นสาระสำคัญ
มีประวัติชำระวงเงินเดิมตรงตามกำหนด
ไม่ถอนเงินสดก้อนใหญ่ออกจากธุรกิจโดยไม่สามารถอธิบายได้
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์บางโครงการของ EXIM BANK ระบุคุณสมบัติเฉพาะ เช่น ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบธุรกิจส่งออก และผ่านการตรวจสอบเครดิตบูโร อย่างไรก็ตาม แต่ละผลิตภัณฑ์ย่อมมีเกณฑ์ต่างกัน ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดก่อนสมัคร
คำอธิบายว่า “จะชำระเมื่อผู้ซื้อจ่ายเงิน” ยังไม่เพียงพอ แผนชำระคืนควรระบุเป็นวันที่และขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ เช่น
เริ่มซื้อวัตถุดิบวันที่ใด
เริ่มผลิตและผลิตเสร็จเมื่อใด
ส่งสินค้าเมื่อใด
ออก Invoice เมื่อใด
ผู้ซื้อครบกำหนดชำระเมื่อใด
เงินจะเข้าบัญชีใด
เงินส่วนใดจะนำไปปิดวงเงิน
หากผู้ซื้อจ่ายล่าช้า กิจการมีเงินสำรองหรือแผนรองรับอย่างไร
ผู้ให้สินเชื่อบางแห่งอาจกำหนดให้เงินจากการส่งออกเข้าผ่านบัญชีของธนาคารผู้ให้วงเงิน เพื่อให้สามารถติดตามและนำรายรับมาชำระสินเชื่อตามรอบได้
ให้คะแนนตัวเองข้อละ 0–2 คะแนน
2 คะแนน หมายถึง มีข้อมูลครบและตรวจสอบได้
1 คะแนน หมายถึง มีข้อมูลบางส่วนแต่ยังต้องปรับปรุง
0 คะแนน หมายถึง ยังไม่มีหรือไม่สามารถอธิบายได้
หัวข้อประเมินมีดังนี้
มี PO, L/C หรือสัญญาซื้อขายที่ยืนยันแล้ว
ทราบต้นทุนและจำนวนเงินที่ต้องใช้จริง
ออเดอร์มีกำไรหลังรวมค่าใช้จ่ายส่งออก
กำลังผลิตและกำหนดส่งมอบทำได้จริง
ผู้ซื้อและเงื่อนไขชำระเงินตรวจสอบได้
Statement และงบการเงินสนับสนุนรายได้ของกิจการ
ภาระสินเชื่อเดิมยังอยู่ในระดับที่บริหารได้
มีแผนรับเงินและปิดวงเงินตาม Shipment
13–16 คะแนน: มีความพร้อมค่อนข้างสูง
สามารถเริ่มจัดชุดข้อมูลและเปรียบเทียบข้อเสนอของผู้ให้สินเชื่อได้ แต่ยังต้องผ่านการวิเคราะห์เครดิตและเงื่อนไขของแต่ละแห่ง
8–12 คะแนน: พร้อมบางส่วน
ควรแก้ไขประเด็นที่ได้ 0–1 คะแนนก่อนยื่น โดยเฉพาะคำสั่งซื้อ ต้นทุน กำลังผลิต Statement และแผนชำระคืน
0–7 คะแนน: ควรเตรียมข้อมูลเพิ่มเติม
การยื่นทันทีอาจทำให้ถูกขอเอกสารเพิ่ม ได้วงเงินต่ำกว่าที่ต้องการ หรือไม่ผ่านการพิจารณา ควรเริ่มจากทำให้โครงสร้างของออเดอร์และกระแสเงินสดชัดเจนก่อน
คะแนนนี้เป็นเพียงเครื่องมือประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติอย่างเป็นทางการของสถาบันการเงิน
จากประสบการณ์ที่เคยช่วยลูกค้ากลุ่มผู้ส่งออก SME จัดชุดเอกสารยื่น Pre-shipment Financing ดิฉันพบว่า “ปัญหาที่ทำให้ธนาคารชะลอไฟล์” มักไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นความไม่สอดคล้องเล็ก ๆ ระหว่างเอกสาร 2–3 จุดที่มองข้ามไป
การยื่นขอวงเงินอาจสะดุดหากพบสถานการณ์ดังต่อไปนี้
ปริมาณสินค้าตาม PO มากกว่ากำลังผลิต หรือใบเสนอราคาวัตถุดิบไม่สัมพันธ์กับจำนวนสินค้าที่ต้องส่ง ควรจัดทำตารางคำนวณต้นทุนต่อหน่วยและยอดผลิตให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
จากที่เคยเจอเคสหนึ่ง ลูกค้าระบุว่า “ผลิตได้ทันแน่นอน” แต่พอไล่ไทม์ไลน์จริง พบว่ากำลังผลิตเต็ม 80% อยู่แล้ว ทำให้ธนาคารตั้งคำถามทันทีว่า ถ้าออเดอร์นี้เข้ามาเพิ่ม จะเบียดงานเดิมหรือไม่ สุดท้ายต้องกลับไปปรับแผน production schedule ใหม่ทั้งชุด
แม้บางผลิตภัณฑ์อาจให้สัดส่วนวงเงินสูง แต่การมีเงินทุนของกิจการร่วมในออเดอร์สะท้อนว่าผู้ประกอบการสามารถรับความเสี่ยงบางส่วนได้จริง
ในทางปฏิบัติ ดิฉันมักเห็นไฟล์ที่ “ขอ 100% ของต้นทุน” แล้วถูกถามกลับทันทีว่า ถ้าเกิด delay 7–10 วัน ใครจะเป็นคนรับภาระดอกเบี้ยช่วงนั้น เพราะธนาคารจะมองเรื่อง buffer มากกว่าตัวเลขวงเงิน
หากต้องผลิต 45 วัน แต่สัญญากำหนดให้ส่งใน 45 วันพอดี ควรตรวจสอบว่ายังมีเวลาสำหรับบรรจุ ตรวจคุณภาพ และขนส่งหรือไม่
เคยมีเคสที่ลูกค้าคิดว่า “ผลิตทัน” แต่ไม่ได้เผื่อ QC 3–5 วัน สุดท้ายต้องขอเลื่อน shipment ซึ่งกระทบเครดิตกับผู้ซื้อทันที และธนาคารก็เริ่มมองความเสี่ยงด้าน execution มากขึ้น
ควรเพิ่มเอกสารประกอบ เช่น ข้อมูลจดทะเบียน เว็บไซต์บริษัท ประวัติซื้อขาย หนังสือรับรองจากธนาคาร หรือเครดิตรีพอร์ตตามความเหมาะสม
จุดนี้เป็นจุดที่ไฟล์จำนวนมาก “ดูดีบนกระดาษแต่ไม่ผ่านจริง” เพราะธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่ามี PO แต่ดูว่า buyer “จ่ายจริงสม่ำเสมอหรือไม่”
หากกิจการรับเงินผ่านหลายบัญชีหรือรับเข้าบัญชีส่วนตัว ควรจัดระบบให้รายได้ของธุรกิจผ่านบัญชีบริษัทอย่างชัดเจนก่อนยื่น
จากประสบการณ์ ดิฉันเคยเห็นเคสที่ยอดขายจริง 10 ล้าน แต่ใน statement เห็นแค่ 3 ล้าน ทำให้ risk model ของธนาคารประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง และวงเงินถูกกดลงโดยไม่จำเป็น
ควรทำแผนบริหารเงินเข้า โดยแยกเงินของ Shipment ออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไป เพื่อไม่ให้เงินที่ควรนำมาชำระวงเงินถูกใช้กับรายการอื่นก่อน
เคสที่พบบ่อยคือ “เงินเข้าก่อน แต่ถูกหมุนไปใช้ก่อน” ทำให้ตอนถึงรอบปิดวงเงินต้องหาเงินก้อนใหม่มาทดแทน ซึ่งเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
แทนการส่งเอกสารจำนวนมากโดยไม่มีคำอธิบาย ควรแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ชุด
ประกอบด้วยหนังสือรับรองบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารกรรมการ ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลธุรกิจ สินค้าหลัก และประสบการณ์ด้านการส่งออก
ประกอบด้วยงบการเงิน Statement ภาษี รายละเอียดภาระสินเชื่อเดิม รายชื่อลูกหนี้–เจ้าหนี้ และข้อมูลเงินทุนที่กิจการสามารถนำมาร่วมในออเดอร์
ประกอบด้วย PO, L/C หรือสัญญาซื้อขาย รายละเอียดสินค้า ต้นทุน แผนการผลิต ใบเสนอราคาจาก Supplier กำหนดส่งมอบ และข้อมูลผู้ซื้อ
SCB ระบุเอกสารประกอบธุรกรรม Packing Credit ไว้ เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน L/C ใบสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขาย ใบรับรองคลังสินค้า และเอกสารการขนส่งตามประเภทการเบิกใช้ ขณะที่ ttb ระบุว่าผู้ส่งออกสามารถใช้สัญญาซื้อขายหรือ L/C ประกอบการขอเบิกวงเงินได้
สรุปว่าต้องการใช้เงินจำนวนเท่าไร ใช้กับค่าใช้จ่ายใด เบิกเมื่อใด ส่งสินค้าเมื่อใด รับเงินเมื่อใด และจะนำรายรับส่วนใดมาชำระคืน
บริษัทแห่งหนึ่งได้รับคำสั่งซื้อสินค้ามูลค่า 4,500,000 บาท มีต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนส่งออกดังนี้
วัตถุดิบและค่าผลิต 2,400,000 บาท
บรรจุภัณฑ์และค่าตรวจสอบ 300,000 บาท
ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายเตรียมส่งออก 400,000 บาท
รวมต้นทุนก่อนส่งออก 3,100,000 บาท
ผู้ซื้อจ่ายมัดจำ 900,000 บาท
กิจการมีเงินร่วม 500,000 บาท
กิจการจึงมีช่องว่างเงินทุนประมาณ 1,700,000 บาท
ระยะเวลาผลิต 50 วัน และผู้ซื้อชำระเงินส่วนที่เหลือ 30 วันหลังส่งสินค้า เท่ากับกิจการต้องวางแผนเงินทุนครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มซื้อวัตถุดิบจนถึงวันที่ได้รับชำระจริง
กรณีนี้มีแนวโน้มเหมาะกับ Pre-shipment Financing หากผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้ กำลังผลิตเพียงพอ ออเดอร์มีกำไรหลังรวมค่าใช้จ่าย ภาระเดิมของกิจการไม่สูงเกินไป และสามารถกำหนดเส้นทางรับเงินมาปิดวงเงินได้ชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม หากกำลังผลิตปัจจุบันรองรับออเดอร์ได้เพียงครึ่งหนึ่ง และกิจการต้องนำวงเงินส่วนใหญ่ไปซื้อเครื่องจักรใหม่ วงเงินก่อนส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะ อาจต้องแยกเงินลงทุนเครื่องจักรออกจากเงินทุนหมุนเวียนของออเดอร์
เมื่อประเมินแล้วว่ากิจการมีความพร้อม ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้
เลือกออเดอร์ที่จะใช้เป็นฐานขอวงเงิน
คำนวณต้นทุนและช่องว่างเงินทุนจริง
จัดทำแผนผลิต ส่งมอบ รับเงิน และชำระคืน
ตรวจความสอดคล้องของ PO, Contract, L/C และเอกสารอื่น
เตรียมข้อมูลผู้ซื้อและประวัติการซื้อขาย
สรุปภาระสินเชื่อเดิมและเงินทุนที่กิจการนำมาร่วม
เปรียบเทียบวงเงิน สกุลเงิน ระยะเวลา ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และหลักประกัน
ยื่นข้อมูลพร้อมคำอธิบายดีลหนึ่งหน้า
ตอบคำถามหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่ผู้พิจารณาร้องขอ
วางระบบติดตามการเบิกใช้และการชำระคืนแยกตาม Shipment
ผู้ประกอบการควรเผื่อเวลาสำหรับการพิจารณาวงเงิน ไม่ควรรอจนใกล้ถึงวันที่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบหรือเริ่มผลิต เพราะหากมีเอกสารที่ต้องแก้ไข อาจทำให้วงเงินไม่ทันกำหนดการของออเดอร์
สามารถยื่นขอพิจารณาได้ แต่ควรมีคำสั่งซื้อที่ชัดเจน ข้อมูลผู้ซื้อ แผนการผลิต ใบเสนอราคาต้นทุน และหลักฐานว่ากิจการสามารถส่งมอบสินค้าได้จริง ผู้ส่งออกรายใหม่อาจต้องใช้ข้อมูลประกอบมากกว่าธุรกิจที่มีประวัติส่งออกต่อเนื่อง
ไม่จำเป็นสำหรับทุกผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างบริการของธนาคารบางแห่งเปิดให้ใช้ Purchase Order หรือสัญญาซื้อขายประกอบการขอวงเงินได้ อย่างไรก็ตาม วิธีชำระเงินและความเสี่ยงของผู้ซื้อจะมีผลต่อโครงสร้างวงเงินและเงื่อนไขการพิจารณา
ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ ฐานะของกิจการ เอกสารการค้า ผู้ซื้อ และรูปแบบหลักประกันที่ผู้ให้สินเชื่อยอมรับ การไม่มีที่ดินจำนองไม่ได้หมายความว่าไม่มีการค้ำประกันหรือเงื่อนไขอื่นทั้งหมด
หากยังไม่มีธุรกรรมหรือหลักฐานการขายที่ตรวจสอบได้ อาจไม่เหมาะกับวงเงิน Pre-shipment ที่ผูกกับออเดอร์โดยตรง ควรพิจารณาวงเงินหมุนเวียนทั่วไปหรือแหล่งเงินทุนประเภทอื่นตามวัตถุประสงค์จริง
ไม่ควรเริ่มจากมูลค่ายอดขายเพียงอย่างเดียว ควรคำนวณจากต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนส่งออก หักเงินมัดจำ เครดิต Supplier และเงินทุนของกิจการ แล้วจึงกำหนดวงเงินที่ต้องการจริง
Pre-shipment Financing เหมาะกับธุรกิจที่มีออเดอร์ส่งออกชัดเจน มีต้นทุนเกิดขึ้นก่อนรับเงิน สามารถผลิตและส่งมอบได้จริง และมีแผนนำเงินจากผู้ซื้อมาชำระคืนอย่างเป็นระบบ
การตรวจคุณสมบัติก่อนสมัครจึงควรมองพร้อมกัน 5 เรื่อง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของออเดอร์ จำนวนเงินที่ต้องใช้ ความสามารถในการผลิต ฐานะทางการเงินของกิจการ และความชัดเจนของแหล่งชำระคืน
ผู้ที่ต้องการศึกษาความแตกต่างระหว่างวงเงินก่อนและหลังส่งออก สามารถอ่านต่อจากหน้า สินเชื่อเพื่อการส่งออก ส่วนผู้ที่ต้องการวางโครงสร้างเงินทุนตั้งแต่การพัฒนาตลาด การผลิต การส่งมอบ จนถึงการรับชำระ สามารถอ่านบทความ สินเชื่อเพื่อการส่งออก ดูแลครบวงจร ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ
หากกิจการมี Purchase Order หรือสัญญาซื้อขายแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรขอวงเงินเท่าไร ใช้เอกสารใด หรือโครงสร้างสินเชื่อแบบใดเหมาะกับรอบเงินสด ควรนำข้อมูลออเดอร์ ต้นทุน Statement และภาระสินเชื่อเดิมมาประเมินเบื้องต้นก่อนสมัคร เพื่อช่วยลดการยื่นผิดประเภทและเพิ่มความชัดเจนในการพิจารณา
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและใช้ประเมินความพร้อมเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติ เงื่อนไข วงเงิน อัตราดอกเบี้ย เอกสาร และหลักประกันขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ให้สินเชื่อและข้อมูลของผู้สมัครแต่ละราย
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา