เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 14 กรกฎาคม 2569
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คือสินเชื่อที่พิจารณาจาก “ศักยภาพกระแสเงินสดของธุรกิจ” เช่น รายการเดินบัญชี (Statement) รายได้ที่ตรวจสอบได้ เอกสารภาษี และประวัติชำระหนี้ แทนการใช้บ้าน/ที่ดิน/รถเป็นหลักประกัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำ
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย เงื่อนไข/วงเงิน/อัตราดอกเบี้ย/ระยะเวลาจริงแตกต่างตามสถาบันการเงินและข้อมูลของกิจการ
“ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” หมายถึงไม่ต้องใช้บ้าน/ที่ดิน/รถค้ำ แต่บางกรณีอาจมีการค้ำแบบอื่น (เช่น กรรมการค้ำ) ตามนโยบายผู้ให้สินเชื่อ
เหมาะกับธุรกิจที่มีรายรับหมุนเวียนต่อเนื่อง และเอกสารรายได้/ภาษี/คู่ค้าสามารถอธิบายที่มาของเงินได้
วงเงินมักพิจารณาจาก “ยอดขาย/กระแสเงินสดหมุนเวียน” และความสามารถชำระคืน
เครื่องมือที่พบบ่อย: วงเงินหมุนเวียน (OD) / เงินกู้ผ่อนงวด (Term Loan) (และบางกรณีใช้งานร่วมกับเอกสารการค้า)
หากต้องการลดรอบการขอข้อมูลเพิ่มเติม ควรทำให้ Statement เอกสารภาษีหรือรายได้ ประวัติเครดิต และแผนใช้เงิน–คืนเงิน สะท้อนข้อมูลที่สอดคล้องกัน
เอกสารที่มักสำคัญสุด: Statement ธุรกิจ + เอกสารภาษี/รายได้ + เอกสารคู่ค้า (PO/สัญญา/ใบกำกับ)
สารบัญ
สินเชื่อประเภทนี้คือ “เงินทุนเพื่อธุรกิจ” ที่เน้นดูศักยภาพการชำระคืนจากกิจกรรมจริงของกิจการ เช่น รายได้เข้าออกในบัญชี ความสม่ำเสมอของยอดขาย เอกสารยืนยันรายได้ และความน่าเชื่อถือของคู่ค้า แทนการนำทรัพย์สินมาวางเป็นหลักประกัน
สำคัญ: คำว่า “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีเงื่อนไข” ผู้ให้สินเชื่ออาจกำหนดรูปแบบค้ำ/เงื่อนไขอื่นตามความเสี่ยง (ขึ้นอยู่กับสถาบันและข้อมูลของผู้กู้)
ไม่ต้องนำทรัพย์สินเฉพาะ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือรถ ไปจำนองหรือจำนำ แต่หากมีกรรมการหรือบุคคลค้ำ ผู้ค้ำยังมีความรับผิดตามเงื่อนไขของสัญญา
ในบางกรณี ขั้นตอนอาจใช้เวลาน้อยกว่าสินเชื่อที่ต้องประเมินหลักทรัพย์ ทั้งนี้ขึ้นกับเอกสารและเกณฑ์ของแต่ละสถาบัน
เหมาะกับกิจการที่กำลังขยายตัว ต้องการเงินหมุนเพิ่มตามออเดอร์
ข้อจำกัด
วงเงินจะผูกกับรายได้ กระแสเงินสด และประวัติเครดิต
ต้องมีเอกสารรายได้และเอกสารภาษีที่สอดคล้องกันและตรวจสอบย้อนกลับได้
บางโปรแกรมเน้นเฉพาะลูกค้ากลุ่ม สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือกิจการที่เปิดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว
โดยภาพรวม สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME หรือ เงินกู้ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะกับกิจการที่มีการค้าขายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้เงินทุนรองรับออเดอร์ ได้แก่
กิจการที่มีออเดอร์ / PO ต่อเนื่อง
ต้องเติมสต๊อก วัตถุดิบ หรือแรงงานให้ทันความต้องการ เช่น โรงงานผลิตรายย่อย ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ของตัวเอง
ร้านอาหาร / คาเฟ่ / ร้านกาแฟ / ร้านเบเกอรี / ธุรกิจบริการหน้าร้าน
ที่ “เงินหมุนเวียน” คือหัวใจ ต้องจ่ายวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าที่ ก่อนจะเก็บเงินจากลูกค้าครบ
ผู้รับเหมาก่อสร้าง / ขนส่ง / โลจิสติกส์
ที่มักต้องสำรองจ่ายค่าวัสดุ แรงงาน ค่าน้ำมัน ก่อนรับเงินงวดงานตามสัญญา
ธุรกิจบริการ B2B รายเดือน
เช่น ซ่อมบำรุง ทำความสะอาด Outsource แรงงาน ที่รับเงินปลายเดือน แต่มีค่าใช้จ่ายทุกวัน
ผู้ส่งออก / ผู้ผลิตล็อตเล็ก–กลาง
ต้องซื้อของ ผลิต และส่งมอบสินค้าให้ทันกำหนดชำระของลูกค้า (เช่น 30–90 วัน)
ถ้าธุรกิจของคุณเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ การใช้ สินเชื่อธุรกิจ SME หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยให้การบริหารเงินทุนหมุนเวียนมีโครงสร้างมากขึ้น และลดความจำเป็นในการพึ่งแหล่งเงินที่มีต้นทุนสูง ทั้งนี้ควรพิจารณาความสามารถชำระคืนเป็นหลัก
อยากดูตัวอย่างเฉพาะอุตสาหกรรม?
ลิงก์ไปหน้า: สำหรับร้านอาหาร, ผู้รับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจบริการ, ขนส่งรายเล็ก, ผู้ประกอบการรายใหม่
เมื่อไม่มีบ้านหรือที่ดินช่วยลดความเสี่ยง ผู้ให้สินเชื่อจะหันมาดูว่า รายได้ กระแสเงินสด เครดิต และแผนใช้เงินของกิจการน่าเชื่อถือเพียงใด
จากที่ดิฉันสังเกต หลายกิจการไม่ได้ติดปัญหาเพราะยอดขายน้อย แต่เพราะเอกสารแต่ละชุด “เล่าคนละเรื่อง” เช่น Statement มีเงินเข้าสูง แต่เอกสารภาษีแสดงรายได้ต่ำกว่ามาก หรือแจ้งว่าจะใช้เงินซื้อสินค้า แต่ไม่พบจังหวะการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ในบัญชี
เวลาตรวจเอกสารเบื้องต้น ดิฉันจึงมักวางข้อมูลทั้ง 4 ส่วนไว้พร้อมกัน แล้วดูว่าสามารถตอบคำถามเดียวกันได้หรือไม่ว่า
ธุรกิจมีรายได้จากไหน ต้องใช้เงินช่วงใด และจะนำเงินรอบไหนมาชำระคืน
Statement ควรแสดงจังหวะรับเงินและจ่ายเงินที่สัมพันธ์กับธุรกิจจริง เช่น รับเงินจากลูกค้า จ่ายค่าสินค้า ค่าแรง หรือค่าใช้จ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง
เวลาตรวจ ดิฉันมักแยกรายการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ รายได้จากลูกค้า ค่าใช้จ่ายธุรกิจ ภาระหนี้เดิม และรายการส่วนตัวหรือรายการโอนระหว่างบัญชี วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าเงินเข้าที่ปรากฏเป็นยอดขายจริงเท่าไร และมีกระแสเงินสดเหลือสำหรับรับภาระใหม่หรือไม่
สัญญาณที่มักทำให้ต้องอธิบายเพิ่ม ได้แก่ เงินโอนวนระหว่างบัญชี ถอนเงินออกทันทีหลังรับเงิน ยอดคงเหลือเกือบศูนย์เป็นประจำ หรือมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาเฉพาะช่วงก่อนยื่นสินเชื่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : ผู้ให้กู้ประเมินจาก Statement ยังไง? 5 ตัวชี้วัดสำหรับสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ยอดใน Statement กับเอกสารภาษีอาจไม่ตรงกันทั้งหมด เพราะวันที่ออกใบแจ้งหนี้กับวันที่ลูกค้าชำระเงินจริงอาจอยู่คนละเดือน แต่ส่วนต่างควรมีเหตุผลและตรวจสอบย้อนกลับได้
วิธีที่ดิฉันมักใช้คือทำสรุปหนึ่งหน้า โดยแบ่งเป็น เดือน ยอดเงินเข้าตาม Statement ยอดขายตามเอกสารภาษี และเหตุผลของส่วนต่าง เช่น ลูกค้าเครดิตเทอม 30 วัน เงินจากแพลตฟอร์มเข้าล่าช้า หรือกิจการใช้หลายบัญชีรับรายได้
ตารางสรุปสั้น ๆ ลักษณะนี้ช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจข้อมูลได้เร็วกว่าการส่งเอกสารจำนวนมากโดยไม่มีคำอธิบายเชื่อมโยง
ประวัติเครดิตสะท้อนวินัยทางการเงิน แต่การไม่เคยค้างชำระไม่ได้หมายความว่าจะรับภาระใหม่ได้เสมอไป ผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูยอดผ่อนเดิม การใช้วงเงินหมุนเวียน และกระแสเงินสดที่เหลือหลังชำระหนี้
ตัวอย่างเช่น หากกิจการเหลือกระแสเงินสดประมาณ 120,000 บาทต่อเดือน แต่มีภาระผ่อนเดิม 80,000 บาท การเพิ่มค่างวดอีก 50,000 บาทอาจทำให้เงินเหลือไม่พอรองรับเดือนที่ยอดขายลดลง แม้ที่ผ่านมาเจ้าของกิจการจะชำระตรงเวลาทุกงวดก็ตาม
ก่อนยื่นจึงควรประเมินภาระรวม และหลีกเลี่ยงการยื่นหลายแห่งพร้อมกันโดยยังไม่ทราบว่าวงเงินแบบใดเหมาะกับธุรกิจ
คำว่า “ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน” ยังไม่เพียงพอ แผนที่ชัดควรตอบได้ 4 เรื่อง คือ
ต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร
ใช้จ่ายกับอะไร
ต้องใช้เงินนานกี่วัน
รายรับที่จะนำมาชำระคืนจะเข้ามาเมื่อไร
แทนที่จะระบุเพียงว่า “ต้องการวงเงิน 500,000 บาทเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ” ควรอธิบายว่า ต้องชำระค่าสินค้า 500,000 บาทก่อนส่งมอบ ลูกค้าชำระหลังรับสินค้า 30 วัน และมีรายรับจากออเดอร์ประมาณ 700,000 บาท
รายละเอียดลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่า จำนวนเงินและระยะเวลาที่ขอสอดคล้องกับรอบธุรกิจจริงหรือไม่
ต้องมีคนค้ำหรือไม่?
ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหมายถึงไม่ใช้บ้าน ที่ดิน หรือรถเป็นหลักประกัน แต่บางผลิตภัณฑ์อาจกำหนดให้กรรมการค้ำ หรือใช้กลไกค้ำประกันรูปแบบอื่นตามนโยบายของผู้ให้สินเชื่อ
ต้องใช้ Statement กี่เดือน?
โดยทั่วไปมักใช้ Statement บัญชีธุรกิจย้อนหลังประมาณ 6–12 เดือน เพื่อดูความสม่ำเสมอและฤดูกาลของรายได้ หากมีเดือนที่ยอดลดลงผิดปกติ ควรเตรียมเหตุผลและเอกสารประกอบไว้ล่วงหน้า
วงเงินพิจารณาจากอะไร?
มักดูยอดขาย เงินเข้าเฉลี่ย กระแสเงินสดที่เหลือ ภาระหนี้เดิม ประวัติเครดิต และรอบรับ–จ่ายของธุรกิจร่วมกัน วงเงินที่มีเหตุผลจึงไม่ใช่วงเงินสูงที่สุด แต่เป็นวงเงินที่สัมพันธ์กับต้นทุนและแหล่งชำระคืนจริง
วงเงิน ดอกเบี้ย และระยะเวลาชำระจริงขึ้นอยู่กับนโยบายผู้ให้สินเชื่อ เครดิต ภาระหนี้ กระแสเงินสด และประเภทวงเงิน ข้อมูลต่อไปนี้จึงเป็นแนวทางประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่การยืนยันผลอนุมัติ
จากเคสที่ดิฉันเคยตรวจ จุดที่เจ้าของกิจการถามก่อนมักเป็น “ขอได้สูงสุดเท่าไร” แต่คำถามที่ช่วยวางวงเงินได้แม่นกว่าคือ
ต้องจ่ายต้นทุนก่อนกี่บาท เงินจมอยู่กี่วัน และลูกค้าจะจ่ายกลับมาเมื่อใด
ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าธุรกิจรับภาระหนี้ได้สูงเสมอ เพราะเงินบางส่วนต้องใช้กับต้นทุน ค่าแรง ภาษี สต๊อก และค่างวดเดิม
เวลาประเมิน ดิฉันจะแยกข้อมูลเป็น 3 ตัวเลข
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อนรับเงิน
จำนวนวันที่เงินจมอยู่ในรอบธุรกิจ
เงินสดที่กิจการมีอยู่แล้ว
ตัวอย่างจากรูปแบบเคสที่พบจริง โดยปรับตัวเลขเพื่อรักษาความลับของกิจการ: ธุรกิจซื้อมาขายไปมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 1.4 ล้านบาท ต้องจ่ายค่าสินค้าประมาณ 650,000 บาทต่อเดือน และลูกค้าชำระหลังส่งของ 45 วัน
ตอนแรกกิจการต้องการวงเงิน 1.5 ล้านบาท แต่เมื่อไล่รอบรับ–จ่าย พบว่าช่องว่างหลักเกิดจากต้นทุนประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง
650,000 × 45 ÷ 30 = ประมาณ 975,000 บาท
เมื่อกิจการมีเงินสำรองของตนเองประมาณ 200,000 บาท ความต้องการวงเงินจริงจึงอยู่ใกล้ 775,000 บาท มากกว่าวงเงิน 1.5 ล้านบาทที่ขอในตอนแรก
ตัวเลขนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะยังต้องเผื่อภาษี ค่าแรง ความล่าช้าของลูกค้า และฤดูกาลขาย แต่ช่วยให้คำขอวงเงินมีที่มาชัดกว่าการระบุเพียงว่า “ต้องการเงินทุนหมุนเวียน”
วงเงินหมุนเวียน เช่น OD หรือวงเงินเบิก–คืน เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่เกิดซ้ำและมีเงินกลับเข้ามาเป็นรอบ เช่น ซื้อสินค้า จ่ายซัพพลายเออร์ หรือสำรองค่าแรงก่อนเก็บเงินจากลูกค้า เมื่อได้รับชำระแล้วควรนำเงินกลับไปลดวงเงิน เพื่อลดดอกเบี้ยและทำให้เห็นว่าวงเงินหมุนจริง
Term Loan เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่สร้างรายได้กลับมาช้ากว่า เช่น
ปรับปรุงสถานที่
ซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
เปิดสาขา
ลงทุนระบบที่คืนทุนหลายปี
ข้อผิดพลาดที่ดิฉันพบค่อนข้างบ่อยคือ ใช้ OD ซื้อทรัพย์สินระยะยาว หลังจากนั้นยอดเบิกค้างเต็มวง ไม่มีพื้นที่เหลือซื้อวัตถุดิบ ทั้งที่กิจการยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน
หลักที่ใช้ตรวจง่ายที่สุดคือ
อายุของหนี้ควรใกล้เคียงกับระยะเวลาที่เงินก้อนนั้นสร้างรายได้กลับมา
ก่อนตัดสินใจ ควรตรวจมากกว่าอัตราดอกเบี้ย ได้แก่
ค่าจัดวงเงิน
ค่าค้ำประกัน
ค่าธรรมเนียมรายปี
ค่าธรรมเนียมวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้
ค่าปิดก่อนกำหนด
เงื่อนไขต่ออายุและทบทวนดอกเบี้ย
เคสหนึ่งที่ดิฉันเคยนำมาเทียบมีข้อเสนอแรกดอกเบี้ยต่ำกว่าอีกแห่งประมาณ 0.40% แต่มีค่าจัดวงเงิน 1% ของวงเงินอนุมัติ เมื่อคำนวณจากระยะเวลาที่กิจการตั้งใจใช้จริงเพียง 18 เดือน ข้อเสนอที่ดอกเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อยกลับมีต้นทุนรวมต่ำกว่า
สำหรับ OD ควรดูว่าคิดดอกเบี้ยจากยอดใช้จริงหรือมีค่าใช้จ่ายของวงเงินที่ไม่ได้เบิก ส่วน Term Loan ควรเปรียบเทียบทั้งค่างวด ดอกเบี้ยรวม และยอดหนี้คงเหลือ ณ วันที่กิจการอาจต้องการปิดบัญชี
ระยะเวลานานช่วยลดค่างวดต่อเดือน แต่ทำให้จ่ายดอกเบี้ยยาวขึ้น ขณะที่ระยะเวลาสั้นเกินไปอาจดึงเงินสดออกจากกิจการจนไม่มีเงินหมุน
เวลาประเมิน ดิฉันจะลองอย่างน้อย 2 สถานการณ์
เดือนปกติ หลังจ่ายค่างวดเหลือเงินเท่าไร
เดือนที่ยอดขายลดลง 15–20% ยังจ่ายค่างวดได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น เดือนปกติกิจการเหลือเงินก่อนชำระหนี้ 180,000 บาท หากค่างวดใหม่อยู่ที่ 120,000 บาท จะเหลือส่วนเผื่อ 60,000 บาท แต่เมื่อยอดขายลดลง 20% เงินก่อนชำระหนี้อาจเหลือเพียง 105,000 บาท ทำให้ค่างวดสูงกว่ากระแสเงินสดที่มีอยู่
หากต้องพึ่งยอดขายสูงสุดทุกเดือนจึงจะจ่ายไหว แสดงว่าวงเงินหรือระยะเวลานั้นตึงเกินไป
ดังนั้น “วงเงินที่เหมาะสม” ไม่ใช่วงเงินสูงที่สุดที่ได้รับอนุมัติ แต่เป็นวงเงินที่ครอบคลุมช่องว่างรับ–จ่าย ใช้ตรงวัตถุประสงค์ และยังเหลือเงินรองรับเดือนที่ยอดขายต่ำกว่าปกติ
อ่านวิธีประเมินจากยอดเงินเข้า ภาระเดิม และรอบรับ–จ่ายเพิ่มเติมได้ที่ : วงเงินสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์
จากประสบการณ์ที่ดิฉันใช้ตรวจแผนขอวงเงิน ปัญหาที่พบบ่อยคือเจ้าของกิจการระบุเพียงว่า “ใช้เป็นทุนหมุนเวียน” แต่ยังตอบไม่ได้ว่าเงินจะจ่ายให้ใคร สร้างรายรับอะไร และกลับเข้าบัญชีเมื่อใด
ก่อนใช้วงเงิน ควรตอบให้ได้ 3 ข้อ
ใช้เงินกับอะไร
ช่วยเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนเท่าไร
เงินสำหรับชำระคืนจะเข้ามาภายในกี่วัน
เหมาะกับกิจการที่มีคำสั่งซื้อหรือประวัติยอดขายรองรับ ไม่ควรเพิ่มสต๊อกจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว
เคสหนึ่งที่ดิฉันเคยไล่ตัวเลข ธุรกิจต้องการซื้อสินค้าเพิ่ม 500,000 บาท รองรับยอดขายช่วงเทศกาล และคาดกำไรขั้นต้นประมาณ 22% แต่เมื่อหักส่วนลด ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง สินค้าคืน และดอกเบี้ย กำไรจริงต่ำกว่าที่เจ้าของคาดมาก
วิธีที่ใช้ตรวจคือทดลอง 3 กรณี
ขายได้ครบตามแผน
ขายได้ 80%
เหลือสต๊อก 30% หลังช่วงพีก
หากต้องขายเกือบหมดจึงจะคืนวงเงินได้ แผนอาจตึงเกินไป ควรลดสต๊อกหรือแบ่งซื้อเป็นรอบ
เหมาะกับผู้รับเหมา ผู้ผลิตตามคำสั่งซื้อ และธุรกิจ B2B ที่ต้องจ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง หรือค่าขนส่งก่อนรับเงินจากลูกค้า
จากที่สังเกต เจ้าของกิจการมักนับเฉพาะเครดิตเทอม แต่ลืมนับเวลาผลิต ส่งมอบ และตรวจรับ เช่น
ซื้อวัสดุวันที่ 1 → ทำงาน 30 วัน → ตรวจรับ 10 วัน → เครดิตเทอม 45 วัน
แม้เครดิตเทอมระบุ 45 วัน แต่เงินจริงอาจจมอยู่ประมาณ 85 วัน วงเงินจึงต้องรองรับตั้งแต่เริ่มจ่ายต้นทุน ไม่ใช่เฉพาะช่วงหลังวางบิล
เหมาะเมื่อกิจการขายและออก Invoice แล้ว แต่ลูกค้ายังไม่ถึงกำหนดชำระ
วิธีที่ดิฉันใช้คือแยกลูกหนี้เป็น 3 กลุ่ม
จ่ายตรงเวลา
ช้ากว่าไม่เกิน 15 วัน
ต้องติดตามหลายครั้งหรือยังมีข้อโต้แย้ง
ไม่ควรคำนวณวงเงินจากลูกหนี้ทั้งหมด หาก Invoice รวม 2 ล้านบาท แต่มีเพียง 1.2 ล้านบาทที่มีประวัติชำระชัด ควรวางแผนคืนวงเงินจากส่วนที่ตรวจสอบได้มากกว่า
สำหรับลูกหนี้องค์กรที่มีเครดิตเทอมยาว อาจเปรียบเทียบกับ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
ต้องเปรียบเทียบส่วนลดกับต้นทุนวงเงินจริง
ตัวอย่าง คู่ค้าให้ส่วนลด 2% หากชำระ Invoice 500,000 บาทเร็วขึ้น 30 วัน เท่ากับประหยัด 10,000 บาท
หากวงเงินมีต้นทุนสมมติ 8% ต่อปี ดอกเบี้ย 30 วันอยู่ประมาณ
500,000 × 8% × 30 ÷ 365 = 3,288 บาท
กรณีนี้ส่วนลดสูงกว่าดอกเบี้ย แต่ยังต้องรวมค่าธรรมเนียมอื่นก่อนตัดสินใจ
การทำ Pop-up, Kiosk หรือโฆษณาระยะสั้นควรกำหนดงบ ระยะทดลอง และจุดหยุดไว้ล่วงหน้า
แทนที่จะระบุว่า “ใช้ทำการตลาด 300,000 บาท” ควรแยกเป็นค่าเช่า ตกแต่ง สต๊อก และโฆษณา พร้อมคำนวณว่าต้องขายวันละเท่าไรจึงคุ้มทุน
จากเคสที่พบ ปัญหามักเกิดเมื่อยอดขายไม่ถึงเป้า แต่กิจการยังเติมสต๊อกและค่าโฆษณาต่อ เพราะไม่ได้กำหนดจุดหยุดไว้ตั้งแต่ต้น
ควรใช้เมื่อวัดผลการลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง
ตัวอย่าง หากระบบสต๊อกราคา 240,000 บาท ช่วยลดสินค้าสูญหายได้เดือนละ 20,000 บาท ระยะคืนทุนเบื้องต้นประมาณ 12 เดือน
240,000 ÷ 20,000 = 12 เดือน
แต่ต้องรวมค่าบริการรายเดือน ค่าอบรม และค่าใช้จ่ายปรับระบบด้วย
เวลาที่ดิฉันตรวจแผน จะสรุปเป็นหนึ่งบรรทัดว่า
ใช้เท่าไร → ใช้กับอะไร → เงินจมกี่วัน → สร้างรายได้หรือลดต้นทุนเท่าไร → คืนจากเงินก้อนไหน
ตัวอย่าง:
ใช้ 800,000 บาทซื้อวัตถุดิบรองรับ PO → ผลิตและส่งมอบ 35 วัน → เครดิตลูกค้า 30 วัน → รับเงินประมาณวันที่ 65 → นำเงินจาก Invoice กลับมาลดวงเงิน
หากยังตอบไม่ได้ว่าเงินจะกลับมาจากที่ใด วัตถุประสงค์อาจยังไม่ชัดพอ
วงเงินที่เหมาะจึงควรมีทั้ง แผนใช้ แผนคืน และจุดหยุด เพื่อไม่ให้เงินทุนหมุนเวียนกลายเป็นภาระระยะยาว
ก่อนยื่นขอ สินเชื่อธุรกิจ SME หรือ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลองใช้เช็กลิสต์ 8 ข้อต่อไปนี้
จดทะเบียนนิติบุคคล หรือผู้ประกอบการตามกฎหมาย มีหนังสือรับรอง / ทะเบียนพาณิชย์
เปิดดำเนินการแล้วอย่างน้อย 6–12 เดือน (หลายสถาบันต้องการ ≥ 12 เดือนขึ้นไป)
ยอดขายมีความสม่ำเสมอ สเตทเมนต์แสดงการเข้า–ออกชัดเจน ไม่มีการหมุนเงินเทียม
มีใบกำกับภาษี ภ.พ.30/50 หรือเอกสารรายได้ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
เครดิตของเจ้าของ / กรรมการ ไม่มีค้างชำระเกิน 90 วัน และไม่มีคดีความร้ายแรงเกี่ยวกับการเงิน
ภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio – DSR) อยู่ในระดับที่รับได้ ไม่ตึงจนเกินไป
มีคู่ค้าจริง พร้อมเอกสารสนับสนุน เช่น PO สัญญา ใบส่งของ ใบกำกับภาษี
เอกสารสำคัญ เช่น ชื่อ–ที่อยู่–เลขนิติบุคคล ตรงกันทุกชุด
ถ้าข้อใด “ยังไม่พร้อม” ยังไม่ควรรีบยื่นขอเงินกู้ทันที การปรับโครงสร้างเอกสารให้เรียบร้อยก่อน 2–4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
เอกสารยิ่งครบชัดเจนมากเท่าไร การพิจารณา เงินกู้sme เพื่อธุรกิจ หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ก็จะยิ่งเร็วขึ้น
เอกสาร Top 5 ที่ควรมีให้พร้อมคืออะไร?
เอกสารนิติบุคคล/ทะเบียนพาณิชย์
Statement บัญชีธุรกิจ
เอกสารภาษี/รายได้ที่ตรวจสอบได้
เอกสารคู่ค้า/งาน (PO/สัญญา/ใบกำกับ/ใบส่งของ)
เอกสารส่วนบุคคลกรรมการ/ผู้ขอ (บัตรประชาชน ฯลฯ)
โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. เอกสารนิติบุคคล
หนังสือรับรองนิติบุคคล (อายุไม่เกิน 3 เดือน)
วัตถุประสงค์ และรายชื่อผู้มีอำนาจลงนาม
บอจ. แบบต่าง ๆ / ภ.พ.20 / ภ.พ.30 (ถ้ามี)
งบการเงิน / รายงานภาษี
สัญญาเช่าที่ตั้งสำนักงานหรือสถานประกอบการ (ถ้ามี)
2. เอกสารการเงินของกิจการ
สเตทเมนต์บัญชีธุรกิจ 6–12 เดือนย้อนหลัง
ภ.พ.30 / ภ.พ.50
บัญชีรายรับ–รายจ่าย หรือรายงาน POS (ถ้ามี)
3. เอกสารงาน–คู่ค้า
ใบสั่งซื้อ (PO)
สัญญาว่าจ้าง / สัญญาโครงการ
ใบเสนอราคา
ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี
4. เอกสารส่วนบุคคลของกรรมการ / ผู้ขอสินเชื่อ
สำเนาบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน
Statement ส่วนบุคคล (ในบางกรณีที่สถาบันการเงินร้องขอ)
แนะนำให้จัดทำ “แฟ้มเอกสาร” กระดาษ 1 ชุด และ “ไฟล์ PDF” อีก 1 ชุด เรียงลำดับเดียวกัน เพื่อให้ส่งให้ผู้ให้กู้ได้สะดวก และช่วยให้การอนุมัติรวดเร็วขึ้นมาก
การขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ควรดูแค่ว่าขอได้หรือไม่ได้ แต่ควรดูด้วยว่า เมื่อได้รับวงเงินแล้ว ธุรกิจยังรับภาระผ่อนไหวหรือไม่
หากคุณต้องการประเมินค่างวดต่อเดือน ดอกเบี้ยรวม ต้นทุนรวม และความเหมาะสมของวงเงินเบื้องต้น สามารถใช้ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อช่วยวางแผนก่อนยื่นกู้จริงได้
เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเช็กว่า วงเงินระดับที่ต้องการจะทำให้ภาระผ่อนตึงเกินไปหรือไม่ และช่วยให้เปรียบเทียบทางเลือกได้รอบคอบมากขึ้นก่อนตัดสินใจ
ลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ขั้นที่ 1: เตรียมเอกสาร + สรุป 1 หน้า
รวบรวม Statement/ภาษี/จดทะเบียน/เอกสารคู่ค้า
สรุป: ใช้เงินทำอะไร เท่าไร ใช้กี่วัน และคืนจากอะไร
ขั้นที่ 2: ตรวจสอบเบื้องต้น (Pre-screen)
เช็กความครบถ้วนของเอกสาร และความสอดคล้องของข้อมูลหลัก (ชื่อกิจการ/เลขผู้เสียภาษี/บัญชีรับเงิน)
ประเมินประเภทสินเชื่อที่เหมาะ (วงเงินหมุนเวียน/ผ่อนงวด)
ขั้นที่ 3: ยื่นคำขอ + ตอบคำถามเพิ่มเติม
ส่งเอกสารตามรายการ
ตอบคำถามที่มารายรับ รายจ่ายก้อนใหญ่ และวัตถุประสงค์การใช้เงิน
ขั้นที่ 4: พิจารณาเครดิต + ความสามารถชำระหนี้
ดูกระแสเงินสดจาก Statement และภาระหนี้รวม
อาจขอเอกสารเพิ่มกรณีรายการผิดปกติ/เอกสารไม่ชัด
ขั้นที่ 5: แจ้งผล ทำสัญญา และรับเงิน/รับวงเงิน
ตรวจเงื่อนไข ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และกำหนดชำระ
ดำเนินการรับเงินหรือเปิดวงเงินตามประเภทสินเชื่อ
ระยะเวลาโดยทั่วไป
โดยรวมมักอยู่ราว 7–20 วันทำการ (ขึ้นกับความพร้อมเอกสารและขั้นตอนของสถาบันการเงิน)
เอกสารครบ + สรุปชัด มักลดรอบขอข้อมูลเพิ่มได้
หมายเหตุ: เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา เงื่อนไข/ระยะเวลาจริงขึ้นกับผู้ให้สินเชื่อและข้อมูลของกิจการ
จากที่เราสังเกต การพิจารณาหลายกรณีไม่ได้ล่าช้าเพราะกิจการขาดเอกสาร แต่เกิดจากผู้พิจารณาต้องย้อนถามว่า เงินเข้ามาจากไหน ต้องการวงเงินไปทำอะไร หรือเหตุใดยอดใน Statement จึงไม่ตรงกับเอกสารภาษี
ก่อนส่งเอกสาร จึงควรตรวจตามแนวทางต่อไปนี้
Statement เอกสารภาษี ใบแจ้งหนี้ สัญญาว่าจ้าง และข้อมูลคู่ค้าควรสะท้อนรูปแบบธุรกิจเดียวกัน หากมียอดต่างกัน ควรเตรียมคำอธิบายให้ระบุได้ว่า ต่างกันเพราะอะไร อยู่ในเดือนไหน และมีเอกสารใดรองรับ
ไม่ควรส่งเพียงคำอธิบายกว้าง ๆ เช่น “ใช้หลายบัญชี” แต่ควรระบุว่าแต่ละบัญชีใช้รับรายได้ประเภทใด
เราแนะนำให้ทำสรุปสั้น ๆ ที่ตอบได้ 4 เรื่อง ได้แก่
ต้องการใช้เงินเท่าไร
ใช้จ่ายกับอะไร
เงินจะจมอยู่ในธุรกิจกี่วัน
จะนำรายรับจากส่วนใดมาชำระคืน
ตัวอย่างเช่น ต้องจ่ายค่าสินค้า 600,000 บาทก่อนส่งมอบ ลูกค้าชำระหลังรับสินค้า 30 วัน และมีรายรับจากคำสั่งซื้อนั้น 820,000 บาท
รายละเอียดลักษณะนี้ช่วยให้เห็นที่มาของวงเงินได้ชัดกว่าการเขียนเพียงว่า “ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน”
หากรับเงินลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวผ่านบัญชีเดียวกัน ผู้พิจารณาจะย้อนดูได้ยากว่าธุรกิจเหลือกระแสเงินสดจริงเท่าไร
หากยังแยกบัญชีไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อยควรทำเครื่องหมายหรือสรุปรายการส่วนตัวที่เกิดขึ้นประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายครอบครัว เงินโอนให้กรรมการ หรือเงินที่เจ้าของนำกลับไปใช้ส่วนตัว
ควรรวมเอกสารเป็น PDF และตั้งชื่อไฟล์ให้เห็นลำดับ เช่น
01_หนังสือรับรองบริษัท
02_Statement_ก.ค.2568-มิ.ย.2569 หรือ 02_Statement_ย้อนหลัง12เดือน
03_ภาษีและงบการเงิน
04_สัญญาหรือใบสั่งซื้อ
05_สรุปแผนใช้เงิน
ก่อนส่งควรตรวจชื่อกิจการ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อกรรมการ และช่วงวันที่ในเอกสารให้ตรงกัน เพราะความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยอาจทำให้ต้องขอเอกสารใหม่
หากต้องเบิกใช้และนำเงินกลับมาคืนเป็นรอบ อาจเหมาะกับวงเงินหมุนเวียน แต่หากใช้เป็นเงินก้อนและต้องการค่างวดที่ชัดเจน อาจเหมาะกับสินเชื่อแบบผ่อนเป็นงวดมากกว่า
การเลือกผิดประเภทอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น หรือทำให้วงเงินไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ตามรอบธุรกิจจริง
ควรตรวจทั้งอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมจัดวงเงิน ค่าค้ำประกัน เงื่อนไขต่ออายุ วิธีคิดดอกเบี้ย และค่าปรับกรณีชำระก่อนกำหนด
บางข้อเสนออาจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่เมื่อรวมค่าธรรมเนียมแล้ว ต้นทุนรวมอาจไม่ได้ต่ำกว่าตามที่เห็นในตอนแรก
แนวทางเหล่านี้ช่วยลดคำถามซ้ำและทำให้ผู้พิจารณาเข้าใจธุรกิจได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่การรับประกันวงเงิน อัตราดอกเบี้ย หรือผลการอนุมัติ ซึ่งยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกิจการและนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
Q1: ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แปลว่าไม่ต้องมีคนค้ำใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไป “ไม่มีหลักทรัพย์” คือไม่ใช้บ้าน/ที่ดิน/รถค้ำเป็นหลัก แต่บางกรณีอาจต้องมีกรรมการค้ำ หรือใช้การค้ำประกันรูปแบบอื่นตามนโยบายผู้ให้สินเชื่อ
Q2: ธุรกิจใหม่ขอได้ไหม?
A: ขึ้นกับผู้ให้สินเชื่อและความชัดเจนของรายรับ/กระแสเงินสด ถ้ายังไม่มีข้อมูลเดินบัญชีเพียงพอ ควรเตรียมเอกสารรายได้และแผนธุรกิจให้ชัด หรือพิจารณาวงเงิน/ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้น
Q3: ถ้าประวัติเครดิตไม่สมบูรณ์ ยังยื่นได้ไหม?
A: ต้องดูสถานะปัจจุบัน ระดับความรุนแรง และเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อ ควรตรวจรายงานเครดิต แก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และทำให้พฤติกรรมชำระกลับมาสม่ำเสมอก่อนยื่น ทั้งนี้ไม่มีสถานะค้างชำระจำนวนวันใดที่ใช้เป็นเกณฑ์กลางได้กับทุกผู้ให้สินเชื่อ
อ่านเพิ่มเติม: สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์กรณีมีประวัติเครดิตบูโร
Q4: เอกสารอะไรช่วยลดรอบการขอข้อมูลเพิ่มเติมได้มากที่สุด?
A: Statement ที่เห็นรายรับเข้าออกสม่ำเสมอ เอกสารรายได้หรือภาษีที่เชื่อมโยงกันได้ และสรุปวัตถุประสงค์ใช้เงินพร้อมแผนคืนเงินแบบหนึ่งหน้า แต่เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติ
Q5: ควรเลือก OD หรือ Term Loan?
A: ถ้าใช้–คืนถี่ตามรอบเงินเข้า มักเหมาะกับ OD
ถ้าต้องใช้เงินเป็นก้อนและอยากให้งวดชัด มักเหมาะกับ Term Loan
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ได้พิจารณาจากยอดขายหรือ Statement เพียงรายการเดียว ผู้ให้สินเชื่อจะดูความสัมพันธ์ของรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ ประวัติเครดิต เอกสารภาษี คู่ค้า และแผนชำระคืนร่วมกัน
ก่อนยื่น ควรทำ 5 เรื่องให้ชัด
คำนวณช่องว่างเงินสดจากต้นทุนและจำนวนวันที่เงินจม แทนการขอวงเงินจากยอดขายทั้งหมด
เลือก OD หรือ Term Loan ให้ตรงกับระยะเวลาที่เงินสร้างรายได้กลับมา
ทำให้ Statement ภาษี งบการเงิน และเอกสารคู่ค้าอธิบายธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
ทดสอบว่าหากยอดขายลดลง 15–20% กิจการยังชำระหนี้และมีเงินหมุนเพียงพอหรือไม่
เปรียบเทียบต้นทุนรวมและความรับผิดของผู้ค้ำ ไม่ดูเฉพาะอัตราดอกเบี้ยหรือวงเงินสูงสุด
การเตรียมข้อมูลที่ดีช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจธุรกิจและลดรอบการขอเอกสารเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถรับประกันวงเงิน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา หรือผลอนุมัติได้
เปรียบเทียบ “สินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน” แต่ละแบบ
กรณีศึกษาเฉพาะอุตสาหกรรม: ร้านอาหาร / ผู้รับเหมาก่อสร้าง / ธุรกิจบริการ / ขนส่งรายเล็ก / ผู้ประกอบการรายใหม่ / ผู้ส่งออก (มีหลักประกัน vs ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน)
เงื่อนไขเฉพาะ: กรณีติดเครดิตบูโร, การใช้บสย.ค้ำประกัน, วิธีเลือกวงเงินเหมาะสม
ลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เนื้อหานี้ใช้หลักการประเมินความสามารถชำระหนี้และการก่อหนี้อย่างเหมาะสมเป็นกรอบประกอบ ผู้ประกอบการควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดจากผู้ให้สินเชื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ธนาคารแห่งประเทศไทย: หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม — ใช้ประกอบหลักการประเมินความสามารถชำระหนี้และภาระหนี้รวม
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. — ใช้ศึกษาบทบาทและโครงการค้ำประกันสินเชื่อ โดยต้องตรวจเงื่อนไขโครงการที่เปิดรับในช่วงเวลานั้น
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ: ช่องทางตรวจรายงานข้อมูลเครดิต — ใช้ตรวจข้อมูลเครดิตและเตรียมความพร้อมก่อนยื่น
การเปิดเผยความสัมพันธ์ทางธุรกิจ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดย EasyCashflows ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพื่อจัดอันดับหรือสนับสนุนผู้ให้สินเชื่อรายใดเป็นการเฉพาะ เนื้อหายังคงยึดหลักความเหมาะสมต่อผู้อ่านและการนำไปใช้ในทางปฏิบัติเป็นสำคัญ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา