เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 2 กุมภาพันธ์ 2569
สินเชื่อธุรกิจแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured SME Loan) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนโดยไม่ต้องนำบ้าน/ที่ดิน/รถมาค้ำ โดยผู้ให้กู้มักพิจารณา “ความสามารถชำระคืนจากกระแสเงินสดจริง” เป็นหลัก ดังนั้น Statement บัญชีธุรกิจย้อนหลัง (มัก 6–12 เดือน) จึงทำหน้าที่เหมือนหลักฐานสำคัญที่ใช้ยืนยันว่า “ธุรกิจมีรายรับจากการดำเนินงานจริง” และ “มีเงินเหลือพอคืนหนี้” สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนกู้ SME หรือกำลังมองหาแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ บทความนี้สรุปวิธีที่ผู้ให้กู้มักอ่าน Statement ให้เข้าใจง่ายและนำไปเตรียมตัวได้
หมายเหตุด้านคำเรียก: ในบางแหล่งอาจใช้คำว่า clean loan เพื่อเรียกสินเชื่อธุรกิจแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (คือสินเชื่อที่พิจารณาจากความสามารถชำระคืนเป็นหลัก) ทั้งนี้ชื่อผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขจริงอาจต่างกันตามสถาบันการเงินและประเภทสินเชื่อ
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย เกณฑ์การพิจารณาจริงอาจแตกต่างกันตามสถาบันการเงิน ประเภทสินเชื่อ และข้อมูลของกิจการ
ผู้ให้กู้มักดู Statement เพื่อประเมิน 2 เรื่องหลัก: “รายได้จากธุรกิจจริง” และ “คืนเงินได้จริง”
5 ตัวชี้วัดที่มักใช้พิจารณา ได้แก่
ความถี่และความสม่ำเสมอของเงินเข้า (Income Rhythm)
คุณภาพ/ที่มาของเงินเข้า (Source Quality)
เงินเหลือสุทธิและความสามารถชำระหนี้ (Net Cash Flow)
ความผันผวนและเดือนที่รายได้ลดลง (Volatility)
การย้อนรอยได้กับเอกสารงาน (Traceability)
ถ้าคุณกำลังจะกู้ SME การทำให้ Statement และเอกสารงาน “ย้อนรอยได้” มักช่วยลดรอบการขอข้อมูลเพิ่ม และทำให้การพิจารณาเดินเร็วขึ้น
สำหรับสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ Statement เปรียบเหมือน “เรื่องเล่าของธุรกิจ” ผู้ให้กู้จึงมองหา 3 อย่างร่วมกัน
รายรับมีที่มาและเกิดจากการค้าขาย/บริการจริง
รายรับมีความสม่ำเสมอหรือมีรอบที่คาดการณ์ได้
หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือเงินพอรองรับภาระหนี้ใหม่
ความถี่และความสม่ำเสมอของเงินเข้า (Income Rhythm)
ผู้ให้กู้มักดูว่า “เงินเข้าเกิดกี่วันต่อเดือน” และ “เข้าด้วยรูปแบบที่คาดการณ์ได้ไหม” ไม่ใช่ดูเฉพาะยอดรวม
ตัวอย่างรูปแบบที่มักเห็น
ธุรกิจหน้าร้าน/ค้าปลีก: มักมีเงินเข้า “ถี่” หลายวันต่อสัปดาห์
ธุรกิจ B2B: อาจเงินเข้าไม่ถี่ แต่ควรมี “จังหวะ” ชัด เช่น ตามรอบวางบิล/ปลายเดือน/ตามเครดิตเทอม
ลองทำ “ปฏิทินเงินเข้า” ของ 1 เดือน: ติ๊กวันที่มีเงินเข้า และดูความต่อเนื่อง
ถ้าเป็น B2B ให้ดูว่ามีเงินเข้าก้อนหลัก ๆ ที่เกิดซ้ำตามรอบเดิมหรือไม่
เงินเข้าก้อนใหญ่ “ไม่กี่ครั้ง” และอธิบายไม่ได้ว่าเป็นรายได้จากอะไร
เงินเข้าบางเดือนสูงมาก แต่เดือนถัดไปหายไปมากโดยไม่มีคำอธิบาย
คุณภาพของเงินเข้า (Source Quality)
นอกจาก “เข้าเท่าไหร่” ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญกับ “เข้าจากไหน” เพราะช่วยแยกได้ว่าเป็นรายได้จากการขายจริง หรือเป็นการโอนเงินที่ทำให้ภาพดูดีชั่วคราว
เงินเข้าจากลูกค้าหลายราย
เงินเข้าจากระบบรับชำระ (เช่น POS/Payment gateway)
เงินเข้าที่สัมพันธ์กับเอกสารงาน/ใบกำกับ/สัญญา
เงินเข้า–ออก “วน” ในวันเดียวกันหรือใกล้เคียงกันบ่อย ๆ
เงินเข้าจากบัญชีเดิม ๆ ไม่กี่บัญชีเป็นก้อนใหญ่ และเงินออกเกือบทั้งหมดทันที
รายการโอนที่ดูเหมือน “ช่วยกันโอน” มากกว่าการขายจริง
ถ้าขายเงินสด/รับโอนหลายช่องทาง: ฝาก/โอนเข้าบัญชีธุรกิจให้สม่ำเสมอ (เพื่อให้เห็นจังหวะรายรับ)
ทำ “สรุป 1 หน้า” อธิบายเงินก้อนใหญ่: มาจากลูกค้าไหน/งานอะไร/มีเอกสารอะไรประกอบ (แนบ PO/สัญญา/ใบกำกับที่เกี่ยวข้อง)
กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flow)
ผู้ให้กู้ต้องการเห็นว่า “เหลือเงินพอคืนหนี้” ไม่ใช่แค่ยอดขายสูง
เงินเข้ารวม (Inflow)
เงินออกรวม (Outflow)
เหลือสุทธิ (Inflow – Outflow) เป็นบวกและต่อเนื่องหรือไม่
มุมที่ผู้พิจารณามักสนใจ
หลังค่าใช้จ่ายหลัก ๆ แล้ว ยังเหลือเงินพอรองรับค่างวด/ดอกเบี้ยใหม่หรือไม่
ถ้าเงินออกกระจายมากและไม่มีรูปแบบ อาจถูกตีความว่า “ควบคุมต้นทุนยาก” แม้เงินเข้าจะดูดี
หากมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ตามฤดูกาล/โปรเจกต์: เตรียมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเป็นค่าอะไรและส่งผลต่อกระแสเงินสดช่วงไหน
ความผันผวนและเดือนที่ “รายได้ลดลง” (Volatility & Bad Months)
ผู้ให้กู้มักไม่ดูแค่ “ค่าเฉลี่ย” แต่ดู “เดือนแย่” เพื่อประเมินความสามารถชำระหนี้เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ
เลือก 2 เดือน: เดือนที่ดีที่สุด และเดือนที่แย่ที่สุด
เทียบว่าเดือนแย่ รายได้ลดลงมากไหม ยังมีเงินเข้าเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายคงที่หรือไม่
ถ้ามีเดือนรายได้ตกเพราะเหตุเฉพาะหน้า
แนะนำแนบ “คำอธิบาย 2–3 บรรทัด” และหลักฐานประกอบ (ถ้ามี) เช่น ปิดซ่อมร้าน เครื่องเสีย ลูกค้าหลักเลื่อนจ่าย ฯลฯ
สิ่งนี้มักช่วยลดรอบการขอข้อมูลเพิ่ม เพราะผู้พิจารณาเห็นเหตุผลตั้งแต่ต้น
ความเชื่อมโยงกับเอกสารงาน (Traceability)
สำหรับสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ “ย้อนรอยได้ = น่าเชื่อถือ”
ผู้ให้กู้มักดูว่าเงินเข้าก้อนสำคัญสามารถชี้ที่มาได้หรือไม่ ผ่านเอกสารงานและคู่ค้า
PO / สัญญาว่าจ้าง / ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี
เอกสารที่ทำให้เห็นชื่อคู่ค้า เลขเอกสาร ช่วงเวลา และยอดที่สอดคล้องกับเงินเข้า
ไม่จำเป็นต้องเป๊ะ 100% ทุกบาท
แต่ควร “เชื่อมเหตุผลได้” ว่าเงินเข้าเกี่ยวข้องกับงาน/การขายใด และเข้าช่วงเวลาใด
เช็กลิสต์เตรียม Statement ก่อนยื่น (ทำให้ตรวจสอบง่าย)
เช็กลิสต์นี้ใช้ได้กับการยื่นสินเชื่อ/วงเงินหลายรูปแบบที่เป็นแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ (เช่น วงเงินหมุนเวียน หรือเงินกู้แบบผ่อนงวด) โดยยึดหลักให้เอกสารตรวจสอบง่าย
ใช้บัญชีธุรกิจเป็นบัญชีรับเงินหลัก (ลดปะปนกับส่วนตัว)
รวบรวม Statement 6–12 เดือนแบบเรียงเดือน
ทำสรุป 1 หน้า: ใช้เงินทำอะไร เท่าไร ใช้กี่วัน และคืนจากอะไร
ทำรายการ “เงินก้อนสำคัญ” 3–10 รายการ พร้อมเอกสารแนบ (ถ้ามี)
จัดไฟล์ PDF เป็นโฟลเดอร์ตามหมวด: Statement / ภาษี / เอกสารงาน / เอกสารส่วนบุคคล
หมายเหตุ: เป็นแนวทางทั่วไป เงื่อนไขจริงขึ้นกับสถาบันการเงินและประเภทสินเชื่อ
Q1: เงินเข้าเยอะ แต่เข้าก้อนใหญ่ไม่กี่ครั้ง มีผลไหม?
A: อาจถูกถามเพิ่ม เพราะผู้พิจารณาต้องการเห็นความสม่ำเสมอหรือที่มาของรายรับ แนะนำเตรียมคำอธิบายและเอกสารคู่ค้าที่เชื่อมกับเงินก้อนนั้น
Q2: มีรายการโอนเข้า–ออกวันเดียวกันบ่อย ๆ จะเป็นปัญหาไหม?
A: อาจทำให้ต้องอธิบายที่มาเงินและวัตถุประสงค์การโอนมากขึ้น หากจำเป็นต้องมีรายการลักษณะนี้ แนะนำทำสรุปสั้น ๆ ชี้แจงและแนบเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
Q3: รายรับเข้าบัญชีส่วนตัวมากกว่าบัญชีบริษัท ขอได้ไหม?
A: บางกรณีสามารถยื่นได้ แต่โดยทั่วไปการพิจารณามักง่ายขึ้นเมื่อรายรับธุรกิจเข้าบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ แนะนำเริ่มแยกบัญชีและจัดระบบการรับชำระให้ชัด
คำเตือนและข้อควรทราบ (Responsible Lending)
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว เงื่อนไข/วงเงิน/อัตราดอกเบี้ย/ผลการอนุมัติขึ้นกับข้อมูลของกิจการและหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงิน