เขียนโดย : Editorial Team – EASYCASHFLOWS
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 19 มกราคม 2569
เวลาพูดถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม สินเชื่อธุรกิจ SME แบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เจ้าของกิจการจำนวนมากมักเริ่มจากคำถามที่เข้าใจได้ดี เช่น
“ธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกสุด?”
“ที่ไหนอนุมัติง่ายสุด?”
“ขอ เงินกู้ด่วน ได้ไหม เพราะเงินหมุนไม่ทันแล้ว”
แต่พอได้ “ใบข้อเสนอสินเชื่อ” จากหลายแห่งจริง ๆ กลับตัดสินใจยากกว่าเดิม เพราะแต่ละดีลมีทั้งค่างวด ระยะเวลาผ่อน ค่าใช้จ่ายแฝง และเงื่อนไขยิบย่อยที่ซ่อนอยู่ในสัญญา หากมองแค่ดอกเบี้ย เราอาจได้ สินเชื่อเงินกู้ ที่ “ดูดีบนกระดาษ” แต่ “ไม่เข้ารอบเงินจริง” ของธุรกิจ
บทความนี้จึงชวนคุณมองสินเชื่อแบบ “ดีลทางการเงิน” ไม่ใช่มองเฉพาะ “ดอกเบี้ยเท่าไร” เพื่อช่วยให้การ กู้SME (หรือแม้แต่การเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก) เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและปลอดภัยต่อกระแสเงินสดในระยะยาว โดยครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญดังนี้
เมื่อคุณมีข้อเสนอสินเชื่อจาก 2–3 แห่ง สิ่งแรกที่ควรทำคือ “จับทุกดีลมาอยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกัน” แล้วเทียบให้ครบอย่างน้อย 6 แกนต่อไปนี้
ให้ดูว่า “วงเงินที่ได้” สอดคล้องกับขนาดธุรกิจหรือไม่ เช่น เทียบกับยอดขายต่อปี/กำไรขั้นต้น และดูว่าใช้ได้แบบใด
เป็นเงินก้อนครั้งเดียว (Term Loan) หรือ
เป็นวงเงินหมุนเวียน (OD / Revolving / Working Capital) หรือ
เป็นแบบผสม
ตรวจเพิ่มอีก 2 จุดที่มักถูกมองข้าม
ต้องเบิกใช้ภายในกี่เดือน
หากเบิกใช้ไม่ครบ มีค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขบังคับหรือไม่
ทำไมสำคัญ: บางดีลวงเงินดูสูง แต่บังคับเบิกเต็มหรือจำกัดวิธีใช้ จนไม่ตรง “แพตเทิร์นเงินสด” ของธุรกิจจริง ๆ ส่งผลให้เงินเข้า–ออกไม่สมดุล และกลายเป็นภาระโดยไม่จำเป็น
สำหรับแต่ละดีล ขอให้เขียนตัวเลข 3 ค่าไว้คู่กันเสมอ
ค่างวดต่อเดือน/ยอดชำระขั้นต่ำ
ระยะเวลาผ่อน (24, 36, 60 เดือน เป็นต้น)
หากเป็นวงเงินหมุนเวียน ให้ดูยอดดอกเบี้ยขั้นต่ำต่อเดือนเมื่อมีการใช้วงเงินจริง
**ตัวอย่างคำนวณ (เพื่อเทียบภาระจ่ายคืนให้เห็นภาพ)**
- สมมติขอกู้ 2,000,000 บาท ระยะเวลา 60 เดือน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 14% ต่อปี
- ค่างวดผ่อนแบบงวดคงที่โดยประมาณ ≈ 46,500 บาท/เดือน
- รวมจ่ายตลอดสัญญาโดยประมาณ ≈ 2.79 ล้านบาท (ดอกเบี้ยรวม ~ 0.79 ล้านบาท)
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็น “ตัวอย่างเพื่อการเปรียบเทียบ” ไม่ใช่ใบเสนอจริง (เพราะอัตราจริง/ค่าธรรมเนียม/วิธีคิดดอกเบี้ยอาจต่างกันในแต่ละธนาคาร)
แล้วถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้ายอดขายลดลง 20–30% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน ธุรกิจยังจ่ายไหวหรือไม่?”
หากคำตอบคือ “ไหวแบบลุ้น” ดีลนั้นอาจเสี่ยงเกินไปสำหรับสภาพธุรกิจตอนนี้ ต่อให้เป็น เงินกู้ SME ที่ได้อนุมัติ ก็อาจกระทบสภาพคล่องในระยะถัดไป
สถาบันการเงินไม่ได้ดูแค่ “ยอดขายเท่าไร” แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเอกสาร เช่น
งบการเงิน: มีหรือไม่ อัปเดตหรือไม่
Statement: เงินเข้า–ออกสม่ำเสมอในบัญชีธุรกิจหรือไม่
เอกสารภาษี: ภ.พ.30 / ภ.ง.ด. / ภ.พ.50 ฯลฯ
เอกสารประกอบอื่น: สัญญางาน ใบแจ้งหนี้ ยอดขายผ่านระบบดิจิทัล ฯลฯ
ในตลาดช่วงปี 2567–2568 มีโปรแกรมสินเชื่อจากหลายสถาบันที่พยายามใช้ “ข้อมูลธุรกิจจริง” มาประกอบการพิจารณา มากกว่าการดูทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว เช่น โครงการสำหรับ SME ที่มี บสย.ช่วยค้ำประกันบางส่วน หรือโครงการสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่วงเงินไม่สูงแต่เน้นวินัยเอกสารและการพัฒนาองค์ความรู้ควบคู่กัน
สาระสำคัญ: เกณฑ์อนุมัติสะท้อนว่า “คุณภาพเอกสารและพฤติกรรมทางการเงิน” ส่งผลต่อโอกาสอนุมัติและวงเงินอย่างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อที่เป็น แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์
อย่าดูแค่ดอกเบี้ยต่อปี ให้รวมต้นทุนทั้งหมด เช่น
ค่าธรรมเนียมจัดสินเชื่อ
ค่าเอกสาร/ทำนิติกรรม (ถ้ามี)
ค่าธรรมเนียมรายปีของวงเงิน (ถ้ามี)
ค่าค้ำประกัน (เช่น บสย. ในบางโปรแกรม)
แล้วค่อยประเมิน “ต้นทุนแท้จริง” หรือ Effective Cost เพื่อใช้เป็นฐานเปรียบเทียบอย่างยุติธรรม
ตรวจเงื่อนไขที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่น เช่น
ปรับโครงสร้างหนี้ได้หรือไม่ หากธุรกิจต้องชะลอการเติบโต
มีค่าปรับปิดก่อนกำหนดหรือไม่
มีข้อกำหนดเรื่องยอดเงินคงเหลือในบัญชี/การเดินบัญชีขั้นต่ำหรือไม่
มี Covenant (ข้อกำหนดทางการเงิน) แบบใด เช่น DSCR ขั้นต่ำ หรือข้อจำกัดก่อหนี้เพิ่ม
ข้อควรระวัง: ดีลดอกเบี้ยถูกแต่เงื่อนไขแข็งมาก อาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่ยอดขายผันผวนตามฤดูกาล
ให้ประเมินผลกระทบต่อสายป่านอย่างเป็นระบบ เช่น
ค่างวดรวม (หนี้เดิม + หนี้ใหม่) คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน
เมื่อกู้เพิ่มแล้ว DSCR (ความสามารถชำระหนี้) ดีขึ้นหรือแย่ลง
หากใช้วงเงินเต็ม ธุรกิจยังมี Buffer รับเหตุฉุกเฉินได้กี่เดือน
มุมมองนี้ช่วยให้เราไม่มองสินเชื่อเป็นแค่ “เงินก้อนเข้าบัญชี” แต่เห็นความเสี่ยงต่อธุรกิจใน 2–3 ปีข้างหน้า
เมื่อได้ข้อเสนอ 2–3 แห่ง แนะนำให้ทำตารางใน Excel/Google Sheets โดยใช้หัวตารางเช่น
ธนาคาร/โปรแกรม
วงเงินที่ขอ (ใช้ฐานเท่ากัน เช่น 2 ล้านบาท)
ค่างวดต่อเดือน/ระยะเวลาผ่อน
วิธีใช้วงเงิน (เงินก้อน/วงเงินหมุนเวียน/ผสม)
ค่าธรรมเนียมตั้งต้น + รายปี + ค่าค้ำ (ถ้ามี)
เอกสารสำคัญที่ต้องใช้
ข้อสังเกตด้านความยืดหยุ่น/เงื่อนไข
**แนะนำเพิ่ม 2 คอลัมน์ในตาราง (ช่วยกันพลาดเรื่องต้นทุนแฝง)**
1) “ต้นทุนแท้จริงต่อปี (โดยประมาณ)”
- ถ้าเป็นค่าธรรมเนียมแบบหักครั้งเดียวในดีลสั้น (เช่น 60–120 วัน) ให้ลองแปลงเป็นต้นทุนรายปีคร่าว ๆ:
ต้นทุนรายปีโดยประมาณ ≈ (ค่าธรรมเนียม% ÷ จำนวนวัน) × 365
2) “ผลกระทบต่อกระแสเงินสด”
- ระบุว่าเงินเข้าแบบ “ก้อนเดียว”, “ทยอยใช้”, หรือ “หักยอดขาย/หักรายรับ” เพราะภาระจริงจะต่างกันมากแม้ดอกเบี้ยดูใกล้กัน
จากนั้น “แปลงทุกดีลให้อยู่ในฐานเดียวกัน” เช่น สมมติฐานกู้ 2 ล้านบาทเท่ากัน คุณจะเห็นความต่างชัดขึ้นว่า
ดีลไหนค่างวดสูงแต่จบหนี้เร็ว
ดีลไหนค่างวดเบาแต่ระยะยาว ทำให้ดอกเบี้ยรวมสูง
ดีลไหนมีค่าธรรมเนียมย่อยที่ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด
แทนที่จะถามว่า “ดีลไหนดีที่สุด” ให้ถามว่า
“ในสเตจนี้ของธุรกิจเรา ดีลแบบไหนเสี่ยงน้อยที่สุดและคุ้มที่สุด”
ตัวอย่างเช่น รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีสเตทเมนต์และภาษีพอสมควร แต่ไม่มีทรัพย์สินในชื่อบริษัทมากนัก
กลุ่มนี้มักเริ่มจากสินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและอาจมีการค้ำประกันภาครัฐร่วม (ตามเงื่อนไขโครงการ) แล้วนำมาเทียบกับข้อเสนอจากธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ในตารางเดียวกัน
เงื่อนไขสำคัญ: หากค่างวดไม่กินสัดส่วนรายได้มากเกินไป และคุณรับภาระค่าธรรมเนียมรวมได้ในกรอบเวลาเหมาะสม ดีลลักษณะนี้ถือว่าน่าพิจารณา
ในช่วงปี 2567–2568 มีโปรแกรมหลายรูปแบบที่เน้นรายย่อย/ไมโครเอสเอ็มอี วงเงินระดับหลักแสน ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเน้นเสริมทุนควบคู่กับการพัฒนา
เหมาะสำหรับร้านเล็กที่เริ่มเดินบัญชีและยื่นภาษีอย่างจริงจัง ต้องการทุนไม่มาก แต่ต้องการ “ประวัติเครดิตที่ดี” เพื่อใช้ต่อยอดในอนาคต
หลายธนาคารมีสินเชื่อที่ออกแบบตามอุตสาหกรรมหรืออาชีพ (เช่น กลุ่มสุขภาพ–ความงาม หรือวิชาชีพแพทย์) ทำให้เกณฑ์พิจารณาแตกต่างจาก SME ทั่วไป
สำหรับกลุ่มนี้ การเปรียบเทียบควรวาง “โปรแกรมทั่วไป + โปรแกรมเฉพาะทาง” ไว้ในตารางเดียว เพื่อดูวงเงินจริง ค่างวดจริง และความยืดหยุ่นเมื่อรายได้โตช้ากว่าคาด
SCB (ไทยพาณิชย์) – สินเชื่อมณีทันใจ
เหมาะกับร้านค้า/แม่ค้าออนไลน์ที่มี “เงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ” ต้องการเงินกู้เร็ว วงเงินไม่ใหญ่มาก
วงเงินสูงสุด: 500,000 บาท
ผ่อนสูงสุด: 60 เดือน
ดอกเบี้ย: MRR+10% ถึง MRR+16%
จุดเด่น: ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์/ไม่ต้องมีบุคคลค้ำ สมัครผ่านแอปและรู้ผลไว SCB
Krungsri (กรุงศรีอยุธยา) – สินเชื่อพร้อมให้ ไม่ใช้หลักทรัพย์ (ลักษณะ “ซัพพลายเชน/เอกสารการค้า”)
เหมาะกับธุรกิจที่มี ใบแจ้งหนี้/เอกสารการค้า และต้องการเงินหมุน “สั้น ๆ” เพื่อจ่ายคู่ค้า
Thai Credit (ธนาคารไทยเครดิต) – สินเชื่อ SME กล้าให้ แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เหมาะกับ SME ที่ต้องการวงเงินก้อนกลาง ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่อง/ลงทุน และอยากผ่อนเป็นงวด
วงเงินสูงสุด: 7 ล้านบาท
ผ่อนสูงสุด: 5 ปี
ดอกเบี้ย: MRR + 4.94% ต่อปี
โจทย์คือมีเครดิตเทอม 60 วัน เงินจมในลูกหนี้การค้า จึงต้องการเงินทุนเสริมไม่ให้ขาดสภาพคล่อง
ในตารางควรเทียบดีลที่ตอบโจทย์ “รอยต่อ 60 วัน” เช่น สินเชื่อหมุนเวียนที่อิงจากยอดเดินบัญชี เทียบกับสินเชื่อที่มีการค้ำประกันตามโครงการ (ถ้าเข้าเงื่อนไข) แล้วดูว่าดีลใดทำให้กระแสเงินสดไม่สะดุดจนต้องหันไปหาเงินนอกระบบ
โจทย์คือรายได้นิ่ง แต่ต้องลงทุนเพิ่ม
ตารางควรเทียบวงเงินที่ได้จริง ระยะเวลาผ่อนเทียบกับระยะคืนทุน และความยืดหยุ่นในปีแรก
โดยทั่วไป ดีลที่ “ค่างวดไม่บีบเกินไปในปีแรก” มักปลอดภัยกว่าดีลที่ให้วงเงินสูงสุดแต่ภาระจ่ายหนักเกินสายป่าน
เพื่อให้การเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ (ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ สินเชื่อธุรกิจ SME) ปลอดภัยขึ้น ขอให้ทบทวนเช็กลิสต์นี้ก่อนกดส่งใบสมัครหรือก่อน “รับดีล”
คิดต้นทุนแท้จริงให้ถูก: รวมดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม + ค่าค้ำ (ถ้ามี) แล้วเปรียบเทียบเป็นต้นทุนต่อปีโดยประมาณ
ประเมินผลกระทบต่อกระแสเงินสดจริง: Term Loan ผ่อนคงที่ไหวไหมในช่วงยอดขายแผ่ว? ถ้าเป็น Cash Advance จะรับได้แค่ไหนหากยอดขายถูกหักต่อเนื่อง? ถ้าเป็น Factoring ยอมแลกกำไรกับความเร็วของเงินสดได้หรือไม่
เตรียมเอกสารให้เล่าเรื่องเดียวกัน: Statement ต้องสอดคล้องกับภาษีและงบ/สรุปรายได้ เอกสารการค้าต้องตรงกับลักษณะกิจการ ยิ่งข้อมูลสอดคล้อง โอกาสอนุมัติและวงเงินตามศักยภาพยิ่งสูง
เข้าใจข้อจำกัดของการค้ำประกัน: บสย.ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ แต่มีต้นทุนค่าค้ำและยังต้องผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถชำระหนี้ตามปกติ
พิจารณาการใช้เครื่องมือแบบผสม: บางครั้งการใช้ 2–3 เครื่องมือให้ตอบโจทย์คนละส่วนของ “รอบเงินจริง” จะปลอดภัยและยืดหยุ่นกว่าการบีบทุกอย่างไว้ในสินเชื่อแบบเดียว
- SCB: หน้า “สินเชื่อธุรกิจมณีทันใจ” (วงเงิน/ระยะผ่อน/อัตราดอกเบี้ย)
- บสย. (TCG) ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อ: รายการ “กรุงศรี… (Invoice/เอกสารการค้า) – 120 วัน – สูงสุด MLR+1.50%”
- บสย. (TCG) ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อ: รายการ “ไทยเครดิต – สินเชื่อ SME กล้าให้ (ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ) – วงเงินสูงสุด 7 ล้านบาท …”
- ธปท.: บทความอธิบายความหมาย MLR/MOR/MRR และแนวคิดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง
หมายเหตุ: เงื่อนไขสินเชื่อสามารถเปลี่ยนได้ตามประกาศของแต่ละสถาบันการเงิน กรุณาตรวจสอบจากลิงก์ทางการก่อนสมัครทุกครั้ง
## ความโปร่งใสและข้อสงวนสิทธิ์ (Transparency & Disclaimer)
- บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นแนวทางเปรียบเทียบ “ข้อเสนอสินเชื่อ” ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล
- ผู้เขียน/เว็บไซต์ไม่มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อ และไม่ได้เป็นตัวแทนธนาคาร การอนุมัติขึ้นกับคุณสมบัติ เอกสาร และดุลยพินิจของผู้ให้สินเชื่อ
- หากบทความมีลิงก์พาไปยังแหล่งข้อมูลภายนอก จะเลือกอ้างอิงจากแหล่งทางการเป็นหลัก และหากในอนาคตมีความร่วมมือ/ค่าตอบแทนจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ จะระบุให้ชัดเจนในบทความนั้น ๆ
ในภาพรวม จะเห็นว่า สินเชื่อ SME แบบไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีแบบใด “ดีที่สุดตลอดกาล” มีแต่แบบที่ “เหมาะที่สุด” กับโจทย์กระแสเงินสดของธุรกิจในช่วงเวลานั้น
หากคุณกำลังพิจารณา เงินกู้ SME, กำลังจะ กู้SME, หรือกำลังหาทางเลือกในฐานะ เงินกู้ด่วน เพื่อประคองกิจการ ขอให้เริ่มจากขั้นตอนสั้น ๆ นี้
ระบุให้ชัดว่า “คอขวดเงินสด” อยู่ตรงไหน (ทุนหมุนเวียน/ลูกหนี้การค้า/การลงทุน/ยอดขายผันผวน)
เลือกประเภทสินเชื่อ 1–2 แบบที่ตอบโจทย์ตรงจุด
เปรียบเทียบต้นทุนแท้จริง + ผลกระทบต่อกระแสเงินสด ไม่ใช่ดูเฉพาะดอกเบี้ย
เตรียมเอกสารให้สอดคล้องกันทั้งบัญชี ภาษี และสัญญาการค้า
หากยังลังเลว่า “ควรเริ่มจาก Term Loan, วงเงินหมุนเวียน, แฟคตอริ่ง หรือ Cash Advance” แนะนำให้ไปต่อที่หน้าแม่/บทความหลักในคลัสเตอร์เพื่อศึกษารายละเอียดเชิงลึก และใช้เครื่องมือประกอบการเตรียมตัว
บทความอธิบายประเภทสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์
บทความเรื่องวงเงินสินเชื่อ และวิธีคิดต้นทุนที่แท้จริง
มาประกอบการตัดสินใจต่อได้อย่างเป็นระบบ
→ เช็กคุณสมบัติของฉัน | → เช็กลิสต์เอกสาร | → คู่มือภาพรวมทั้งหมด