เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 9 กรกฏาคม 2569
เวลาพูดถึงแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME เจ้าของกิจการไม่ควรดูเพียงว่า “ที่ไหนให้วงเงินสูง” หรือ “ที่ไหนดอกเบี้ยต่ำกว่า” เท่านั้น แต่ควรเปรียบเทียบให้ลึกกว่านั้นว่า วงเงินนั้นเหมาะกับรอบเงินสดของธุรกิจหรือไม่ เป็นเงินก้อนแบบ Term Loan วงเงินหมุนเวียนแบบ OD การใช้ลูกหนี้การค้าอย่าง Factoring การอิงยอดขายดิจิทัล หรือเป็นสินเชื่อที่มี บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วน
แต่พอได้ “ใบข้อเสนอสินเชื่อ” จากหลายแห่งจริง ๆ กลับตัดสินใจยากกว่าเดิม เพราะแต่ละดีลมีทั้งค่างวด ระยะเวลาผ่อน ค่าใช้จ่ายแฝง และเงื่อนไขยิบย่อยที่ซ่อนอยู่ในสัญญา หากมองแค่ดอกเบี้ย เราอาจได้สินเชื่อที่ “ดูดีบนกระดาษ” แต่ “ไม่เข้ารอบเงินจริง” ของธุรกิจ
คำว่า “ไม่มีหลักทรัพย์” ไม่ได้แปลว่าผู้ให้สินเชื่อจะไม่ดูอะไรเลย เพียงแต่ธุรกิจอาจไม่ต้องนำที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรมาค้ำประกันโดยตรง แต่ยังต้องใช้ข้อมูลอื่นแทนหลักทรัพย์ เช่น Statement รายได้จริง งบการเงิน ภาษี Invoice, PO, สัญญางาน ประวัติการรับชำระเงิน และภาระหนี้เดิมของกิจการหรือกรรมการ
บทความนี้จึงชวนคุณมองสินเชื่อแบบ “ดีลทางการเงิน” ไม่ใช่มองเฉพาะ “ดอกเบี้ยเท่าไร” เพื่อช่วยให้การเลือกสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือสินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและปลอดภัยต่อกระแสเงินสดในระยะยาว
หากต้องการดูภาพรวมของสินเชื่อกลุ่มนี้ก่อน สามารถอ่านต่อได้ที่ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME มีหลายรูปแบบ แต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจคนละลักษณะ ไม่ควรเลือกจากชื่อผลิตภัณฑ์หรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว เพราะวงเงินที่ดูเหมือนคล้ายกัน อาจมีวิธีใช้ วิธีคืนเงิน และต้นทุนจริงต่างกันมาก
Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์คือเงินก้อนที่ผ่อนชำระเป็นงวด เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น เสริมสภาพคล่องบางช่วง ลงทุนขนาดเล็ก ซื้ออุปกรณ์ ปรับปรุงระบบ หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่มีแผนคืนเงินแน่นอน
จุดที่ต้องดูคือ ค่างวดต่อเดือน ระยะเวลาผ่อน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และกระแสเงินสดหลังผ่อน หากค่างวดสูงเกินไป แม้ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ ก็อาจกระทบสภาพคล่องของธุรกิจได้
วงเงินหมุนเวียนเหมาะกับธุรกิจที่มีรายจ่ายถี่และเงินเข้าเป็นรอบ เช่น ซื้อวัตถุดิบ เติมสต๊อก จ่ายค่าแรง ค่าขนส่ง หรือค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์ จุดเด่นคือสามารถใช้และคืนตามรอบเงินเข้าได้
อย่างไรก็ตาม OD ไม่ควรถูกใช้ค้างยาวเต็มวงเงิน เพราะจะกลายเป็นต้นทุนดอกเบี้ยสะสม หากต้องการเข้าใจวงเงินลักษณะนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน
Factoring เหมาะกับธุรกิจที่ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการเรียบร้อยแล้ว มี Invoice ใบวางบิล หรือใบตรวจรับงาน แต่ยังต้องรอลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม 30–60 วัน หรือมากกว่านั้น
ข้อดีคือช่วยเปลี่ยนลูกหนี้การค้าให้กลายเป็นเงินสดเร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินหรืออาคารค้ำประกัน แต่ต้องดูคุณภาพของลูกหนี้ปลายทาง เอกสารประกอบ และค่าธรรมเนียมให้ชัด สามารถอ่านต่อได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่ง
ธุรกิจที่มีรายได้ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น POS, QR Payment, EDC, Marketplace หรือแพลตฟอร์มเดลิเวอรี อาจใช้ข้อมูลยอดขายและเงินโอนเข้าบัญชีเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาได้
จุดสำคัญคือ ต้องแยกยอดขายก่อนหักค่าธรรมเนียมออกจากเงินรับสุทธิที่เข้าบัญชีจริง เช่น ยอดขายบนแพลตฟอร์มอาจถูกหัก GP ค่าคอมมิชชั่น โปรโมชัน Refund หรือค่าโฆษณาก่อนเงินเข้าบัญชี หากต้องการเตรียมรายได้ดิจิทัลให้ใช้ประกอบการยื่นได้ดีขึ้น สามารถอ่านต่อได้ที่ รายได้ดิจิทัลขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน
บางกรณีธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ แต่ยังสามารถใช้กลไกค้ำประกันจาก บสย. เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ให้สินเชื่อได้ จุดนี้ไม่ใช่การใช้หลักทรัพย์ของผู้กู้โดยตรง แต่เป็นการมีหน่วยงานช่วยค้ำประกันบางส่วนตามเงื่อนไขโครงการ
หากต้องการดูรายละเอียดเชิงลึก สามารถอ่านต่อได้ที่ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อ SME
ธุรกิจบางประเภทอาจไม่ได้ใช้หลักทรัพย์เป็นตัวหลัก แต่ใช้เอกสารการค้า คู่ค้า หรือรอบการชำระเงินเป็นข้อมูลประกอบ เช่น Import Financing, Invoice Financing, Trust Receipt, Letter of Credit หรือวงเงินที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน
หากเป็นธุรกิจนำเข้า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Import Financing เงินทุนชำระค่าสินค้านำเข้าสำหรับธุรกิจ SME
หลายคนเข้าใจว่าสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์คือการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องมีอะไรให้ตรวจสอบเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในทางปฏิบัติ แม้ไม่ต้องนำที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักรมาค้ำประกัน ผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูข้อมูลทางการเงินและพฤติกรรมของธุรกิจอย่างละเอียด
ข้อมูลที่มักถูกใช้แทนหลักทรัพย์ ได้แก่
- Statement บัญชีธุรกิจย้อนหลัง 6–12 เดือน
- รายได้ที่เข้าบัญชีจริงและความสม่ำเสมอของเงินเข้า
- งบการเงินและเอกสารภาษี
- Invoice, PO, สัญญางาน หรือใบวางบิล
- ประวัติลูกหนี้การค้าและคู่ค้า
- เครดิตของกิจการและกรรมการ
- ภาระหนี้เดิม
- ความสามารถในการผ่อนหรือ DSCR/DSR
- แผนใช้เงินและแผนคืนเงิน
จากที่พบในหลายเคส ธุรกิจไม่ได้ติดปัญหาว่าไม่มีรายได้ แต่ติดตรงที่รายได้กระจายหลายบัญชี Statement อ่านยาก หรือเงินเข้าไม่สัมพันธ์กับยอดขายจริง ทำให้ผู้พิจารณาไม่เห็นภาพกระแสเงินสดชัดพอ หากต้องการจัด Statement ให้พร้อมก่อนยื่น สามารถอ่านต่อได้ที่ Statement ขอสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569
หากต้องการประเมินว่าวงเงินที่ต้องการเหมาะกับรายได้และภาระผ่อนหรือไม่ สามารถลองใช้ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบการวางแผนเบื้องต้นได้
ในภาษาที่ใช้กันทั่วไป หลายคนมักใช้คำว่า “ไม่มีหลักทรัพย์” และ “ไม่มีหลักประกัน” แทนกัน แต่ในมุมสินเชื่อธุรกิจ ทั้งสองคำอาจมีความต่างกันในรายละเอียด
คำว่า “สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์” มักหมายถึงไม่ต้องนำทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร ห้องชุด หรือเครื่องจักร ไปจดจำนองหรือค้ำประกันโดยตรง แต่บางกรณีอาจยังมีเงื่อนไขอื่น เช่น กรรมการค้ำประกัน ผู้ถือหุ้นค้ำประกัน หรือมี บสย. ช่วยค้ำบางส่วน
ส่วนคำว่า “สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน” อาจถูกเข้าใจว่าไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ไม่ต้องมีผู้ค้ำ และไม่ต้องมีการค้ำประกันใด ๆ ซึ่งในทางปฏิบัติต้องดูเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เพราะสินเชื่อธุรกิจมักยังต้องพิจารณาจากรายได้ Statement ภาระหนี้ เครดิต และความสามารถในการชำระหนี้
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจยื่น ควรอ่านให้ชัดว่าเงื่อนไขระบุว่า “ไม่ใช้หลักทรัพย์” หรือ “ไม่ต้องมีหลักประกัน/ผู้ค้ำ” เพราะความหมายและความเสี่ยงของผู้กู้อาจไม่เหมือนกัน หากต้องการอ่านพื้นฐานเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคืออะไรและเหมาะกับใคร
เมื่อคุณมีข้อเสนอสินเชื่อจาก 2–3 แห่ง สิ่งแรกที่ควรทำคือ “จับทุกดีลมาอยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกัน” แล้วเทียบให้ครบอย่างเป็นระบบ
ให้ดูว่า “วงเงินที่ได้” สอดคล้องกับขนาดธุรกิจหรือไม่ เช่น เทียบกับยอดขายต่อปี กำไรขั้นต้น และดูว่าใช้ได้แบบใด
เป็นเงินก้อนครั้งเดียว เช่น Term Loan
เป็นวงเงินหมุนเวียน เช่น OD / Revolving / Working Capital
เป็นวงเงินตาม Invoice หรือ Factoring
เป็นวงเงินที่อิงข้อมูลยอดขายดิจิทัล
เป็นแบบผสมหลายเครื่องมือ
ตรวจเพิ่มอีก 2 จุดที่มักถูกมองข้าม
ต้องเบิกใช้ภายในกี่เดือน
หากเบิกใช้ไม่ครบ มีค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขบังคับหรือไม่
ทำไมสำคัญ: บางดีลวงเงินดูสูง แต่บังคับเบิกเต็มหรือจำกัดวิธีใช้ จนไม่ตรง “แพตเทิร์นเงินสด” ของธุรกิจจริง ๆ ส่งผลให้เงินเข้า–ออกไม่สมดุล และกลายเป็นภาระโดยไม่จำเป็น
สำหรับแต่ละดีล ขอให้เขียนตัวเลข 3 ค่าไว้คู่กันเสมอ
ค่างวดต่อเดือนหรือยอดชำระขั้นต่ำ
ระยะเวลาผ่อน เช่น 24, 36 หรือ 60 เดือน
หากเป็นวงเงินหมุนเวียน ให้ดูยอดดอกเบี้ยขั้นต่ำต่อเดือนเมื่อมีการใช้วงเงินจริง
ตัวอย่างคำนวณเพื่อเทียบภาระจ่ายคืนให้เห็นภาพ
สมมติขอกู้ 2,000,000 บาท ระยะเวลา 60 เดือน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 14% ต่อปี
ค่างวดผ่อนแบบงวดคงที่โดยประมาณ ≈ 46,500 บาท/เดือน
รวมจ่ายตลอดสัญญาโดยประมาณ ≈ 2.79 ล้านบาท ดอกเบี้ยรวมประมาณ 0.79 ล้านบาท
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็น “ตัวอย่างเพื่อการเปรียบเทียบ” ไม่ใช่ใบเสนอจริง เพราะอัตราจริง ค่าธรรมเนียม และวิธีคิดดอกเบี้ยอาจต่างกันในแต่ละสถาบันการเงิน
แล้วถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้ายอดขายลดลง 20–30% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน ธุรกิจยังจ่ายไหวหรือไม่?”
หากคำตอบคือ “ไหวแบบลุ้น” ดีลนั้นอาจเสี่ยงเกินไปสำหรับสภาพธุรกิจตอนนี้ ต่อให้ได้รับอนุมัติ ก็อาจกระทบสภาพคล่องในระยะถัดไป
สถาบันการเงินไม่ได้ดูแค่ “ยอดขายเท่าไร” แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเอกสาร เช่น
งบการเงิน: มีหรือไม่ อัปเดตหรือไม่
Statement: เงินเข้า–ออกสม่ำเสมอในบัญชีธุรกิจหรือไม่
เอกสารภาษี: ภ.พ.30 / ภ.ง.ด. / ภ.พ.50 ฯลฯ
เอกสารประกอบอื่น: สัญญางาน ใบแจ้งหนี้ ยอดขายผ่านระบบดิจิทัล ฯลฯ
ในปี 2569 สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ควรถูกมองว่าเป็นสินเชื่อที่ใช้ “ข้อมูลธุรกิจจริง” แทนหลักทรัพย์มากขึ้น เช่น Statement, ภาษี, Invoice, PO, POS, QR Payment, ยอดขายดิจิทัล และประวัติคู่ค้า ไม่ใช่การยื่นโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
สาระสำคัญ: เกณฑ์อนุมัติสะท้อนว่า “คุณภาพเอกสารและพฤติกรรมทางการเงิน” ส่งผลต่อโอกาสพิจารณาและวงเงินอย่างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อที่เป็นแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์
อย่าดูแค่ดอกเบี้ยต่อปี ให้รวมต้นทุนทั้งหมด เช่น
ค่าธรรมเนียมจัดสินเชื่อ
ค่าเอกสารหรือค่าทำนิติกรรม ถ้ามี
ค่าธรรมเนียมรายปีของวงเงิน ถ้ามี
ค่าค้ำประกัน เช่น บสย. ในบางโปรแกรม
ค่าใช้จ่ายกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด
ค่าธรรมเนียมแฝงอื่นที่เกี่ยวกับการใช้วงเงิน
แล้วค่อยประเมิน “ต้นทุนแท้จริง” หรือ Effective Cost เพื่อใช้เป็นฐานเปรียบเทียบอย่างยุติธรรม
ตรวจเงื่อนไขที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่น เช่น
ปรับโครงสร้างหนี้ได้หรือไม่ หากธุรกิจต้องชะลอการเติบโต
มีค่าปรับปิดก่อนกำหนดหรือไม่
มีข้อกำหนดเรื่องยอดเงินคงเหลือในบัญชีหรือการเดินบัญชีขั้นต่ำหรือไม่
มี Covenant หรือข้อกำหนดทางการเงินแบบใด เช่น DSCR ขั้นต่ำ หรือข้อจำกัดการก่อหนี้เพิ่ม
ข้อควรระวัง: ดีลดอกเบี้ยถูกแต่เงื่อนไขแข็งมาก อาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่ยอดขายผันผวนตามฤดูกาล
ให้ประเมินผลกระทบต่อสายป่านอย่างเป็นระบบ เช่น
ค่างวดรวม หนี้เดิม + หนี้ใหม่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน
เมื่อกู้เพิ่มแล้ว DSCR หรือความสามารถชำระหนี้ดีขึ้นหรือแย่ลง
หากใช้วงเงินเต็ม ธุรกิจยังมี Buffer รับเหตุฉุกเฉินได้กี่เดือน
มุมมองนี้ช่วยให้เราไม่มองสินเชื่อเป็นแค่ “เงินก้อนเข้าบัญชี” แต่เห็นความเสี่ยงต่อธุรกิจใน 2–3 ปีข้างหน้า
ควรถามให้ชัดว่าสินเชื่อแต่ละประเภทใช้ข้อมูลอะไรเป็นหลัก เช่น Statement, POS, QR, Invoice, PO, งบการเงิน, ภาษี, เครดิตลูกหนี้ หรือยอดขายดิจิทัล หากข้อมูลที่ใช้พิจารณาไม่ตรงกับรูปแบบรายได้ของธุรกิจ อาจทำให้การยื่นยากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ B2B ที่มี Invoice ชัด อาจเหมาะกับ Factoring มากกว่าวงเงินก้อนทั่วไป ส่วนร้านค้าที่มีรายได้ผ่าน QR/POS ชัด อาจต้องเตรียมรายงานยอดขายดิจิทัลประกอบ Statement ให้ดี
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์มักได้วงเงินต่ำกว่าที่เจ้าของกิจการคาดไว้ จึงควรมีแผนสำรอง เช่น ลดวงเงินให้พอดีกับกระแสเงินสด ใช้ Factoring เฉพาะบาง Invoice ใช้ บสย. ช่วยค้ำบางส่วน แยกเงินลงทุนกับเงินหมุนเวียน หรือใช้วงเงินหลายประเภทประกอบกัน
จุดนี้สำคัญมาก เพราะดีลที่ปลอดภัยที่สุดอาจไม่ใช่ดีลที่ได้วงเงินสูงสุด แต่เป็นดีลที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่ทำให้เงินสดตึงในเดือนถัดไป
เมื่อได้ข้อเสนอ 2–3 แห่ง แนะนำให้ทำตารางใน Excel/Google Sheets โดยใช้หัวตารางเช่น
ธนาคาร/โปรแกรม
วงเงินที่ขอ ใช้ฐานเท่ากัน เช่น 2 ล้านบาท
ค่างวดต่อเดือน/ระยะเวลาผ่อน
วิธีใช้วงเงิน เช่น เงินก้อน วงเงินหมุนเวียน Factoring หรือผสม
ค่าธรรมเนียมตั้งต้น + รายปี + ค่าค้ำ ถ้ามี
เอกสารสำคัญที่ต้องใช้
ข้อสังเกตด้านความยืดหยุ่น/เงื่อนไข
แนะนำเพิ่ม 2 คอลัมน์ในตาราง เพื่อช่วยกันพลาดเรื่องต้นทุนแฝง
“ต้นทุนแท้จริงต่อปีโดยประมาณ”
ถ้าเป็นค่าธรรมเนียมแบบหักครั้งเดียวในดีลสั้น เช่น 60–120 วัน ให้ลองแปลงเป็นต้นทุนรายปีคร่าว ๆ
ต้นทุนรายปีโดยประมาณ ≈ ค่าธรรมเนียม% ÷ จำนวนวัน × 365
“ผลกระทบต่อกระแสเงินสด”
ระบุว่าเงินเข้าแบบ “ก้อนเดียว”, “ทยอยใช้” หรือ “หักยอดขาย/หักรายรับ” เพราะภาระจริงจะต่างกันมากแม้ดอกเบี้ยดูใกล้กัน
จากนั้น “แปลงทุกดีลให้อยู่ในฐานเดียวกัน” เช่น สมมติฐานกู้ 2 ล้านบาทเท่ากัน คุณจะเห็นความต่างชัดขึ้นว่า
ดีลไหนค่างวดสูงแต่จบหนี้เร็ว
ดีลไหนค่างวดเบาแต่ระยะยาว ทำให้ดอกเบี้ยรวมสูง
ดีลไหนมีค่าธรรมเนียมย่อยที่ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด
ดีลไหนใช้ข้อมูลแทนหลักทรัพย์ได้ตรงกับธุรกิจของคุณมากกว่า
ดีลไหนมีแผนสำรอง หากวงเงินที่อนุมัติไม่เต็มจำนวน
บสย. ไม่ใช่ผู้ให้สินเชื่อโดยตรง แต่เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ให้สินเชื่อ โดยเฉพาะกรณี SME มีศักยภาพ มีรายได้จริง แต่หลักทรัพย์ไม่เพียงพอกับวงเงินที่ต้องการ
ในปี 2569 มีโครงการกลุ่ม Quick Big Win เช่น SMEs Quick LG, SMEs Go Big และ SMEs Smart Win ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME และบางโครงการมีช่วงฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันในช่วงแรกตามเงื่อนไขที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม การมี บสย. ช่วยค้ำประกันไม่ได้แปลว่าสินเชื่อจะอนุมัติอัตโนมัติ เพราะผู้ให้สินเชื่อยังต้องดูรายได้ Statement ภาระหนี้ เครดิต ความสามารถชำระหนี้ และวัตถุประสงค์การใช้เงินของธุรกิจอยู่ดี
เจ้าของกิจการจึงควรเปรียบเทียบทั้ง 3 ส่วนพร้อมกัน คือ
1. ดอกเบี้ยของสินเชื่อ
2. ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. หลังช่วงส่งเสริม
3. ความเหมาะสมของภาระผ่อนต่อกระแสเงินสด
หากธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ แต่มีรายได้และเอกสารค่อนข้างชัด บสย. อาจเป็นอีกทางเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบร่วมกับสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ทั่วไป
แทนที่จะถามว่า “ดีลไหนดีที่สุด” ให้ถามว่า
“ในสเตจนี้ของธุรกิจเรา ดีลแบบไหนเสี่ยงน้อยที่สุดและคุ้มที่สุด”
ตัวอย่างเช่น รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มี Statement และภาษีพอสมควร แต่ไม่มีทรัพย์สินในชื่อบริษัทมากนัก
กลุ่มนี้มักเริ่มจากสินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และอาจมีการค้ำประกันภาครัฐร่วมตามเงื่อนไขโครงการ แล้วนำมาเทียบกับข้อเสนอจากธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ในตารางเดียวกัน
สิ่งที่ควรเพิ่มในตารางคือ แหล่งข้อมูลที่ใช้แทนหลักทรัพย์ เช่น Statement, งบ, ภาษี, Invoice, PO หรือยอดขายดิจิทัล เพราะธุรกิจแต่ละแบบมีจุดแข็งไม่เหมือนกัน
ผู้ประกอบการรายย่อยหรือ Micro SME บางรายอาจไม่ได้มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เริ่มมีรายได้เข้าบัญชีชัดเจนขึ้น มีการยื่นภาษี และมี Statement ที่เริ่มอ่านได้เป็นระบบ
เหมาะสำหรับร้านเล็กที่เริ่มเดินบัญชีและยื่นภาษีอย่างจริงจัง ต้องการทุนไม่มาก แต่ต้องการ “ประวัติเครดิตที่ดี” เพื่อใช้ต่อยอดในอนาคต
จุดที่ควรระวังคือ อย่ายื่นจากยอดขายที่ยังไม่สม่ำเสมอเพียง 1–2 เดือน เพราะสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์มักต้องใช้ข้อมูลต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่ากิจการมีกระแสเงินสดจริง
หลายธนาคารมีสินเชื่อที่ออกแบบตามอุตสาหกรรมหรืออาชีพ เช่น กลุ่มสุขภาพ ความงาม หรือวิชาชีพแพทย์ ทำให้เกณฑ์พิจารณาแตกต่างจาก SME ทั่วไป
สำหรับกลุ่มนี้ การเปรียบเทียบควรวาง “โปรแกรมทั่วไป + โปรแกรมเฉพาะทาง” ไว้ในตารางเดียว เพื่อดูวงเงินจริง ค่างวดจริง และความยืดหยุ่นเมื่อรายได้โตช้ากว่าคาด
โดยเฉพาะธุรกิจคลินิก ควรแยกเงินลงทุนเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ ห้องหัตถการ และเงินหมุนเวียนรายเดือนออกจากกัน เพราะบางส่วนควรเป็นวงเงินระยะยาว แต่บางส่วนอาจเป็นเงินหมุนเวียนระยะสั้น
หัวข้อนี้ไม่ควรมองเป็นการจัดอันดับธนาคารแบบตายตัว เพราะเงื่อนไขสินเชื่อเปลี่ยนได้ตลอด แต่ควรใช้เป็น “วิธีคิด” ในการเปรียบเทียบข้อเสนอแต่ละประเภท
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินก้อนชัดเจน และมีแผนผ่อนคืนเป็นงวด เช่น ใช้เสริมสภาพคล่องบางช่วง ซื้ออุปกรณ์ หรือปรับปรุงกิจการขนาดเล็ก จุดที่ต้องดูคือค่างวดต่อเดือน ระยะเวลาผ่อน และกระแสเงินสดหลังผ่อน
เหมาะกับธุรกิจที่มีรายจ่ายถี่และเงินเข้าเป็นรอบ เช่น ร้านค้า ธุรกิจซื้อมาขายไป หรือธุรกิจบริการที่มีค่าใช้จ่ายประจำ จุดที่ต้องดูคือพฤติกรรมการใช้วงเงินและวินัยในการคืนเมื่อเงินเข้า
เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่มีลูกหนี้การค้า มี Invoice หรือใบวางบิลชัดเจน แต่ต้องรอเครดิตเทอม จุดที่ต้องดูคือลูกหนี้ปลายทางน่าเชื่อถือหรือไม่ ค่าธรรมเนียมเท่าไร และเงินที่ได้รับจริงหลังหักต้นทุนเพียงพอหรือไม่
เหมาะกับธุรกิจที่มีรายได้จริง แต่หลักประกันไม่เพียงพอ จุดที่ต้องดูคือดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และเงื่อนไขของโครงการร่วมกัน ไม่ควรดูเพียงคำว่า “มี บสย. ค้ำ” แล้วสรุปว่าคุ้มเสมอไป
เหมาะกับธุรกิจที่มียอดขายผ่านระบบดิจิทัลชัดเจน เช่น POS, QR, EDC, Marketplace หรือ Delivery Platform จุดที่ต้องดูคือยอดขายสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ดูเฉพาะยอดขายรวมหน้าแอป
สรุปคือ ข้อเสนอที่ดีที่สุดไม่ใช่ข้อเสนอที่ให้วงเงินสูงที่สุด แต่คือข้อเสนอที่คืนเงินได้จริงโดยไม่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องระหว่างทาง
โจทย์คือมีเครดิตเทอม 60 วัน เงินจมในลูกหนี้การค้า จึงต้องการเงินทุนเสริมไม่ให้ขาดสภาพคล่อง
ในตารางควรเทียบดีลที่ตอบโจทย์ “รอยต่อ 60 วัน” เช่น สินเชื่อหมุนเวียนที่อิงจากยอดเดินบัญชี เทียบกับ Factoring หรือสินเชื่อที่มีการค้ำประกันตามโครงการถ้าเข้าเงื่อนไข แล้วดูว่าดีลใดทำให้กระแสเงินสดไม่สะดุดจนต้องหันไปหาเงินนอกระบบ
ถ้ามี Invoice หรือใบวางบิลชัดเจน อาจไม่จำเป็นต้องขอเงินก้อนใหญ่ทั้งหมด แต่อาจใช้ Factoring เฉพาะลูกหนี้บางรายที่เครดิตดี เพื่อเร่งเงินสดกลับมาใช้หมุนงานต่อ
โจทย์คือรายได้นิ่ง แต่ต้องลงทุนเพิ่ม
ตารางควรเทียบวงเงินที่ได้จริง ระยะเวลาผ่อนเทียบกับระยะคืนทุน และความยืดหยุ่นในปีแรก
โดยทั่วไป ดีลที่ “ค่างวดไม่บีบเกินไปในปีแรก” มักปลอดภัยกว่าดีลที่ให้วงเงินสูงสุดแต่ภาระจ่ายหนักเกินสายป่าน
ถ้าเป็นเครื่องมือที่ใช้หลายปี ควรพิจารณาวงเงินที่มีระยะเวลาผ่อนสัมพันธ์กับการคืนทุน ไม่ควรใช้วงเงินหมุนเวียนระยะสั้นทั้งหมด เพราะอาจทำให้ขาดเงินสดหลังลงทุน
สินเชื่อระยะยาวไม่มีหลักทรัพย์มีได้ในบางกรณี เช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์ หรือวงเงินผ่อนระยะ 3–5 ปี แต่โดยทั่วไปผู้ให้สินเชื่อจะพิจารณารายได้ Statement ภาระหนี้ เครดิต และความสามารถในการชำระหนี้เข้มกว่าวงเงินระยะสั้น เพราะไม่มีหลักทรัพย์รองรับความเสี่ยง
หากเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น เครื่องจักร รีโนเวต เปิดสาขา หรือซื้ออุปกรณ์ที่ใช้หลายปี เจ้าของกิจการควรคำนวณภาระผ่อนและระยะคืนทุนให้ชัดก่อนยื่น เพราะแม้ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ แต่ถ้าค่างวดสูงเกินกระแสเงินสด ธุรกิจอาจตึงในระยะยาว
หลักคิดคือ ถ้าใช้เงินเพื่อสิ่งที่สร้างรายได้หลายปี วงเงินก็ควรมีระยะเวลาผ่อนที่สัมพันธ์กับการคืนทุน ไม่ใช่ใช้สินเชื่อระยะสั้นหรือวงเงินหมุนเวียนไปแบกภาระระยะยาว
สำหรับธุรกิจนำเข้า–ส่งออก หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ การเปรียบเทียบสินเชื่อไม่ควรดูเฉพาะดอกเบี้ย เพราะต้นทุนจริงอาจมาจากค่าธรรมเนียมเอกสารการค้าและความเสี่ยงอื่น ๆ ด้วย
ตัวอย่างต้นทุนที่ควรดู ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมเปิด L/C
- ค่าธรรมเนียมเอกสารนำเข้า–ส่งออก
- ค่าธรรมเนียม T/R หรือ Trust Receipt
- ระยะเวลาชำระค่าสินค้า
- ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
- ความน่าเชื่อถือของคู่ค้า
- ระยะเวลาขนส่งและรอบเงินสดของสินค้า
ดังนั้น หากเป็นสินเชื่อ SME เพื่อการค้าระหว่างประเทศ คำถามไม่ใช่แค่ “ที่ไหนค่าธรรมเนียมถูกสุด” แต่ควรถามว่า เงื่อนไขนั้นเหมาะกับรอบนำเข้า รอบขายสินค้า และวันรับเงินจากลูกค้าหรือไม่
หากธุรกิจเกี่ยวข้องกับการนำเข้า สามารถอ่านต่อได้ที่ Import Financing เงินทุนชำระค่าสินค้านำเข้าสำหรับธุรกิจ SME
ถ้าธุรกิจติดเครดิตบูโร หรือกรรมการมีประวัติชำระล่าช้า ไม่ได้แปลว่ายื่นสินเชื่อไม่ได้เสมอไป แต่ควรประเมินก่อนว่าสาเหตุของเครดิตสะดุดคืออะไร เกิดนานแค่ไหน แก้ไขแล้วหรือยัง และรายได้ปัจจุบันของธุรกิจเพียงพอรองรับภาระใหม่หรือไม่
ในกรณีที่ Statement ยังไม่ชัด เช่น รายได้เข้าหลายบัญชี เงินธุรกิจปนเงินส่วนตัว หรือยอดขายจริงไม่สัมพันธ์กับเงินเข้าบัญชี ควรจัดข้อมูลให้เป็นระบบก่อนยื่น เพราะสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ต้องอาศัยข้อมูลทางการเงินแทนหลักประกันมากเป็นพิเศษ
หากต้องการเตรียมตัวกรณีมีประวัติเครดิตสะดุด สามารถอ่านต่อได้ที่ สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับผู้ติดบูโร
แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME มีหลายแบบ เช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์, OD, Revolving Credit, Factoring, Invoice Financing, Cash Advance จากยอดขายดิจิทัล และสินเชื่อที่มี บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วน การเลือกควรดูวัตถุประสงค์ใช้เงินและรอบเงินสดของธุรกิจ
ต่างกันในรายละเอียด คำว่าไม่ใช้หลักทรัพย์มักหมายถึงไม่ต้องนำที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินถาวรมาค้ำประกัน แต่บางกรณีอาจยังมีกรรมการค้ำ ผู้ถือหุ้นค้ำ หรือ บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วน จึงควรอ่านเงื่อนไขให้ชัด
ควรดู Statement รายได้จริง ภาระหนี้เดิม เครดิตกรรมการ วัตถุประสงค์ใช้เงิน ค่างวดต่อเดือน ค่าธรรมเนียม และความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ควรดูเฉพาะวงเงินสูงสุดหรือดอกเบี้ยโฆษณา
มีได้ในบางกรณี เช่น Term Loan ไม่มีหลักทรัพย์ที่ผ่อนหลายปี แต่โดยทั่วไปจะถูกพิจารณาเข้มกว่าวงเงินระยะสั้น เพราะไม่มีหลักทรัพย์รองรับ ผู้ให้สินเชื่อจึงต้องมั่นใจว่ารายได้และกระแสเงินสดรองรับภาระผ่อนได้จริง
โดยทั่วไปถือว่าไม่ได้ใช้หลักทรัพย์ของผู้กู้โดยตรง แต่มี บสย. ช่วยค้ำประกันบางส่วนตามเงื่อนไขโครงการ เจ้าของกิจการยังต้องดูค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ดอกเบี้ย และเงื่อนไขการชำระหนี้ประกอบด้วย
เหมาะกับนิติบุคคลที่มีรายได้เข้าบัญชีชัดเจน Statement สม่ำเสมอ ภาระหนี้ไม่ตึงเกินไป มีวัตถุประสงค์ใช้เงินชัด และสามารถอธิบายได้ว่าจะคืนเงินจากรายรับส่วนไหน
หากไม่เร่งใช้เงินมาก ควรปรับ Statement และจัดข้อมูลก่อนยื่น เช่น แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว ลดการโอนวน รวมรายได้ให้เห็นชัด และทำสรุปรายได้ย้อนหลัง เพื่อให้การพิจารณาเป็นระบบมากขึ้น
การเปรียบเทียบแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์สำหรับ SME ไม่ควรดูเพียงดอกเบี้ยหรือวงเงินสูงสุด แต่ต้องดูว่าวงเงินนั้นเหมาะกับธุรกิจจริงหรือไม่ ใช้ข้อมูลอะไรแทนหลักทรัพย์ มีค่างวดเท่าไร ต้นทุนรวมหลังรวมค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร และถ้าวงเงินที่ได้รับไม่เต็มจำนวน ธุรกิจมีแผนสำรองหรือไม่
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ที่เหมาะสมควรช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระจนกระแสเงินสดตึงกว่าเดิม ก่อนยื่นจึงควรเปรียบเทียบทั้ง Term Loan, OD, Factoring, Cash Advance, บสย. และวงเงินเฉพาะธุรกิจให้ครบ
หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจควรเลือกสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์แบบใด สามารถอ่านหน้าแม่เรื่อง สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2569 หรือเริ่มจากการ ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้ เพื่อประเมินความพร้อมของ Statement ภาระหนี้ วัตถุประสงค์ใช้เงิน และประเภทวงเงินที่เหมาะกับกิจการ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา