สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง ปี 2569
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง ปี 2569
เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 3 พฤษภาคม 2569
ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มัก “ขายงานได้ แต่เงินสดตึง” เพราะรายได้ไม่ได้เข้าทุกวันเหมือนธุรกิจค้าปลีก แต่เข้าตามรอบงวดงาน ความคืบหน้าหน้างาน หรือเงื่อนไขในสัญญา ขณะที่ต้นทุนหลายรายการต้องจ่ายก่อน เช่น ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าผู้รับเหมาช่วง ค่าเครื่องจักร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายหน้างาน
นี่คือเหตุผลที่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ สินเชื่อsme สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “เงินก้อน” แต่ควรมองเป็นเครื่องมือบริหารรอบเงินสดให้สัมพันธ์กับงวดงานจริง
ดูภาพรวมตั้งแต่ขั้นตอน–วงเงิน–เอกสารใน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ในปี 2569 การขอ กู้sme สำหรับธุรกิจก่อสร้างยังต้องเตรียมตัวมากกว่าการมีสัญญาจ้างเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ให้กู้จะดูทั้งคุณภาพของสัญญา ความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้าง ตารางงวดงาน ประวัติการเบิกงวด เงินประกันผลงาน และความสามารถในการชำระคืนจากกระแสเงินสดจริง
โดยเฉพาะในช่วงที่ภาพรวมภาคก่อสร้างยังมีแรงกดดันจากต้นทุน วัสดุก่อสร้าง และการแข่งขันด้านราคา ข้อมูลจาก SCB EIC ประเมินว่ามูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัวที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชนยังมีแรงกดดันจากตลาดที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาต้องระวังเรื่องต้นทุน แรงงาน การแข่งขัน และการบริหาร Backlog มากขึ้น
ดังนั้น บทความนี้จะอธิบายว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างควรใช้ สินเชื่อเงินกู้ แบบไม่มีหลักทรัพย์อย่างไรให้เหมาะกับรอบงาน ควรเตรียมเอกสารอะไร ธนาคารดูอะไร และควรใช้เครื่องคำนวณ OD เพื่อประเมินวงเงินหมุนเวียนอย่างไร ก่อนตัดสินใจยื่นขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ สินเชื่อ sme ไม่มี หลักทรัพย์ 2569
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีลักษณะกระแสเงินสดต่างจากธุรกิจทั่วไป เพราะรายได้มักเข้าตาม “งวดงาน” ไม่ใช่เข้าทุกวัน เช่น เบิก 20% เมื่อเริ่มงาน เบิกอีก 30% เมื่องานโครงสร้างเสร็จ เบิกงวดถัดไปเมื่อส่งมอบบางส่วน และอาจมีเงินประกันผลงาน หรือ Retention ถูกหักไว้จนกว่าจะครบเงื่อนไขในสัญญา
ปัญหาคือ ระหว่างที่รอเบิกงวด ผู้รับเหมาต้องจ่ายเงินจริงออกไปก่อน ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง ค่ารถ ค่าขนส่ง ค่าผู้รับเหมาช่วง และค่าใช้จ่ายหน้างาน หากไม่มีวงเงินหมุนเวียนรองรับ แม้งานจะมีกำไรตามสัญญา ธุรกิจก็อาจสะดุดระหว่างทางได้
บทความต้นทางเองก็ชี้ว่าผู้รับเหมาก่อสร้างมักติดรอบ “เงินงวดงาน–เงินประกันผลงาน” ทำให้เงินตึง และวงเงินไม่ใช้หลักทรัพย์สามารถช่วยเติมสภาพคล่องได้ หากมีเอกสารโครงการและการคุมกระแสเงินสดที่เป็นระบบ
จุดสำคัญคือ ผู้รับเหมาไม่ควรขอวงเงินจากความรู้สึกว่า “อยากมีเงินสำรองเยอะ ๆ” แต่ควรขอวงเงินจากตัวเลขจริง เช่น ต้นทุนหน้างานต่อเดือน งวดเงินที่จะเข้า ระยะเวลาที่ลูกค้าจ่ายช้า และเงินที่ถูกกันไว้เป็น Retention
สำหรับผู้รับเหมา ทางเลือกสินเชื่อไม่ได้มีแบบเดียว หากเลือกผิดประเภท อาจทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงเกินจำเป็น หรือทำให้ค่างวดไม่สัมพันธ์กับรอบรับเงิน
เหมาะกับค่าใช้จ่ายหน้างานที่หมุนเป็นรอบ เช่น ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าขนส่ง และค่าผู้รับเหมาช่วง จุดเด่นคือใช้เท่าที่จำเป็น และโปะคืนเมื่อเบิกเงินงวดได้
ถ้าธุรกิจมีรายรับเป็นงวดและมีรายจ่ายไม่สม่ำเสมอ วงเงิน OD มักเหมาะกว่าเงินก้อนระยะยาว เพราะช่วยรองรับช่องว่างระหว่าง “เงินออกก่อน” กับ “เงินเข้างวดถัดไป”
เหมาะกับงานก้อนใหญ่ที่ต้องเตรียมเงินล่วงหน้า เช่น ซื้อวัสดุชุดใหญ่ วางระบบไซต์งาน ลงทุนเครื่องมือ หรือรับงานหลายไซต์พร้อมกัน
ข้อควรระวังคือ หากใช้ Term Loan เพื่อหมุนเงินระยะสั้นทั้งหมด ค่างวดอาจกลายเป็นภาระประจำ แม้บางเดือนงานยังไม่ถึงรอบเบิกเงิน
เหมาะกับผู้รับเหมาที่มีสัญญาจ้าง ใบสั่งซื้อ หรือเอกสารโครงการชัดเจน เช่น BOQ, TOR, ตารางงวดงาน, ใบรับรองงานงวด หรือประวัติการเบิกงวดย้อนหลัง
เอกสารเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้กู้เห็นว่าเงินกู้ไม่ได้ถูกใช้แบบไม่มีทิศทาง แต่ผูกกับโครงการจริง มีแหล่งชำระคืนจากงวดงาน และมี Timeline ที่ตรวจสอบได้
หากธุรกิจมีงานจริง มีรายรับชัดเจน แต่ขาดหลักทรัพย์หรือหลักประกันไม่พอ การใช้ บสย. ค้ำประกันอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงวงเงินที่เหมาะสมขึ้น
ในปี 2569 ยังมีประเด็นใหม่คือ SMEs Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ที่ผลักดันโดยกระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยคาดว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาทในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าจะอนุมัติทุกกรณี ธุรกิจยังต้องพิสูจน์ความสามารถชำระหนี้และคุณภาพของแผนใช้เงินกู้
แม้จะมีกลไกค้ำประกัน แต่ผู้รับเหมายังต้องพิสูจน์ว่าแต่ละโครงการมีรอบเงินสดชัดเจน มีเอกสารเบิกงวดรองรับ และมีแหล่งชำระคืนจากงานจริง ไม่ใช่พึ่งวงเงินกู้เพื่อหมุนแบบไม่เห็นรอบปิดหนี้
การขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่ามีสัญญาจ้างหรือไม่ แต่จะดูว่า “สัญญานั้นเปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริงแค่ไหน” และ “ธุรกิจบริหารต้นทุนหน้างานได้ดีเพียงใด”
สิ่งที่มักถูกพิจารณา ได้แก่
สัญญาจ้าง / TOR / BOQ
ใช้ดูมูลค่างาน ขอบเขตงาน ต้นทุนโดยประมาณ และเงื่อนไขการส่งมอบ
ตารางงวดงานและงวดเงิน
ใช้ดูว่าเงินจะเข้าเมื่อไร และธุรกิจต้องใช้เงินล่วงหน้ากี่เดือน
ใบรับรองงานงวดหรือประวัติการเบิกงวด
ช่วยยืนยันว่าผู้ว่าจ้างจ่ายเงินจริง และธุรกิจมีประวัติส่งงานตามแผน
Retention หรือเงินประกันผลงาน
เป็นเงินที่ถูกกันไว้ ทำให้กำไรบนกระดาษยังไม่เท่ากับเงินสดในมือ
Statement 6–12 เดือน
ใช้ดูวินัยการเดินบัญชี รายรับจริง รายจ่ายจริง และพฤติกรรมการใช้วงเงิน
ภาระหนี้เดิมและเครดิตบูโร
หากมีหนี้หลายก้อนหรือจ่ายล่าช้า โอกาสได้วงเงินสูงจะลดลง
ประมาณการกระแสเงินสด 12 เดือน
สำหรับผู้รับเหมา จุดนี้สำคัญมาก เพราะต้องแยกแต่ละไซต์งาน แต่ละงวดเงิน และต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อน
สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง เอกสารเฉพาะของโครงการ เช่น สัญญาจ้าง, BOQ, ตารางงวดงาน, ใบรับรองงานงวด, Retention, Statement และประมาณการกระแสเงินสด 12–24 เดือน จะช่วยให้ผู้ให้กู้มองเห็นภาพรายรับ รายจ่าย และแหล่งชำระคืนได้ชัดขึ้น
หนึ่งในข้อผิดพลาดของผู้รับเหมาคือ ขอวงเงินแบบ “เผื่อไว้ก่อน” โดยไม่รู้ว่าต้องใช้จริงกี่บาทต่อรอบงาน วิธีที่ดีกว่าคือเริ่มจากการคำนวณค่าใช้จ่ายหน้างานขั้นต่ำ แล้วประเมินช่องว่างเงินสดระหว่างรอเบิกงวด
ในกรณีนี้ แนะนำให้ใช้ เครื่องคำนวณวงเงินเบิกเกินบัญชี OD เพราะเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น หรือมีรายรับรายจ่ายไม่สม่ำเสมอ เครื่องมือนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการประเมินต้นทุนของ OD และวางแผนวงเงินให้สัมพันธ์กับรอบเงินสดได้ดีขึ้น
แนวทางคำนวณเบื้องต้นสำหรับผู้รับเหมา:
วงเงิน OD ที่เหมาะสมโดยประมาณ = ค่าใช้จ่ายหน้างานเฉลี่ยต่อเดือน × 1–1.5 เท่า + เงินสำรองเผื่อความล่าช้า 10–20%
ตัวอย่างเช่น หากผู้รับเหมามีค่าใช้จ่ายหน้างานเฉลี่ยเดือนละ 800,000 บาท และมีความเสี่ยงที่งวดเงินจะล่าช้า 30–45 วัน อาจตั้งวงเงิน OD เบื้องต้นประมาณ 1.0–1.4 ล้านบาท แทนที่จะขอเงินก้อนใหญ่ 3–5 ล้านบาทโดยไม่มีแผนใช้เงินรองรับ
หากต้องการขอ สินเชื่อเงินกู้ เพิ่มสำหรับซื้อเครื่องมือหรือรองรับงานก้อนใหญ่ ควรแยกออกจาก OD ให้ชัด เพราะ OD ใช้หมุนระยะสั้น ส่วน Term Loan หรือ Working Capital ใช้สำหรับวัตถุประสงค์ที่มีระยะเวลายาวกว่า
หัวข้อนี้เป็นประสบการณ์จากงานที่ปรึกษาที่ทีมเราเคยเจอจริง โดยปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อรักษาความลับของลูกค้า ธุรกิจเป็นผู้รับเหมางานระบบในอาคารพาณิชย์ มีสัญญางานใหม่มูลค่าประมาณ 8.6 ล้านบาท และต้องการขอ กู้sme แบบไม่มีหลักทรัพย์เพื่อใช้หมุนค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าผู้รับเหมาช่วง
ตอนแรกเจ้าของกิจการประเมินว่าต้องการวงเงินประมาณ 3 ล้านบาท เพราะคิดจากต้นทุนรวมของงานทั้งโครงการ แต่เมื่อเราเอาสัญญา, BOQ, ตารางงวดเงิน และ Statement 12 เดือนมาวางเทียบกันทีละบรรทัด เราพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “วงเงินไม่พอทั้งโครงการ” แต่อยู่ที่ “ช่วงเวลาเงินสดขาดเป็นบางจุด”
สิ่งที่เราสังเกตจากตัวเลขคือ งานนี้แบ่งจ่าย 4 งวด งวดแรกเข้าเมื่อส่งมอบงานช่วงเริ่มต้น แต่ผู้รับเหมาต้องออกค่าวัสดุและค่าแรงก่อนประมาณ 35–45 วัน นอกจากนี้ยังมี Retention 5% ที่ถูกหักไว้จนกว่างานจะครบเงื่อนไข ทำให้เงินที่เห็นในสัญญาไม่เท่ากับเงินสดที่ใช้ได้จริง
ตอนที่ลองคำนวณครั้งแรก เจ้าของกิจการไม่ได้ใส่ 3 รายการนี้เข้าไปใน Cash Flow คือ
เงินประกันผลงานที่ถูกหักไว้
VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กระทบเงินรับสุทธิ
ความล่าช้าของงวดเงินประมาณ 21–30 วันจากขั้นตอนตรวจรับงาน
เมื่อเราใส่ตัวเลขเหล่านี้ลงไป ภาพเปลี่ยนทันที จากเดิมที่ดูเหมือนต้องขอวงเงิน 3 ล้านบาท กลายเป็นว่าช่องว่างเงินสดจริงอยู่ในช่วงประมาณ 1.2–1.5 ล้านบาทในเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 ของโครงการ
เราจึงแนะนำให้เปลี่ยนจากการขอ สินเชื่อเงินกู้ ก้อนเดียว 3 ล้านบาท เป็นโครงสร้างใหม่ คือใช้วงเงิน OD ประมาณ 1.4 ล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายหน้างาน และกันวงเงิน Working Capital อีกประมาณ 700,000–900,000 บาทสำหรับวัสดุเฉพาะที่ต้องสั่งล่วงหน้า
จากที่เราเห็น การแยกแบบนี้ทำให้แผนดูน่าเชื่อถือกว่า เพราะธนาคารเห็นชัดว่า OD จะถูกใช้ช่วงไหน จะโปะคืนจากงวดเงินใด และวงเงินไม่ได้เกินความจำเป็นของรอบงานจริง
อีกจุดที่ช่วยมากคือ เราให้ลูกค้าทำตาราง “รับ–จ่ายรายไซต์” แยกเป็น 6 ช่อง ได้แก่ งวดงาน, เงินรับตามสัญญา, เงินรับสุทธิหลังหัก Retention, ค่าวัสดุ, ค่าแรง/ผู้รับเหมาช่วง และช่องว่างเงินสดที่ต้องใช้ OD พอจัดแบบนี้ เจ้าของกิจการเองก็เห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่การจับคู่เงินเข้า–เงินออกให้ตรงจังหวะ
บทเรียนจากเคสนี้คือ ผู้รับเหมาที่ต้องการ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ สินเชื่อ sme ไม่มี หลักทรัพย์ 2569 ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ขอวงเงินสูงสุดได้เท่าไร” แต่ควรเริ่มจาก “ไซต์งานนี้ขาดเงินช่วงเดือนไหน ขาดกี่บาท และจะปิดวงเงินคืนจากงวดใด” คำตอบแบบนี้ทำให้แผนสินเชื่อดูเป็นธุรกิจจริง ไม่ใช่การขอเงินกู้แบบกว้าง ๆ
สัญญา 10 ล้านบาทไม่ได้แปลว่าจะมีเงินสด 10 ล้านบาทเข้าทันที ต้องหักงวดงาน Retention ภาษี และระยะเวลารอตรวจรับก่อนเสมอ
หากรับหลายไซต์พร้อมกัน แต่ใช้บัญชีเดียวโดยไม่แยกต้นทุนแต่ละงาน ธนาคารจะอ่านกระแสเงินสดยาก และเจ้าของกิจการเองก็ไม่รู้ว่างานไหนกำไร งานไหนกินเงินสด
หากปัญหาคือเงินรอเบิกงวด การใช้ OD หรือวงเงินหมุนเวียนอาจเหมาะกว่าเงินก้อนผ่อนยาว เพราะเมื่อเบิกงวดได้ควรโปะคืนเพื่อลดดอกเบี้ย
งานก่อสร้างมักมีความเสี่ยงจากการตรวจรับล่าช้า เอกสารไม่ครบ หรือผู้ว่าจ้างจ่ายช้ากว่าแผน หากไม่เผื่อ Buffer 10–20% กระแสเงินสดอาจตึงทันที
หากมีเพียง Statement แต่ไม่มีสัญญา BOQ ใบรับรองงาน หรือเอกสารเบิกงวด ผู้ให้กู้อาจประเมินความเสี่ยงสูงกว่าที่ควร
ก่อนยื่น สินเชื่อsme แบบไม่มีหลักทรัพย์ ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อม
สัญญาจ้างก่อสร้าง
BOQ หรือรายละเอียดต้นทุนงาน
TOR หรือขอบเขตงาน
ตารางงวดงานและงวดเงิน
ใบรับรองงานงวด หรือ Payment Certificate
หลักฐานการเบิกงวดย้อนหลัง 6–12 เดือน
เอกสารแสดง Retention หรือเงินประกันผลงาน
Statement 6–12 เดือน
งบการเงิน 2–3 ปี หากมี
ภ.พ.30 หรือเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง
Aging ลูกหนี้–เจ้าหนี้
ประมาณการกระแสเงินสด 12 เดือน
รายการภาระหนี้เดิม
แผนใช้เงินกู้ แยกตามไซต์งานหรือโครงการ
หากเอกสารเหล่านี้สอดคล้องกัน โอกาสอธิบายความสามารถชำระหนี้จะดีขึ้น เพราะผู้ให้กู้เห็นทั้งงานที่มีอยู่ เงินที่จะเข้า และต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อน
ได้ หากธุรกิจมีรายรับจริง มีเอกสารงานชัดเจน มี Statement สม่ำเสมอ และสามารถอธิบายได้ว่าเงินกู้จะใช้หมุนงานใด มีแหล่งชำระคืนจากงวดเงินใด
หากปัญหาหลักคือเงินขาดระหว่างรอเบิกงวด OD มักเหมาะกว่า เพราะใช้และคืนตามรอบเงินสดได้ แต่ถ้าต้องซื้อเครื่องมือหรือรองรับงานก้อนใหญ่ อาจใช้ Working Capital หรือ Term Loan ร่วมด้วย
ธนาคารมักดูสัญญาจ้าง BOQ ตารางงวดงาน ใบรับรองงานงวด Retention ประวัติการรับเงิน Statement ภาระหนี้เดิม และประมาณการกระแสเงินสดของแต่ละโครงการ
Retention ทำให้เงินรับจริงน้อยกว่ามูลค่างานตามสัญญาในช่วงระหว่างโครงการ หากไม่คำนวณไว้ล่วงหน้า ธุรกิจอาจประเมินเงินสดสูงเกินจริงและขอวงเงินผิดโครงสร้าง
สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง การมีสัญญางานมูลค่าสูงไม่ได้แปลว่าธุรกิจมีเงินสดพร้อมใช้ทันที เพราะยังมีต้นทุนหน้าไซต์ รอบตรวจรับงาน เงินประกันผลงาน และความล่าช้าของงวดเงินที่ต้องบริหาร
การขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจึงควรเริ่มจากการคำนวณรอบเงินสดของแต่ละโครงการ ไม่ใช่เริ่มจากวงเงินที่อยากได้ หากช่องว่างเงินสดเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ วงเงิน OD หรือ Revolving Credit อาจเหมาะกว่าเงินก้อนระยะยาว แต่หากต้องลงทุนเครื่องมือหรือรองรับงานก้อนใหญ่ อาจใช้ Working Capital หรือสินเชื่อเงินกู้ร่วมกันได้
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “จะกู้ได้เท่าไร” แต่คือ “วงเงินแบบไหนทำให้ไซต์งานเดินต่อได้ โดยไม่ทำให้ภาระผ่อนหนักเกินกระแสเงินสดจริง”
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา