เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 10 เมษายน 2569
ถ้าคุณกำลังมองหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือกำลังวางแผน กู้ SME เพื่อเพิ่ม เงินทุน ให้กิจการ สิ่งที่ธนาคารอยากเห็นไม่ใช่แค่ยอดขายหรือกำไรในกระดาษเท่านั้น แต่คือ Business Plan ที่อธิบายได้ชัดว่า ธุรกิจของคุณจะใช้เงินไปทำอะไร สร้างรายได้กลับมาอย่างไร และมีความสามารถในการผ่อนชำระจริงแค่ไหน
เจ้าของกิจการจำนวนมากเข้าใจว่า ถ้าต้องการ สินเชื่ออนุมัติง่าย ก็แค่เตรียมเอกสารให้ครบแล้วรอยื่น แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ทำให้อนุมัติง่ายขึ้นจริงคือ “แผนธุรกิจที่เล่าเรื่องตรงกันทั้งรายได้ ต้นทุน กระแสเงินสด และวัตถุประสงค์การใช้เงิน” เพราะเมื่อธนาคารเห็นภาพเดียวกันตั้งแต่ต้น โอกาสขอ สินเชื่อเงินกู้ ให้ผ่านก็จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้จะพาคุณดูวิธีสร้าง Business Plan สำหรับใช้ยื่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ โดยเน้นทั้งมุมมองการเงิน มุมมองธนาคาร และมุมมองเจ้าของกิจการที่ต้องการ เงินทุนหมุนเวียน หรือเงินลงทุนไปต่อยอดธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “ธุรกิจนี้ขายดีไหม” แต่พิจารณาว่า “ธุรกิจนี้มีระบบคิดทางการเงินดีพอไหม” ด้วย
Business Plan ที่ดีช่วยตอบคำถามสำคัญ 4 เรื่องพร้อมกัน คือ
ธุรกิจทำเงินจากไหน
ต้องใช้เงินทุนเท่าไร
เงินที่ขอไปจะสร้างรายได้กลับมาเมื่อไร
ถ้ายอดขายไม่เป็นไปตามแผน ธุรกิจยังรับมือได้หรือไม่
นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายราย แม้รายได้ดี แต่ขอสินเชื่อไม่ผ่าน เพราะอธิบายการใช้เงินไม่ชัด ขณะที่บางรายรายได้ยังไม่ใหญ่มาก แต่มีแผนชัดเจน จึงมีโอกาสได้รับ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือ สินเชื่ออนุมัติง่าย มากกว่า
เปิดด้วยภาพรวมธุรกิจแบบกระชับ
ควรตอบให้ได้ว่า ธุรกิจของคุณขายอะไร ลูกค้าหลักคือใคร รายได้มาจากช่องทางไหน และกำลังต้องการ เงินทุน เท่าไร
สิ่งสำคัญคืออย่าเขียนกว้างเกินไป เช่น “ต้องการเงินเพื่อขยายกิจการ” แต่ควรเขียนให้ชัดว่า
ต้องการ เงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับรอบเก็บเงินลูกค้าที่นานขึ้น
ต้องการเงินซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
ต้องการวงเงินเพื่อรับงานล็อตใหญ่ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อแล้ว
ธนาคารอยากรู้ว่าคุณกำลังแก้ปัญหาอะไร และเงินก้อนนี้จะสร้างโอกาสใหม่อย่างไร
ยิ่งอธิบายได้ว่า
ตอนนี้ติดคอขวดตรงไหน
ถ้าได้วงเงินแล้วจะแก้ได้อย่างไร
หลังจากนั้นยอดขายหรืออัตรากำไรจะดีขึ้นตรงไหน
Business Plan ก็จะน่าเชื่อถือขึ้น
ส่วนนี้ต้องตอบให้ชัดว่า รายได้เกิดจากอะไรบ้าง เช่น
รายได้จากลูกค้าประจำ
รายได้จากการรับงานโครงการ
รายได้จากตัวแทนจำหน่าย
รายได้ตามฤดูกาล
ถ้าธุรกิจมีรายได้หลายทาง ให้แยกสัดส่วนออกมา ธนาคารจะมองเห็นความเสี่ยงได้ชัดขึ้น และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ง่ายขึ้น
ระบุสิ่งที่จะทำหลังได้รับวงเงิน เช่น
เดือนที่ 1 ใช้ซื้อวัตถุดิบ
เดือนที่ 2 เริ่มผลิต
เดือนที่ 3 ส่งมอบสินค้า
เดือนที่ 4 เริ่มรับชำระจากลูกค้า
การเขียนลำดับแบบนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้เห็นว่า สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่ขอมีเป้าหมายชัด ไม่ใช่ขอเผื่อไว้แบบไม่มีแผน
อย่าทำแค่ยอดขายสวย ๆ แต่ต้องมีที่มาของตัวเลข
ควรแยกให้ชัดว่า
ต้นทุนผันแปรมีอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายคงที่มีอะไรบ้าง
กำไรขั้นต้นอยู่ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้ายอดขายโตช้ากว่าคาด จะกระทบอย่างไร
นี่คือจุดที่ทำให้บทความแนวทั่วไปต่างจากบทความที่ใช้ยื่นจริง เพราะการระบุตัวเลขแบบมีเหตุผล จะช่วยให้ธนาคารเห็นว่าธุรกิจของคุณไม่ได้หวังพึ่งโชค แต่มีการคำนวณรองรับแล้ว
ถ้าคุณอยากได้ สินเชื่ออนุมัติง่าย ต้องทำให้ธนาคารเห็นว่า “ผ่อนไหวจริง”
สิ่งที่ควรมีคือ cash flow รายเดือนอย่างน้อย 6–12 เดือน โดยแยก
เงินเข้า
เงินออก
ภาระผ่อนเดิม
ภาระผ่อนใหม่
เงินสดคงเหลือปลายเดือน
ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ขาดกำไร แต่ขาดจังหวะของเงินสด จึงต้องใช้ เงินทุนหมุนเวียน เพื่อพยุงรอบธุรกิจให้เดินต่อได้
ตรงนี้เป็นหัวใจของการขอ สินเชื่อเงินกู้ ให้ผ่าน
หลายกิจการพลาดตรงขอวงเงินแบบ “ก้อนเดียวใช้ทุกเรื่อง” ทั้งที่จริงการใช้เงินแต่ละวัตถุประสงค์ควรเหมาะกับผลิตภัณฑ์ต่างกัน เช่น
ลงทุนทรัพย์สินระยะยาว เหมาะกับสินเชื่อแบบผ่อนระยะยาว
ใช้เสริมสภาพคล่อง เหมาะกับวงเงิน เงินทุนหมุนเวียน
รอเก็บเงินจากลูกค้า เหมาะกับวงเงินที่ออกแบบมาสำหรับลูกหนี้การค้า
เมื่อโครงสร้างวงเงินตรงกับการใช้งาน โอกาสผ่าน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ จะดีกว่าการยื่นแบบรวมทุกอย่างไว้ในคำขอเดียว
หากธุรกิจขายเชื่อและต้องรอเงินจากลูกค้า การใช้สินเชื่อแฟคตอริ่ง
จุดนี้ทำให้ Business Plan ดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันที
คุณควรตอบให้ได้ว่า
ถ้ายอดขายต่ำกว่าคาด 10–20% จะทำอย่างไร
ถ้าต้นทุนเพิ่มขึ้น จะคุมส่วนไหนก่อน
ถ้าลูกค้าจ่ายช้า จะใช้เงินสำรองจากจุดไหน
ถ้างานขยายช้ากว่ากำหนด จะเลื่อนการลงทุนส่วนไหนได้บ้าง
ธนาคารไม่ได้กลัวธุรกิจที่มีความเสี่ยง แต่กลัวธุรกิจที่ “ไม่รู้ว่าตัวเองเสี่ยงอะไร”
หนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยมากคือ ควรขอ เงินทุนหมุนเวียน เท่าไรถึงจะเหมาะ
หลักคิดง่าย ๆ คือ ให้ดูช่วงเวลาที่เงินสดของธุรกิจต้องจมอยู่ในระบบ
สูตรตั้งต้นที่ใช้ได้คือ
เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ = ลูกหนี้การค้า + สต็อกสินค้า - เจ้าหนี้การค้า
ตัวอย่างเช่น
ต้นทุนขายต่อเดือน 800,000 บาท
ลูกค้าจ่ายเงินเฉลี่ย 45 วัน
ต้องสต็อกของล่วงหน้า 20 วัน
ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 15 วัน
แปลว่าธุรกิจมีช่วงที่ต้องแบกเงินสดเองประมาณ 50 วัน
ถ้าคิดจากต้นทุน 800,000 บาทต่อเดือน เงินที่ควรเตรียมไว้จะอยู่ราว 1.3–1.4 ล้านบาท
การคำนวณแบบนี้ช่วยให้คุณไม่ขอวงเงินต่ำเกินไปจนใช้ไม่พอ และไม่ขอสูงเกินไปจนธนาคารมองว่าไม่สอดคล้องกับกิจกรรมจริงของธุรกิจ
หลังคำนวณเงินทุนหมุนเวียนแล้ว ควรเช็กต่อด้วยว่าค่างวดใหม่จะกดกระแสเงินสดธุรกิจตึงเกินไปไหม เพื่อไม่ให้ขอวงเงินที่ดูพอดีบนกระดาษ แต่ตึงเกินไปในเดือนที่รายได้แผ่ว
ถ้าสรุปแบบตรงที่สุด ธนาคารอยากเห็น 5 เรื่องนี้
ไม่ใช่ตัวเลขคาดการณ์ลอย ๆ แต่เชื่อมโยงได้กับยอดขายเดิม ใบสั่งซื้อ ลูกค้าประจำ หรือสัญญาที่กำลังจะรับรู้รายได้
แม้รายได้จะดี แต่ถ้าค่างวดสูงเกินไป ธนาคารก็ยังลังเล
ถ้าคุณอยากเช็กให้ชัดว่าภาระผ่อนหนักเกินไปหรือไม่ ลองอ่านเพิ่มว่าDSR คืออะไร
วงเงินที่ดีต้องสอดคล้องกับขนาดรายได้ รอบธุรกิจ และวัตถุประสงค์การใช้เงิน
งบการเงิน สเตทเมนต์ ภาษี เอกสารลูกค้า และ Business Plan ควรสอดคล้องกัน
เจ้าของกิจการที่คิดเผื่อกรณีแย่ไว้ล่วงหน้า มักได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า
ลองคำนวณค่างวดสินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ก่อนยื่นจริง
หัวข้อนี้เป็นต้นฉบับสไตล์ประสบการณ์ตรงสำหรับนำไปปรับด้วยเคสจริงของทีมคุณ
ในเคสหนึ่งที่ฉันลองช่วยเจ้าของกิจการค้าส่งวัตถุดิบอาหารเตรียมเอกสารเพื่อขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ตอนแรกเขาตั้งใจขอวงเงิน 3 ล้านบาท เพราะรู้สึกว่า “ขอเผื่อไว้ก่อน ดีกว่าขอไม่พอ” แต่พอเราไล่ดูสเตทเมนต์ย้อนหลัง 12 เดือนจริง ๆ สิ่งที่เห็นไม่ใช่ธุรกิจขาดรายได้ แต่เป็นปัญหาเรื่องจังหวะเงินสดมากกว่า
จากที่ฉันสังเกต รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ประมาณ 1.6 ล้านบาท กำไรขั้นต้นไม่ได้แย่ แต่รอบรับชำระจากลูกค้าอยู่ที่ 40–50 วัน ขณะที่ซัพพลายเออร์ให้เครดิตแค่ 15 วัน นั่นทำให้ทุกครั้งที่รับงานล็อตใหญ่ ธุรกิจต้องควักเงินตัวเองลงไปก่อนเกือบเดือนครึ่ง
ตอนที่ลองทำตารางกระแสเงินสดใหม่ ฉันเจอข้อผิดพลาด 3 อย่างชัดมาก
อย่างแรกคือ เขารวมเงินซื้อรถส่งของใหม่ไว้ในก้อนเดียวกับ เงินทุนหมุนเวียน
อย่างที่สองคือ เขาใส่ยอดขายโตขึ้นทันทีหลังได้เงิน ทั้งที่รอบจริงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 เดือน
อย่างที่สามคือ เขาไม่ได้เผื่อ VAT และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เกิดขึ้นทุกเดือน ทำให้แผนเดิมดูสวย แต่เงินสดจริงติดลบเร็วมาก
พอปรับใหม่ เราแยกคำขอออกเป็น 2 ส่วน คือ
วงเงิน เงินทุนหมุนเวียน 900,000 บาท สำหรับรับออเดอร์และหมุนสต็อก
วงเงินลงทุน 1,200,000 บาท สำหรับรถส่งของ โดยให้ระยะผ่อนยาวกว่าเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือ ภาพของแผนดูสมจริงขึ้นมาก
ก่อนปรับ แผนเดิมทำให้เงินสดปลายเดือนติดลบลึกสุดประมาณ 420,000 บาท
หลังปรับ โครงสร้างเงินสดติดลบลึกสุดเหลือราว 80,000–100,000 บาทในช่วงเริ่มต้น และกลับมาเป็นบวกได้เร็วขึ้น
สิ่งที่ฉันจำได้ดีจากเคสนี้คือ เจ้าของกิจการบอกว่า ตอนแรกเขาคิดว่าธนาคารน่าจะชอบคนที่ขอวงเงินมาก ๆ เพราะดูมีแผนขยายธุรกิจ แต่จากที่เราลองแกะตัวเลขกันจริง ๆ ธนาคารกลับมั่นใจกับคนที่ “ขอเท่าที่จำเป็นและอธิบายได้ละเอียด” มากกว่า
เคสนี้สอนฉันชัดว่า การขอ สินเชื่ออนุมัติง่าย ไม่ได้เริ่มจากการหาว่าธนาคารไหนปล่อยง่ายที่สุด แต่เริ่มจากการทำให้คำขอของเราดูสมเหตุสมผลที่สุดก่อน
ก่อนยื่นจริง ลองเช็ก 7 ข้อนี้
มี Business Plan ฉบับสั้นที่อ่านแล้วเข้าใจธุรกิจได้ภายในไม่กี่นาที
ระบุชัดว่าขอ เงินทุน ไปทำอะไร
แยกเงินลงทุนกับ เงินทุนหมุนเวียน ออกจากกัน
มี cash flow 6–12 เดือน
มีแผนกรณียอดขายต่ำกว่าคาด
เอกสารงบการเงิน สเตทเมนต์ และแผนธุรกิจสอดคล้องกัน
วงเงินที่ขอสัมพันธ์กับรายได้และความสามารถในการผ่อน
สินเชื่อเพื่อธุรกิจ จะพิจารณาจากศักยภาพของกิจการ กระแสเงินสด วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเอกสารทางธุรกิจเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลจะพิจารณารายได้บุคคลและภาระหนี้ส่วนตัวมากกว่า
เริ่มจากทำ Business Plan ที่ตอบให้ชัดว่าใช้เงินไปทำอะไร รายได้จะกลับมาเมื่อไร และผ่อนจากกระแสเงินสดก้อนได้อย่างไร
ควรคำนวณจากรอบลูกหนี้ สต็อก และเจ้าหนี้ ไม่ควรเดาจากความรู้สึก เพราะถ้าขอน้อยเกินไปจะใช้ไม่พอ และถ้าขอมากเกินไปอาจถูกมองว่าไม่สมเหตุสมผล
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทวงเงิน ขนาดธุรกิจ ความแข็งแรงของรายได้ และนโยบายของผู้ให้กู้
แบบผ่อนเหมาะกับการลงทุนที่มีอายุใช้งานยาว ส่วนวงเงินหมุนเวียนเหมาะกับการใช้เสริมสภาพคล่องในรอบธุรกิจประจำวัน
ถ้าธุรกิจของคุณมีจังหวะที่ต้องจ่ายก่อนเงินเข้า วงเงินแบบสินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน
ถ้าคุณต้องการ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ให้ผ่านง่ายขึ้น อย่ามอง Business Plan เป็นแค่เอกสารประกอบการยื่นกู้ แต่ให้มองว่าเป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่า ธุรกิจของคุณเข้าใจทั้งรายได้ ต้นทุน ความเสี่ยง และแผนใช้ เงินทุน อย่างแท้จริง
เมื่อแผนธุรกิจชัด วงเงินที่ขอสอดคล้องกับความจริง และตัวเลขทุกส่วนเล่าเรื่องเดียวกัน โอกาสในการ กู้ SME หรือขอ สินเชื่ออนุมัติง่าย ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา