เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 16 มิถุนายน 2569
สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการสมัครสินเชื่อ SME แต่ไม่มีบ้าน ที่ดิน หรือหลักทรัพย์มาค้ำประกัน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “มีสินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์หรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า ธุรกิจของเรามีลักษณะรายได้แบบไหน เงินเข้าออกอย่างไร และผู้ให้สินเชื่อจะอ่านความสามารถชำระคืนจากข้อมูลใด
บทความนี้เป็นคู่มือหน้าลูกของหัวข้อ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะเน้นมุม “แยกตามประเภทธุรกิจ” เช่น ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจนำเข้าส่งออก ธุรกิจรับเหมา และธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อให้เจ้าของกิจการเห็นภาพว่า หากไม่มีหลักประกัน ควรเตรียมข้อมูลแบบไหนให้ตรงกับธุรกิจของตัวเอง
จากมุมมองงานที่ปรึกษาสินเชื่อ สิ่งที่พบได้บ่อยคือ เจ้าของกิจการหลายรายเริ่มต้นจากคำว่า “อยากได้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน” แต่ยังไม่ได้แยกให้ชัดว่าธุรกิจของตัวเองควรถูกประเมินจากอะไร ธุรกิจบริการอาจต้องเน้น Statement และสัญญาบริการ ร้านอาหารอาจต้องเน้นยอดขายรายวันและต้นทุนวัตถุดิบ ธุรกิจซื้อมาขายไปต้องอธิบายรอบสต๊อก ส่วนธุรกิจรับเหมาต้องชี้ให้เห็นงวดงานและรอบรับเงิน หากเตรียมข้อมูลผิดมุม แม้ธุรกิจมีรายได้จริง ก็อาจทำให้ผู้ให้สินเชื่ออ่านธุรกิจได้ยาก
อ่านภาพรวมที่ คู่มือ “สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2568” และ เช็กคุณสมบัติของฉัน | เช็กลิสต์เอกสาร
สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คือสินเชื่อที่ไม่ได้ใช้บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินหลักเป็นหลักประกันหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงื่อนไขอื่น ผู้ให้สินเชื่อยังต้องพิจารณารายได้ กระแสเงินสด Statement ภาระหนี้ ประวัติการชำระ และวัตถุประสงค์การใช้เงินประกอบกัน
เหตุผลที่ต้องดูประเภทธุรกิจก่อน เพราะธุรกิจแต่ละแบบมี “หลักฐานความน่าเชื่อถือ” ไม่เหมือนกัน ธุรกิจบริการอาจไม่มีสต๊อกให้ดู แต่มีสัญญาจ้างและรายรับรายเดือน ธุรกิจร้านอาหารมีเงินสดหมุนทุกวัน แต่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงสูง ธุรกิจซื้อมาขายไปมีรอบสต๊อกและเครดิตเทอม ส่วนธุรกิจรับเหมามีงวดงานที่ต้องสำรองจ่ายก่อนรับเงิน
ดังนั้น การสมัครสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้เหมาะกับธุรกิจ ไม่ควรใช้เอกสารชุดเดียวกันแบบกว้าง ๆ แต่ควรเตรียมข้อมูลให้สะท้อนรูปแบบรายได้ของธุรกิจตัวเองมากที่สุด หากต้องการอ่านภาพรวมก่อนว่าไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหมายถึงอะไร เหมาะกับใคร และผู้ให้สินเชื่อพิจารณาอะไรบ้าง สามารถอ่านหน้าแม่เรื่อง สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 ก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้บทความนี้เป็นคู่มือแยกตามประเภทธุรกิจ
ในทางปฏิบัติ สินเชื่อไม่มีหลักประกันหรือ Clean Loan สำหรับธุรกิจมีอยู่จริง แต่ไม่ได้มีให้เลือกมากเท่าสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ และมักมีเงื่อนไขคัดกรองค่อนข้างชัด เช่น อายุธุรกิจ รายได้ย้อนหลัง รายการเดินบัญชี ประวัติชำระหนี้ หรือการเป็นลูกค้าที่ธนาคารมีข้อมูลอยู่แล้ว
สำหรับนิติบุคคล หลายผลิตภัณฑ์มักต้องการประวัติการดำเนินธุรกิจประมาณ 3 ปีขึ้นไป หรืออย่างน้อยต้องมีข้อมูลทางการเงินที่เพียงพอให้ประเมินได้ ขณะที่บางผลิตภัณฑ์อาจเปิดให้กิจการอายุน้อยกว่านั้นได้ แต่ก็มักต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบ เช่น รายได้สม่ำเสมอ เอกสารภาษีชัดเจน หรือมีประวัติธุรกรรมกับธนาคาร
ข้อสังเกตจากการยื่นสินเชื่อคือ คำว่า “ไม่มีหลักประกัน” ไม่ได้แปลว่า “ขอได้ง่ายโดยไม่ต้องพิสูจน์ธุรกิจ” แต่เปลี่ยนจากการใช้ทรัพย์ค้ำ มาเป็นการพิสูจน์ผ่านข้อมูลธุรกิจแทน เช่น Statement รายได้จริง ลูกค้าเดิม สัญญาซื้อขาย และความสามารถชำระคืน ดังนั้น หากธุรกิจยังจดทะเบียนไม่นาน หรือเอกสารยังไม่แข็งแรง ควรเตรียมข้อมูลประกอบให้ละเอียดกว่าธุรกิจที่มีประวัตินานแล้ว
ธุรกิจบริการ เช่น บริษัททำความสะอาด ซ่อมบำรุง เอเจนซี่การตลาด Outsource แรงงาน ขนส่งรายย่อย งานติดตั้ง งานดูแลระบบ หรือบริการ B2B มักไม่มีสต๊อกสินค้าให้ประเมินมากนัก ผู้ให้สินเชื่อจึงมักดูรายได้จาก Statement ความสม่ำเสมอของลูกค้า สัญญาบริการ ใบแจ้งหนี้ และรอบรับเงินจากลูกค้าเป็นหลัก
จุดสำคัญคือ ธุรกิจบริการต้องทำให้รายได้ “พิสูจน์ได้” ไม่ใช่แค่มีเงินเข้าบัญชี หากรับเงินจากลูกค้าหลายช่องทาง ควรรวบรวมหลักฐานให้เชื่อมโยงกัน เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ สัญญาจ้าง รายงานรับชำระ และรายการเดินบัญชีที่สัมพันธ์กับงานจริง
จากประสบการณ์ทำเคสจริง ธุรกิจบริการหลายรายมีรายได้ดี แต่เงินเข้าออกกระจายหลายบัญชี หรือใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ ทำให้ผู้พิจารณาอ่านกระแสเงินสดได้ยาก ทั้งที่กิจการมีลูกค้าประจำและมีงานต่อเนื่อง หากจัด Statement ให้สะท้อนธุรกิจมากขึ้น เช่น แยกบัญชีรับเงินจากลูกค้า ทำสรุปรายรับรายเดือน และแนบสัญญาบริการ จะช่วยให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือขึ้น
ถ้าต้องการอ่านมุมเฉพาะของธุรกิจบริการเพิ่มเติม สามารถดูบทความ สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งอธิบายเรื่องรายได้ที่พิสูจน์ได้และการเตรียมข้อมูลสำหรับธุรกิจบริการโดยเฉพาะ
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี หรือร้านเครื่องดื่ม มักมีเงินหมุนทุกวัน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายถี่ เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ค่าน้ำค่าไฟ และค่าบรรจุภัณฑ์
หากต้องการสมัครสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน ธุรกิจกลุ่มนี้ควรแยกข้อมูลยอดขายให้ชัด เช่น ยอดขายหน้าร้าน ยอดขายผ่านเดลิเวอรี ยอดขายโอนเข้าบัญชี ยอดขายเงินสด และต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยต่อเดือน เพราะผู้ให้สินเชื่อไม่ได้ดูแค่ว่าร้านขายดีหรือไม่ แต่จะดูว่าหลังหักต้นทุนแล้ว ยังเหลือกระแสเงินสดพอรองรับค่างวดหรือไม่
สิ่งที่มักเจอในทางปฏิบัติคือ ร้านอาหารบางร้านมียอดขายสูง แต่ไม่รู้ต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริง หรือไม่ได้แยกเงินสดหน้าร้านออกจากเงินส่วนตัว ทำให้ Statement ดูไม่สะท้อนรายได้จริง หากต้องการให้ธุรกิจอ่านง่ายขึ้น ควรทำสรุปยอดขายรายเดือน แยกช่องทางขาย และแสดงต้นทุนหลัก เช่น Food Cost ค่าแรง และค่าเช่า อย่างน้อย 3–6 เดือนย้อนหลัง
หากเป็นร้านอาหารที่กำลังเริ่มต้นหรือขยายกิจการ สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กสำหรับร้านอาหาร เพื่อดูแนวทางวางแผนเงินก้อน เงินหมุน และเอกสารที่ควรเตรียมสำหรับธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ
ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย สินค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ จุดที่ผู้ให้สินเชื่อมักดูคือรอบสต๊อก สินค้าขายเร็วหรือขายช้า ยอดขายย้อนหลัง เครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์ และเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า
ธุรกิจกลุ่มนี้มักต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อซื้อสินค้าเข้าสต๊อกก่อนขาย หากไม่มีหลักประกัน การอธิบายรอบเงินสดจะสำคัญมาก เช่น ซื้อสินค้าเข้าวันที่เท่าไร ขายออกภายในกี่วัน เก็บเงินจากลูกค้าเมื่อไร และต้องเติมสต๊อกใหม่รอบไหน
จากมุมมองงานที่ปรึกษาสินเชื่อ เคสที่เตรียมข้อมูลได้ดีมักไม่ได้บอกแค่ว่า “ต้องการเงินไปซื้อสินค้า” แต่จะแจกแจงได้ว่าสินค้ากลุ่มใดขายเร็ว สินค้ากลุ่มใดกำไรสูง และวงเงินที่ขอจะช่วยเพิ่มยอดขายอย่างไร เช่น ขอวงเงินเพื่อซื้อสินค้าขายดีเพิ่มในช่วงแคมเปญ ไม่ใช่ซื้อสินค้าทุกประเภทแบบไม่แยกแผน
สำหรับธุรกิจซื้อมาขายไป วงเงินที่เหมาะอาจเป็น OD, Working Capital, สินเชื่อระยะสั้น หรือบางกรณีอาจใช้ Factoring หากมีลูกหนี้การค้าชัดเจน หากต้องการเข้าใจเครื่องมือระยะสั้นเพิ่มเติม สามารถอ่าน สินเชื่อระยะสั้น เพื่อดูว่าควรใช้วงเงินแบบใดให้ตรงกับรอบเงินสด
ธุรกิจนำเข้าส่งออกมีลักษณะพิเศษกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะเงินออกและเงินเข้าไม่ได้เกิดพร้อมกัน ผู้ประกอบการอาจต้องจ่ายค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี หรือค่าใช้จ่ายนำเข้า ก่อนที่จะขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้าได้
หากไม่มีหลักประกัน การใช้เอกสารการค้าเข้ามาช่วยอธิบายธุรกิจจะสำคัญมาก เช่น Purchase Order, Invoice, Bill of Lading, Packing List, L/C, T/R, สัญญาซื้อขาย ประวัติการนำเข้า หรือข้อมูลคู่ค้าต่างประเทศ เอกสารเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นว่าเงินที่ขอเกี่ยวข้องกับดีลการค้าจริง ไม่ใช่การขอวงเงินแบบกว้าง ๆ
ข้อสังเกตจากการยื่นสินเชื่อคือ ธุรกิจนำเข้าบางรายมีออเดอร์จริง แต่ยังอธิบายรอบเงินไม่ได้ เช่น ต้องจ่ายซัพพลายเออร์เมื่อไร สินค้าเข้ามาเมื่อไร ขายให้ใคร และเก็บเงินเมื่อไร ทำให้วงเงินดูเหมือนเสี่ยงกว่าความเป็นจริง หากทำ Timeline ของดีลให้ชัด จะช่วยให้การพิจารณาอ่านง่ายขึ้นมาก
สำหรับธุรกิจนำเข้า บางครั้งการมองหา Clean Loan อย่างเดียวอาจไม่ตรงที่สุด เพราะเครื่องมือ Trade Finance อาจเหมาะกว่า เช่น Import Financing, T/R หรือวงเงินที่อิงกับเอกสารการค้า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Import Financing เงินทุนชำระค่าสินค้านำเข้าสำหรับธุรกิจ SME
ธุรกิจรับเหมา เช่น รับเหมาก่อสร้าง รับเหมางานระบบ รับเหมางานตกแต่ง รับเหมางานภาครัฐ หรือรับเหมาช่วง มักมีปัญหาหลักคือ ต้องสำรองจ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายหน้างานก่อนรับเงินงวดจากผู้ว่าจ้าง
หากไม่มีหลักประกัน สิ่งที่ควรเตรียมคือสัญญาจ้าง รายละเอียดงวดงาน ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา ประมาณการต้นทุนวัสดุ ค่าแรง รายการรับเงินแต่ละงวด และประวัติส่งมอบงานย้อนหลัง เพราะผู้ให้สินเชื่อจะดูว่าธุรกิจมีแหล่งเงินกลับเข้ามาจากสัญญาจริงหรือไม่
สิ่งที่มักเจอในทางปฏิบัติคือ ผู้รับเหมาหลายรายไม่ได้ขาดยอดขาย แต่ติดเงินสดระหว่างทำงาน เพราะต้องจ่ายค่าวัสดุและค่าแรงก่อนรับเงินงวด หากอธิบายงวดงานไม่ชัด ผู้ให้สินเชื่ออาจมองว่าเป็นการขอเงินหมุนทั่วไป ทั้งที่จริงมีสัญญารองรับอยู่แล้ว
สำหรับธุรกิจรับเหมา ควรพิจารณาว่าปัญหาเป็นเงินทุนระยะสั้น เงินทุนหน้างาน หนังสือค้ำประกัน หรือการรอรับเงินงวด หากเป็นงานที่มีใบแจ้งหนี้หรือลูกหนี้การค้าชัดเจน อาจพิจารณา สินเชื่อแฟคตอริ่ง ร่วมด้วย แทนการขอเงินก้อนทั่วไปเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน เพราะบางกรณีแบรนด์แฟรนไชส์มีระบบธุรกิจชัด มีคู่มือการดำเนินงาน มีประวัติสาขาเดิม และมีข้อมูลยอดขายของสาขาตัวอย่าง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แผนธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่อไม่ได้ดูเครดิตของแบรนด์แฟรนไชส์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องดูผู้ลงทุนจริง เช่น เงินลงทุนส่วนตัว ประสบการณ์บริหาร ทำเล สัญญาแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้า ค่าอุปกรณ์ ค่าเช่า ยอดขายคาดการณ์ และความสามารถชำระคืน
จากประสบการณ์ทำเคสจริง จุดที่ช่วยให้แผนแฟรนไชส์ดูแข็งแรงขึ้นคือการแนบข้อมูลจากแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบ เช่น แพ็กเกจลงทุน รายการอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายเปิดร้าน ประมาณการยอดขาย ระยะคืนทุน และเงื่อนไขสัญญา แต่ต้องไม่เขียนเหมือนรับประกันรายได้ เพราะผู้ให้สินเชื่อยังต้องประเมินความเสี่ยงของสาขาใหม่และตัวผู้ลงทุนอยู่ดี
หากต้องการอ่านรายละเอียดเรื่องเงินทุนสำหรับแฟรนไชส์เพิ่มเติม สามารถดูบทความ สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนก่อนยื่น
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น หรือจดทะเบียนยังไม่ถึง 3 ปี การสมัครสินเชื่อไม่มีหลักประกันอาจยากกว่าธุรกิจที่มีประวัตินานแล้ว เพราะผู้ให้สินเชื่อยังมีข้อมูลย้อนหลังไม่มากพอที่จะประเมินความสม่ำเสมอของรายได้
สิ่งที่ควรเตรียมเพิ่มคือ แผนธุรกิจแบบกระชับ รายละเอียดสินค้าและบริการ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ต้นทุนหลัก ช่องทางรายได้ รายการเดินบัญชีที่แยกจากบัญชีส่วนตัว หลักฐานยอดขายจากแพลตฟอร์ม สัญญาคู่ค้า ใบสั่งซื้อ หรือหลักฐานออเดอร์ที่มีอยู่จริง
ข้อสังเกตจากการยื่นสินเชื่อคือ ธุรกิจใหม่ที่อธิบาย “เส้นทางของเงิน” ได้ชัด มักดูน่าเชื่อถือกว่าธุรกิจที่มีแต่ไอเดียหรือประมาณการยอดขาย เช่น อธิบายได้ว่าเงินก้อนนี้จะใช้ซื้ออะไร ใช้เมื่อไร สร้างรายได้กลับมาอย่างไร และจะชำระคืนจากรายได้ส่วนใด
หากเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ควรอ่านเพิ่มเติมที่ ผู้ประกอบการรายใหม่ | สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ เพื่อดูว่าจุดอ่อนของธุรกิจใหม่มักอยู่ตรงไหน และควรเตรียมข้อมูลอย่างไรให้ผู้ให้สินเชื่ออ่านธุรกิจได้ง่ายขึ้น
การไม่มีหลักประกันไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกสินเชื่อรูปแบบเดียว ผู้ประกอบการควรเลือกตามวัตถุประสงค์การใช้เงินและรอบเงินสดของธุรกิจ
ถ้าเป็นเงินที่ต้องใช้หมุนเวียนระยะสั้น เช่น เติมสต๊อก จ่ายค่าวัตถุดิบ หรือรองรับช่วงเงินสดขาดมือ อาจพิจารณา OD หรือ Working Capital โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน
ถ้าเป็นเงินลงทุน เช่น ซื้ออุปกรณ์ ขยายร้าน หรือปรับปรุงสถานที่ อาจเหมาะกับ Term Loan หรือสินเชื่อแบบผ่อนชำระมากกว่า เพราะการลงทุนลักษณะนี้ต้องใช้เวลาคืนทุน ไม่ควรใช้วงเงินระยะสั้นไปแบกรับทั้งหมด
ถ้าเป็นธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้า ใบแจ้งหนี้ หรือเครดิตเทอมชัดเจน อาจพิจารณา Factoring หรือ Invoice Financing เพื่อเปลี่ยนยอดขายเชื่อให้กลับมาเป็นเงินสดเร็วขึ้น
ถ้าปัญหาหลักคือไม่มีหลักทรัพย์หรือหลักประกันไม่พอ อาจพิจารณาสินเชื่อที่มี บสย. ค้ำประกันร่วมด้วย โดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บสย. มีบทบาทสำคัญกับสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างไร
ข้อผิดพลาดแรกคือ ใช้เอกสารแบบเดียวกันกับทุกประเภทธุรกิจ ทั้งที่ผู้ให้สินเชื่ออ่านธุรกิจแต่ละแบบไม่เหมือนกัน ธุรกิจบริการต้องเน้นสัญญาและรายได้ประจำ ร้านอาหารต้องแยกยอดขายและต้นทุน ธุรกิจซื้อมาขายไปต้องอธิบายรอบสต๊อก ธุรกิจรับเหมาต้องแสดงงวดงาน และแฟรนไชส์ต้องอธิบายทั้งแบรนด์และผู้ลงทุน
ข้อผิดพลาดที่สองคือ ขอวงเงินโดยไม่บอกแผนใช้เงินให้ชัด เช่น ระบุเพียงว่า “ใช้หมุนธุรกิจ” แต่ไม่แยกว่าใช้ซื้อสินค้า จ่ายซัพพลายเออร์ ลงทุนอุปกรณ์ หรือรอรับเงินจากลูกค้า
ข้อผิดพลาดที่สามคือ Statement ไม่สะท้อนธุรกิจจริง เช่น รายได้เข้าหลายบัญชี ใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ หรือมีเงินเข้าออกมากแต่ไม่มีเอกสารอธิบายที่มา
ข้อผิดพลาดที่สี่คือ เลือกสินเชื่อผิดประเภท เช่น ใช้เงินทุนหมุนเวียนไปลงทุนระยะยาว หรือขอเงินก้อนใหญ่ ทั้งที่ปัญหาจริงคือรอบเก็บเงินจากลูกค้ายาว
มุมมองจากงานที่ปรึกษาสินเชื่อคือ หลายเคสไม่ได้ติดที่ “ไม่มีหลักประกัน” เพียงอย่างเดียว แต่ติดที่ข้อมูลยังไม่ทำให้เห็นความสามารถชำระคืนชัดพอ หากจัดเอกสารให้ตรงกับประเภทธุรกิจ และเลือกวงเงินให้ตรงกับหน้าที่ของเงิน โอกาสที่ผู้ให้สินเชื่อจะเข้าใจธุรกิจก็จะดีขึ้น
เอกสารพื้นฐานที่ควรเตรียม ได้แก่ Statement ย้อนหลัง เอกสารนิติบุคคลหรือทะเบียนการค้า เอกสารภาษี รายงานยอดขาย ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ สัญญาคู่ค้า รายการลูกหนี้เจ้าหนี้ และแผนใช้เงินแบบกระชับ
สำหรับธุรกิจบริการ ควรเพิ่มสัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ และรายชื่อลูกค้าหลัก สำหรับร้านอาหารควรเพิ่มสรุปยอดขายรายวัน รายเดือน และต้นทุนวัตถุดิบ สำหรับซื้อมาขายไปควรมีรอบสต๊อกและข้อมูลสินค้า สำหรับนำเข้าส่งออกควรมีเอกสารการค้า ส่วนรับเหมาควรมีสัญญางาน งวดงาน และต้นทุนโครงการ
หากยังไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมอะไร สามารถอ่านบทความ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ พิจารณา Statement เพื่อเข้าใจว่าผู้ให้สินเชื่อมักอ่านรายการเดินบัญชีอย่างไร โดยเฉพาะกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
มีโอกาสได้ หากมีรายได้จริงและพิสูจน์ได้จาก Statement สัญญาบริการ ใบแจ้งหนี้ หรือรายรับจากลูกค้าประจำ จุดสำคัญคือทำให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นว่ารายได้มีความต่อเนื่องและเพียงพอต่อการชำระคืน
ควรเตรียมยอดขายหน้าร้าน ยอดขายเดลิเวอรี รายงานรับชำระ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และสรุปกำไรขั้นต้น เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจไม่ได้มีแค่ยอดขาย แต่ยังมีเงินเหลือพอรองรับภาระค่างวด
หากใช้เงินเพื่อเติมสต๊อกหรือรอรอบขาย อาจเหมาะกับ OD, Working Capital หรือสินเชื่อระยะสั้น แต่ถ้ามีลูกหนี้การค้าชัดเจน อาจพิจารณา Factoring ได้ด้วย ควรดูรอบสต๊อกและรอบเก็บเงินเป็นหลัก
ขึ้นอยู่กับลักษณะดีล หากมีเอกสารนำเข้า ส่งออก PO, Invoice, L/C หรือ T/R ชัดเจน เครื่องมือ Trade Finance อาจตรงกว่าการขอ Clean Loan ทั่วไป เพราะผู้ให้สินเชื่อสามารถประเมินจากดีลการค้าได้ชัดขึ้น
ควรเน้นสัญญาจ้าง งวดงาน ใบสั่งซื้อ ต้นทุนวัสดุ ค่าแรง และรอบรับเงินจากผู้ว่าจ้าง เพราะธุรกิจรับเหมามักติดเงินสดระหว่างทำงาน ไม่ใช่ไม่มีรายได้
ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือได้ในบางมุม เช่น ระบบธุรกิจ แบรนด์ คู่มือการดำเนินงาน และข้อมูลสาขาตัวอย่าง แต่ผู้ให้สินเชื่อยังดูผู้ลงทุนจริงเป็นหลัก เช่น เงินลงทุนส่วนตัว ทำเล สัญญาแฟรนไชส์ และความสามารถชำระคืน
บางกรณีอาจมีทางเลือก แต่โดยทั่วไปจะยากกว่าธุรกิจที่มีประวัตินานแล้ว เพราะข้อมูลย้อนหลังยังสั้น ควรเตรียมแผนธุรกิจ Statement หลักฐานยอดขาย สัญญาคู่ค้า หรือออเดอร์จริงให้ชัด เพื่อช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินได้ง่ายขึ้น
การสมัครสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับทุกกิจการ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีวิธีพิสูจน์รายได้ไม่เหมือนกัน ธุรกิจบริการต้องทำให้รายได้ประจำอ่านง่าย ร้านอาหารต้องแยกยอดขายกับต้นทุน ธุรกิจซื้อมาขายไปต้องอธิบายรอบสต๊อก นำเข้าส่งออกต้องใช้เอกสารการค้า รับเหมาต้องแสดงงวดงาน และแฟรนไชส์ต้องอธิบายทั้งแบรนด์และตัวผู้ลงทุน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ที่ไหนไม่ใช้หลักประกัน” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการจัดข้อมูลให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นว่า ธุรกิจทำอะไร รายได้มาจากไหน ต้องการวงเงินเพื่ออะไร และจะชำระคืนจากรายได้ส่วนใด
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง: สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน | สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจบริการ | สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กสำหรับร้านอาหาร | Import Financing | สินเชื่อแฟคตอริ่ง | สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน | เครื่องมือคำนวณสินเชื่อธุรกิจ | ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา