เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 23 มกราคม 2569
การตัดสินใจ “สร้างโรงงาน/ขยายโรงงาน/พัฒนาโครงการลงทุน” เป็นจุดที่หลายกิจการสะดุดไม่ใช่เพราะขาดโอกาสทางธุรกิจ แต่เพราะ เงินก้อนใหญ่ต้องจ่ายก่อน ขณะที่รายได้จริงจะทยอยเข้ามาทีหลัง การเลือก สินเชื่อเงินกู้ ให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ต้นทุนการเงินและเกณฑ์การปล่อยกู้เข้มงวดขึ้นในบางกลุ่ม หากวางโครงสร้างผิด ธุรกิจอาจ “มีงานแต่เงินสดตึง” จนกระทบการเดินไลน์ผลิตและความสามารถในการชำระหนี้
บทความนี้สรุปจากข้อมูลที่คุณให้ (ข้อมูล 1–3) แล้วนำมาวิเคราะห์เป็นภาพรวมเชิงปฏิบัติ ว่า สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะกับการสร้างโรงงานอย่างไร, กรณี หลักประกันไม่พอ ควรเลือกทางไหน (รวมถึง สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน) และแนวคิดการจัด “พอร์ตวงเงิน” ให้เหมาะกับโครงการลงทุน
หน้าหลัก > ความรู้ > สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน > สินเชื่อสำหรับ กู้สร้างโรงงาน พัฒนาโครงการ
ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมีหลักประกัน
เลือกทางเลือกสินเชื่อแบบเร็ว ๆ ไปที่ เลือกสินเชื่อสร้างโรงงาน: ตารางเทียบ + Mini Quiz
ถ้าเพิ่งเริ่ม ให้ดู กู้เงินสร้างโรงงาน เริ่มต้นยังไงดี? คู่มือมือใหม่
ต้องการดอก/เงื่อนไขพิเศษจากรัฐ ดู อัปเดตแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ (ปี 2568)
โครงการอสังหาฯ เพื่อขาย/เช่า ดู สินเชื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ (Project Finance)
แม้ทั้งสองเป้าหมายจะเป็นการลงทุน แต่ธรรมชาติเงินสดต่างกัน
กู้สร้างโรงงาน/ต่อเติมอาคาร/ซื้อที่ดิน+สิ่งปลูกสร้าง
มักเป็นเงินก้อนใหญ่ ระยะเวลาก่อสร้างและเปิดไลน์ผลิตมีช่วง “ยังไม่เกิดรายได้” จึงต้องใช้ สินเชื่อระยะยาว ที่ผ่อนสบายและสามารถพักชำระเงินต้นบางช่วงได้ (ตามเงื่อนไข) พร้อมหลักประกันที่แข็งแรง
สินเชื่อสำหรับพัฒนาโครงการ (Project / Core Asset / Warehouse / Factory)
อาจรวมการ “ซื้อหรือสร้าง” ทรัพย์หลักของบริษัท เช่น โรงงาน โกดัง สำนักงาน หรือทรัพย์ที่เป็นแกนรายได้ (Core Asset) ซึ่งบางธนาคารกำหนดกรอบระยะเวลาผ่อนต่างกันตามประเภททรัพย์ เช่น มีเคสที่ระบุผ่อนสูงสุด 12 ปีสำหรับ “สร้างหรือซื้อโรงงาน/โกดังสินค้า” และสูงสุด 20 ปีสำหรับ Core Asset บางประเภท
หัวใจของทั้งสองแบบคือ “ทำให้ค่างวดสัมพันธ์กับกระแสเงินสดหลังเปิดดำเนินการ” ไม่ใช่แค่ “กู้ได้เท่าไร”
สำหรับงานก่อสร้างและลงทุนทรัพย์ถาวร ตัวเลือกมาตรฐานคือ Term Loan / สินเชื่อเพื่อการลงทุนในธุรกิจ เพราะออกแบบมาให้ผ่อนหลายปีและใช้ได้กับการซื้อ/ปรับปรุงทรัพย์สินถาวร
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์/หมวดสินเชื่อที่เข้ากลุ่มนี้ (ตามข้อมูล 1 และตรวจสอบหน้าอ้างอิง) ได้แก่
ธนาคารกรุงเทพ (BBL) – Term Loan
ระบุว่าใช้ลงทุน/เพิ่มประสิทธิภาพ/ซื้อทรัพย์สินถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และกำหนดระยะเวลากู้ สูงสุด 7 ปี พร้อมระบุหลักประกันได้หลายประเภท
SCB – My Business My Cash
เป็นสินเชื่อแบบใช้หลักประกันเพื่อขยายกิจการ โดยหน้าอ้างอิงระบุวงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท และ “ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี”
กสิกรไทย (KBank) – หมวด “สินเชื่อเพื่อการลงทุนในธุรกิจ”
เป็นหน้ารวมผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนหลายแบบ และมีหมวดย่อยที่ชี้เรื่อง “ผ่อนยาว/วงเงินเยอะ” รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผูกกับมูลค่าหลักประกัน
กรุงไทย (KTB) – สินเชื่อ SME รักกันยาวๆ
หน้าอธิบายระบุว่าใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเพื่อขยายกิจการ รวมถึง “ลงทุน/ซ่อมแซม/ปรับปรุงสินทรัพย์ถาวร”
กรุงศรี (Krungsri) – SME Quick Loan
ระบุว่าเป็นเงินกู้เพื่อธุรกิจ SME แบบกู้ระยะยาว “สูงสุด 12 ปี”
ttb – สินเชื่อธุรกิจที่มีหลักประกัน (ตัวอย่าง Fact Sheet)
มีรายละเอียดชัดว่า “ผ่อนชำระภายใน 12 ปี” ในกรณี “สร้างหรือซื้อโรงงาน/โกดังสินค้า” และยังระบุกรอบ LTV/อัตราดอกเบี้ยตามสัดส่วน LTV
ธนาคารออมสิน (GSB) – สินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย
ระบุวัตถุประสงค์ชัดว่าใช้เป็นทุนหมุนเวียน และ “ลงทุนในทรัพย์สินถาวร”
SME D Bank (ธพว.)
มีการสื่อสารโครงการ/แพ็กเกจสินเชื่อสนับสนุน SME อย่างต่อเนื่อง (เช่น แพ็กเกจดอกเบี้ยพิเศษ/ลดค่าธรรมเนียมช่วงต้นปี)
ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์: กลุ่ม “สร้างโรงงาน” มักมี 2 ความต้องการพร้อมกันคือ (1) เงินก้อนสำหรับทรัพย์ถาวร และ (2) เงินหมุนสำหรับช่วงเริ่มเดินเครื่อง ดังนั้นการยื่นกู้แบบ “ก้อนเดียวรวมทุกอย่าง” อาจทำให้ค่างวดสูงและกินกระแสเงินสดเกินจำเป็น ทางปฏิบัติมักจัดเป็น “พอร์ตวงเงิน” (ดูหัวข้อ 6)
ตามข้อมูล 2 ที่คุณให้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิธีคิดของสถาบันการเงิน: ธนาคารให้ค่าน้ำหนักกับทรัพย์ที่สร้างรายได้จริง (Core Assets) เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (โรงงาน/โกดัง) และเครื่องจักร มากกว่าสินทรัพย์ส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ
ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง: โรงงาน โกดัง อาคารสำนักงาน (มักเป็นหลักประกันหลักของ Term Loan)
เครื่องจักร/อุปกรณ์ผลิต: บางธนาคารรับเป็นหลักประกันได้ หรือใช้แนวทางเช่าซื้อ/ลีสซิ่งแยกต่างหาก (เพื่อไม่กด LTV ของที่ดิน)
เงินฝากประจำ/พันธบัตร: พบได้ในบางแพ็กเกจธุรกิจ
กฎหมายนี้เปิดทางให้ใช้ทรัพย์สินทางธุรกิจเป็นหลักประกันได้หลากหลายขึ้น เช่น สิทธิเรียกร้อง, เครื่องจักร, สินค้าคงคลัง/วัตถุดิบ, กิจการ ฯลฯ
ประโยชน์เชิงกลยุทธ์: สำหรับกิจการที่ “มีงาน มีคำสั่งซื้อ มีสต็อก” แต่ที่ดินไม่มาก การวางหลักประกันแบบผสม (ตามที่สถาบันการเงินรองรับ) ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติและลดการพึ่งหลักทรัพย์อย่างเดียว
LTV (Loan-to-Value) คือสัดส่วนวงเงินกู้เทียบกับมูลค่าหลักประกัน ธนาคารบางแห่งแสดงกรอบ LTV ชัดในเอกสารผลิตภัณฑ์ เช่น ตัวอย่าง ttb แบ่งช่วง ≤60% และ >60–80% เพื่อกำหนดเงื่อนไข/อัตราดอกเบี้ย
ดังนั้นในทางปฏิบัติ มูลค่าประเมินทรัพย์ มีผลโดยตรงต่อวงเงินที่ธนาคารปล่อยได้ หากโครงการต้องใช้เงินมากกว่าวงเงินที่ LTV รองรับ ธุรกิจจำเป็นต้อง “เติมส่วนต่าง” ด้วยเงินทุนของบริษัท หรือใช้โครงสร้างสินเชื่อหลายก้อน (เช่น แยกเครื่องจักรไปเช่าซื้อ)
หมายเหตุ: ข่าว/ประกาศ LTV ของ ธปท. ที่คนคุ้นเคยส่วนใหญ่เป็น “สินเชื่อที่อยู่อาศัย” (บ้าน/คอนโด) ซึ่งกรอบและเหตุผลต่างจากทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่ช่วยให้เข้าใจแนวคิดว่า LTV เป็นเครื่องมือกำกับมาตรฐานการปล่อยกู้
ข้อมูล 3 ของคุณชี้ประเด็นสำคัญถูกต้อง: สินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ “มีอยู่จริง” แต่ วงเงินมักจำกัด และเหมาะเป็น “ตัวช่วยเสริม” มากกว่าทุนหลักของโครงการสร้างโรงงาน
ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จากหน้าอ้างอิง:
กรุงไทย – สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก (ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน)
ระบุว่า กรณีไม่มีหลักประกัน ขอกู้ได้สูงสุด 3 ล้านบาท และ “มี บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงิน”; ส่วนกรณีมีหลักประกัน วงเงินรวมเพิ่มได้สูงสุด 20 ล้านบาท
ข้อจำกัดที่ต้องรับรู้ก่อนใช้สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในงาน “กู้สร้างโรงงาน”
วงเงินไม่สอดคล้องกับ CAPEX: ค่าก่อสร้าง+ระบบโรงงานมักเกินหลักล้านระดับต้นอย่างรวดเร็ว
ต้นทุนดอกเบี้ยมักสูงกว่า เมื่อเทียบกับสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เพราะความเสี่ยงสูงกว่า)
ธนาคารยังคาดหวังการค้ำประกันส่วนบุคคล ในหลายกรณี (โดยเฉพาะผู้ถือหุ้น/ผู้มีอำนาจลงนาม) แม้ไม่มีหลักทรัพย์ก็ตาม — เป็นเรื่องที่ควรอ่านเงื่อนไขสัญญาอย่างละเอียดก่อนลงนาม
นี่คือโครงสร้างที่มักทำให้เงินกู้ “ทำงานได้จริง” และค่างวดไม่บีบกิจการเกินไป
ก้อนที่ 1: Term Loan / Investment Loan สำหรับที่ดิน/อาคาร/งานก่อสร้าง (ทรัพย์ถาวร)
ก้อนที่ 2: เครื่องจักรใช้ “เช่าซื้อ/ลีสซิ่ง” หรือสินเชื่อเฉพาะเครื่องจักร
เหตุผล: เครื่องจักรสามารถเป็นหลักประกันของตัวเองได้ และช่วยไม่ให้ LTV ของที่ดินถูกใช้จนเต็มตั้งแต่แรก (ในมุมบริหารความสามารถในการกู้เพิ่ม)
สำหรับโรงงานที่ต้องสต็อกวัตถุดิบ/จ่ายค่าแรง/ค่าสาธารณูปโภคก่อนเก็บเงินลูกค้า ให้กันวงเงินหมุนเวียนไว้ต่างหาก เช่น OD หรือวงเงินเสริมสภาพคล่อง (แต่ควรกำหนดเพดานใช้จริงและมีวินัยในการปิดยอด)
แม้บทความนี้ไม่ลงรายละเอียดทุกโครงการ แต่ควรรู้ว่า “ค้ำประกันภาครัฐ” เป็นกลไกที่ช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่หลักประกันไม่เต็ม
บสย. Quick Big Win มีข่าวประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าการค้ำประกันและการผลักดันวงเงินค้ำประกันรวมระดับหมื่นล้าน/หลายหมื่นล้านตามแผนโครงการ
SME Green Productivity มีข่าวภาครัฐช่วงต้นปี 2569 ที่กล่าวถึงการขยาย/ต่ออายุโครงการและ “เพิ่มวงเงินต่อราย” (เหมาะกับกิจการที่ลงทุนปรับเครื่องจักร/ยานพาหนะไปทางประหยัดพลังงาน)
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ: หากคุณอยู่ในเงื่อนไขโครงการค้ำประกันหรือโครงการดอกเบี้ยสนับสนุน ให้ใช้ “โครงการ” เป็นตัวเสริมโอกาสอนุมัติ แต่ยังต้องทำการบ้านเรื่องเอกสาร/กระแสเงินสด เพราะธนาคารยังพิจารณาความสามารถชำระหนี้เป็นหลัก
เพื่อให้การ กู้sme สำหรับสร้างโรงงาน/พัฒนาโครงการมีโอกาสผ่านสูงขึ้น ควรเตรียม 4 ส่วนนี้ให้พร้อม
สcope โครงการและงบลงทุน (CAPEX) แบบแจกแจง
แยกค่าก่อสร้าง, ระบบไฟ/สาธารณูปโภค, เครื่องจักร, ค่าออกแบบ/ขออนุญาต, เงินสำรองฉุกเฉิน
แผนกระแสเงินสดหลังเปิดดำเนินการ
โชว์เดือนที่เริ่มผลิตจริง, ramp-up กำลังการผลิต, จุดคุ้มทุน และความสามารถชำระหนี้
หลักประกันและเอกสารทรัพย์
โฉนด/เอกสารสิทธิ, ใบอนุญาต/แบบแปลน (เท่าที่มี), รายการเครื่องจักร, และพิจารณาทางเลือกหลักประกันตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ หากเหมาะสม
โครงสร้างวงเงินให้สัมพันธ์กับสินทรัพย์
ใช้หลัก “อาคาร = เงินกู้ระยะยาว, เครื่องจักร = เช่าซื้อ/วงเงินเฉพาะ, หมุนเวียน = วงเงินระยะสั้น” เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและไม่ล็อกวงเงินผิดประเภท
โครงการ “กู้สร้างโรงงาน” มักเหมาะกับ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประเภท Term Loan/Investment Loan (ตัวอย่าง BBL, SCB, KBank, KTB, Krungsri, ttb และฝั่งรัฐอย่าง GSB/SME D Bank)
กรณีหลักประกันไม่พอ ให้ใช้ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็น “วงเงินเสริม” (เช่น กรณีกรุงไทยที่ระบุวงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทเมื่อไม่มีหลักประกันและมี บสย. ค้ำประกัน) มากกว่านำมาเป็นทุนหลักของโรงงาน
การวางโครงสร้างวงเงินแบบ “แยกก้อน” จะช่วยให้ค่างวดไม่บีบกระแสเงินสด และทำให้โรงงานเดินเครื่องได้ต่อเนื่องในปี 2569
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เชิงการศึกษาเกี่ยวกับการเลือกโครงสร้างสินเชื่อสำหรับ “กู้สร้างโรงงาน/ขยายโรงงาน/พัฒนาโครงการ” ในปี 2569 ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล เงื่อนไขสินเชื่อ (เช่น วงเงิน ระยะเวลาผ่อน อัตราดอกเบี้ย หลักประกัน และค่าธรรมเนียม) อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน คุณสมบัติผู้กู้ และการประเมินความเสี่ยงของโครงการ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลจากหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์หรือเอกสารทางการของธนาคาร และพิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำสัญญาเงินกู้
หมายเหตุ: เงื่อนไขสินเชื่อ/วงเงิน/ระยะเวลาผ่อน/อัตราดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์หรือเอกสารทางการของแต่ละสถาบันการเงินก่อนตัดสินใจ
1) หน้าแนะนำผลิตภัณฑ์สินเชื่อ (ธนาคารพาณิชย์)
ธนาคารกรุงเทพ (BBL) – Term Loan / เงินกู้ระยะยาว • SCB – My Business My Cash • กสิกรไทย (KBank) – หมวดสินเชื่อเพื่อการลงทุนในธุรกิจ • กรุงไทย (KTB) – SME รักกันยาวๆ • กรุงศรี (Krungsri) – SME Quick Loan • ttb – สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักประกัน/Fact Sheet (กรณีสร้างหรือซื้อโรงงาน/โกดัง)
2) ธนาคารรัฐ/เฉพาะกิจ
ธนาคารออมสิน (GSB) – สินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย • SME D Bank (ธพว.) – หน้ารวมผลิตภัณฑ์/โครงการสินเชื่อ
3) กฎหมาย/แนวทางหลักประกันทางธุรกิจ
พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 (และเอกสารอธิบายจากแหล่งข้อมูลทางการ)
เกี่ยวกับผู้เขียน
สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบัน Financial Advisor เชี่ยวชาญการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ
ยืนยันตัวตน/ผลงาน:ThaiMOOC Profile|LinkedIn
ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management