ถ้า “ไม่มีหลักทรัพย์” ธนาคารดูอะไรแทน (เกณฑ์พิจารณาหลักปี 2569)
ในเชิงปฏิบัติ ธนาคารกำลัง “ดูแทนหลักทรัพย์” ด้วย 5 แกนนี้
1) งบการเงินและบัญชีที่โปร่งใส
งบต้องสะท้อนกำไรจริง รายได้ไม่แกว่งแบบอธิบายไม่ได้ อัตรากำไรขั้นต้น/EBITDA สม่ำเสมอ และไม่มีรายการผิดปกติที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งคำถามยาว ๆ
2) กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ (Cash Conversion Cycle)
จุดที่ธนาคารให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “เงินสดเดินจริงไหม”
เก็บเงินลูกหนี้ได้ตามเครดิตเทอม
เจ้าหนี้ไม่ค้างยาวแบบผิดธรรมชาติ
สต๊อกไม่บวม
เพราะนี่คือภาพสะท้อนความเสี่ยงสภาพคล่องแบบตรงจุด
3) วินัยเครดิตของบริษัทและผู้บริหาร
ปี 2569 สัญญาณจากฝั่งนโยบาย/รายงานสะท้อนว่า ธนาคารระวังความเสี่ยงเครดิตมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่ง SME
ดังนั้น ประวัติชำระหนี้ ภาระหนี้รวม และความสม่ำเสมอในการชำระ จะถูกดูละเอียดกว่าเดิม
4) ความสามารถชำระหนี้ (เช่น DSCR) และ “กันชน” ที่พอ
คุณไม่จำเป็นต้องโชว์ตัวเลขสวยเว่อร์ แต่ควรมี Headroom เผื่อกรณีรายได้สะดุด/ต้นทุนขึ้น
(แนวคิดเดียวกับการเตรียมตัวไม่ให้ผิด Covenant โดยไม่ตั้งใจ)
ตัวเลข 3 ชุดที่ธนาคารมักถาม (และผมใช้เช็กก่อนยื่นเสมอ)
DSCR (แนวคิด) = เงินสดที่ใช้ชำระหนี้ต่อปี ÷ ภาระชำระหนี้ต่อปี
ความหนาแน่นของกระแสเงินสด: เงินเข้า–ออกใน Statement “สอดคล้องกับรายได้ในงบ” แค่ไหน
รอบเงินสด (Cash Conversion Cycle แบบใช้งานจริง)
ตัวอย่างภาพจำ (สมมติให้เห็นภาพ)
ถ้ากิจการมี “เงินสดพร้อมชำระหนี้” ปีละ 18 ล้านบาท และภาระชำระหนี้รวมปีละ 12 ล้านบาท → DSCR ≈ 1.5
ในมุมที่ปรึกษา ผมจะกัน “Headroom” ไว้ก่อนยื่นเสมอ เช่น สมมติยอดขายตกชั่วคราว 10–15% DSCR ยังไม่ต่ำจนทำให้ธนาคารกังวลหรือเสี่ยงผิด Covenant
ธนาคารอยากเห็นว่าเงินกู้จะไปทำอะไร แล้ว “คืนเงิน” กลับมายังไง:
วิธีที่ผมเช็ก “สุขภาพสินเชื่อ” ก่อนยื่น
ก่อนจะรีบยื่น สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 หรือมองหาทางลัดแบบ สินเชื่อเงินด่วน/กู้เงินด่วน ผมมักเริ่มจากการเช็ก 5 อย่างนี้ก่อน เพื่อประเมินว่า “ธนาคารจะติดตรงไหน” และเตรียมคำตอบให้จบในรอบเดียว
ยอดขาย 12 เดือนล่าสุด: มีฤดูกาลชัดไหม เดือนที่ตกเกิดจากอะไร
Statement 6–12 เดือน: เงินเข้าออกหลัก ๆ ตรงกับรายได้จริงหรือมีเงินหมุนที่อธิบายยาก
Aging ลูกหนี้/เจ้าหนี้: ลูกหนี้ค้างนานเกินเครดิตเทอมกี่ % และกระทบเงินสดแค่ไหน
ภาพรวมภาระหนี้ทั้งหมด: หนี้ที่มีอยู่ + ภาระผ่อนจริงต่อเดือน (อย่าดูแค่ยอดคงค้าง)
แผนใช้เงิน 1 หน้า: เงินกู้จะไปทำอะไร และจะทำให้ “เงินสดกลับมา” ทางไหน ภายในกี่เดือน
ถ้า 5 ข้อนี้ชัด การยื่นจะเร็วขึ้นแบบมีเหตุผล เพราะธนาคารไม่ต้องวนถามเอกสารซ้ำ ๆ และเราคุมการเจรจาเงื่อนไขได้มากขึ้น
ทิศทางตลาดปี 2569: คัดเข้มขึ้น แต่ไม่ได้ปิดประตู
ข้อมูลภาคธนาคารสะท้อนว่า สินเชื่อยังหดตัวในภาพรวม โดยแรงกดดันมาจากความเสี่ยงเครดิตที่สูงขึ้น และการหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อ SME
ฝั่งแบบสำรวจสินเชื่อก็ชี้ว่า มาตรฐานการให้สินเชื่อเข้มงวดต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs
ขณะที่รายงานนโยบายการเงินของ ธปท. ระบุภาพที่สอดคล้องกันว่า “คุณภาพสินเชื่อ SME แย่ลงเมื่อเทียบกับภาพรวม” จนเป็นปัจจัยทำให้ธนาคารระมัดระวังมากขึ้น
ดังนั้น “คนที่ผ่าน” ในปี 2569 มักไม่ใช่คนที่เล่าเก่ง แต่เป็นคนที่ ตัวเลขตอบคำถามได้เร็ว และ ทำให้ธนาคารเชื่อด้วยข้อมูล
สูตรตั้งวงเงินให้พอดีกิจการ
ดู “รอบเงินสด” 3–4 ไตรมาสล่าสุด
เทียบกับยอดขายเฉลี่ย + ฤดูกาล
เผื่อ Buffer เฉพาะช่วงพีค
แยกบทบาทวงเงิน:
กัน Covenant Headroom อย่างน้อย ~10–15% เพื่อไม่ให้ผิดข้อกำหนดจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด (เช่น ยอดขายสะดุดชั่วคราว)
ภาษีและ “ต้นทุนจริง” ที่ต้องคำนึง (อย่ามองแค่ดอกเบี้ย)
นอกจากดอกเบี้ย ให้คิดต้นทุนเหล่านี้ด้วย
ค่าธรรมเนียมจัดวงเงิน/เอกสาร
ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน (ถ้าใช้โครงการค้ำประกัน)
ต้นทุนแฝงจาก Covenant (เช่น ต้องรักษา DSCR ทำให้ต้องกันเงินสดมากขึ้น)
ถ้าคุณคำนวณต้นทุนรวมได้ครบ จะตั้งราคาขาย/มาร์จินให้ “ครอบคลุม Cost of Funds” ได้จริง และไม่โดนดอกเบี้ยกัดกำไรแบบเงียบ ๆ