สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ใช้เพียงกรรมการค้ำ
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ใช้เพียงกรรมการค้ำ
เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 15 กรกฏาคม 2569
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกัน เป็นคำที่เจ้าของกิจการมักใช้ค้นหาวงเงินที่ไม่ต้องนำที่ดิน บ้าน อาคาร เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นไปจำนองหรือจำนำ โดยผู้ให้สินเชื่อจะให้น้ำหนักกับรายได้ กระแสเงินสด รายการเดินบัญชี งบการเงิน ภาษี ประวัติชำระหนี้ และความต่อเนื่องของกิจการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่ใช้หลักประกัน” ในภาษาที่ใช้ค้นหาทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ค้ำหรือเงื่อนไขรองรับความเสี่ยงเลย สินเชื่อบางผลิตภัณฑ์ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ยังขอให้กรรมการ ผู้ถือหุ้นหลัก หรือผู้ควบคุมกิจการลงนามค้ำประกันเป็นการส่วนตัวผ่านเอกสารที่เรียกว่า Personal Guarantee หรือหนังสือค้ำประกัน
สินเชื่อ “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” (Unsecured) หลายครั้ง ยังต้องให้กรรมการ/ผู้ถือหุ้นเซ็นค้ำประกัน ผ่านเอกสารที่เรียกว่า Personal Guarantee หรือ “หนังสือค้ำประกัน”
ปัญหาคือ…คนจำนวนมากเซ็นเพราะคิดว่า “แค่เซ็นให้บริษัทกู้” แต่จริง ๆ แล้ว ผู้ค้ำอาจมีภาระผูกพันส่วนตัว หากบริษัทผิดนัดชำระหนี้
บทความนี้จึงตอบทั้งสองคำถามสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกันพิจารณาจากอะไร และหากผู้ให้สินเชื่อขอให้กรรมการค้ำ ผู้ลงนามอาจต้องรับผิดเพียงใด
หากต้องการดูภาพรวมประเภทวงเงิน คุณสมบัติ และขั้นตอนสมัคร สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
บทความนี้สรุปให้แบบอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกัน หรือที่บางแห่งเรียกว่า Unsecured Business Loan โดยทั่วไปหมายถึงวงเงินที่ไม่ต้องนำอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นมาจำนองหรือจำนำเป็นหลักประกันโดยตรง
คำว่า “Unsecured” ในชื่อผลิตภัณฑ์จึงมักหมายถึง “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” มากกว่าจะหมายถึงไม่มีเครื่องมือรองรับความเสี่ยงทุกประเภท ผู้ให้สินเชื่ออาจใช้เงื่อนไขอื่นร่วมด้วย เช่น
กรรมการหรือผู้ถือหุ้นหลักค้ำประกันเป็นการส่วนตัว
บสย.ค้ำประกันตามโครงการที่เข้าเงื่อนไข
ให้รายรับของกิจการผ่านบัญชีที่กำหนด
ใช้ใบแจ้งหนี้ ลูกหนี้การค้า หรือสิทธิรับเงินเป็นฐานพิจารณา
ขอเอกสารสัญญาจ้าง ใบสั่งซื้อ หรือหลักฐานงานต่อเนื่อง
กำหนดเงื่อนไขติดตามกระแสเงินสดและภาระหนี้ระหว่างอายุวงเงิน
ดังนั้น ก่อนสมัครควรถามให้ชัดว่าผลิตภัณฑ์นั้น
ไม่ใช้หลักทรัพย์ประเภทใด
ต้องมีบุคคลค้ำหรือไม่
ผู้ค้ำต้องเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลอื่น
มี บสย. หรือหลักประกันรูปแบบอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ความรับผิดของผู้ค้ำถูกจำกัดไว้เท่าใด
เมื่อไม่มีที่ดิน อาคาร หรือเงินฝากรองรับวงเงิน ผู้ให้สินเชื่อจะให้น้ำหนักกับคำถามสำคัญว่า รายรับของกิจการตรวจสอบได้หรือไม่ และหลังรับภาระใหม่แล้วยังเหลือเงินชำระเพียงพอหรือไม่
จากที่ดิฉันสังเกต ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากกิจการไม่มีรายได้ แต่เกิดจากเอกสารแต่ละชุดอธิบายรายได้ไม่ตรงกัน หรือเจ้าของกิจการยังแยกไม่ออกว่าเงินที่เข้าบัญชีส่วนใดคือรายรับจริง เงินโอนระหว่างบัญชี และเงินที่เติมเข้ามาเอง
Statement ไม่ได้ใช้ดูเพียงยอดเงินเข้ารวม แต่ใช้แยกว่ารายรับมาจากลูกค้า เงินโอนระหว่างบัญชี หรือเงินที่กรรมการเติมเข้ามาเอง
เวลาที่ดิฉันลองไล่รายการเบื้องต้น จะทำเครื่องหมายเงินเข้าไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่ รายรับจากลูกค้า เงินโอนภายใน และเงินจากกรรมการ วิธีนี้ทำให้เห็นเร็วว่า ยอดเงินเข้าหนึ่งล้านบาทเป็นรายได้จริงทั้งหมด หรือมีรายได้จากลูกค้าเพียงประมาณเจ็ดแสนบาท
หากมียอดก้อนใหญ่เข้ามาแล้วออกทันที หรือยอดขายสูงเฉพาะบางเดือน ควรมี Invoice สัญญางาน หรือหลักฐานรับชำระอธิบายประกอบ
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการประเมินสูงเกินจริง คือเลือกดู เดือนที่รายรับต่ำตามปกติ แทนเดือนที่ดีที่สุด เพราะเดือนดังกล่าวสะท้อนว่ากิจการยังรับภาระใหม่ได้หรือไม่ในช่วงที่ยอดขายไม่เป็นใจ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement อย่างไร
ผู้ให้สินเชื่อมักเปรียบเทียบยอดขายในงบและแบบภาษีกับเงินเข้าบัญชี หากตัวเลขต่างกันต้องอธิบายได้ เช่น รับเงินสด มีหลายบัญชี ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือรายได้บางส่วนยังเป็นลูกหนี้การค้า
จุดที่ดิฉันมักเริ่มตรวจก่อนคือ นำยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนจากงบมาเทียบกับเงินเข้าจากลูกค้าใน Statement หากงบแสดงยอดขายเดือนละ 1.2 ล้านบาท แต่พบเงินจากลูกค้าเพียง 700,000–800,000 บาท ควรหาคำอธิบายส่วนต่างให้ได้ก่อนยื่น ไม่ควรปล่อยให้ผู้พิจารณาต้องคาดเดาเอง
กิจการไม่จำเป็นต้องมีกำไรสูงทุกปี แต่ควรแยกให้เห็นว่า กำไรลดเพราะธุรกิจขาดทุนจากการดำเนินงาน หรือเกิดจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียว เช่น ซื้ออุปกรณ์ ขยายสาขา หรือเพิ่มพนักงานเพื่อรองรับงานใหม่
ยอดขายสูงไม่เท่ากับชำระหนี้ไหว ต้องดูเงินที่เหลือหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ภาษี ค่างวดเดิม และภาระของกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น กิจการมียอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท แต่หลังหักต้นทุนสินค้า 1.4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายประจำ 350,000 บาท และค่างวดเดิม 150,000 บาท จะเหลือพื้นที่รองรับภาระใหม่เพียงประมาณ 100,000 บาทก่อนเผื่อความผันผวน ไม่ควรคำนวณวงเงินจากยอดขาย 2 ล้านบาทโดยตรง
จากที่ดิฉันสังเกต จุดที่เจ้าของกิจการมักพลาดคือดูเฉพาะกำไรในงบ แต่ไม่ได้ดูว่าเงินสดติดอยู่ในสต๊อกหรือลูกหนี้การค้านานแค่ไหน จึงควรแสดงรอบเก็บเงิน รอบจ่าย Supplier และช่วงที่เงินสดตึงควบคู่กับตัวเลขกำไร
คำขอว่า “ต้องการเงินสำรอง” ยังไม่เพียงพอ ควรระบุให้เห็นเส้นทางเงิน เช่น ต้องใช้ 800,000 บาทซื้อสินค้า หมุนเป็นเวลา 45 วัน และชำระคืนจากยอดรับของลูกค้าตาม Invoice ที่แนบมา
วิธีที่ดิฉันใช้ทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้นคือเขียนเป็นเส้นทางสั้น ๆ เพียงหนึ่งบรรทัด:
เบิกวงเงินวันที่ 1 → ซื้อสินค้า 800,000 บาท → ส่งมอบวันที่ 20 → วางบิล 30 วัน → รับเงินและชำระวงเงินประมาณวันที่ 50
เพียงเท่านี้ผู้พิจารณาก็เห็นได้ว่า วงเงินถูกใช้กับอะไร ต้องใช้กี่วัน และมีรายรับก้อนไหนรองรับ
หากต้องเลือกเอกสารเพิ่มเพียงหนึ่งชิ้น ควรทำสรุปหนึ่งหน้าที่ตอบให้ครบว่า ใช้เงินเท่าไร ใช้เมื่อใด และคืนจากรายรับใด เพราะช่วยเชื่อม Statement เอกสารงาน และแผนชำระให้ผู้พิจารณาเห็นภาพเดียวกัน
ผู้ประกอบการสามารถทดลองประเมินภาระเบื้องต้นได้ที่ เครื่องคำนวณสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการค้ำทุกผลิตภัณฑ์ แต่พบได้บ่อยในสินเชื่อนิติบุคคล โดยเฉพาะเมื่อไม่มีทรัพย์สินรองรับวงเงิน หรือผู้ให้สินเชื่อต้องการให้ผู้บริหารหลักมีส่วนรับผิดชอบต่อภาระของกิจการ
เงื่อนไขว่าต้องมีผู้ค้ำหรือไม่อาจขึ้นอยู่กับ
ประเภทและขนาดวงเงิน
อายุของกิจการ
คุณภาพของกระแสเงินสด
ประวัติเครดิต
อุตสาหกรรมและความเสี่ยงของธุรกิจ
มี บสย. หรือลูกหนี้การค้ารองรับหรือไม่
นโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
บางกรณีอาจมีผู้ค้ำมากกว่าหนึ่งคน เช่น กรรมการทุกคนตามหนังสือรับรอง ผู้ถือหุ้นหลัก หรือผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ จึงควรถามตั้งแต่ก่อนยื่นว่า ใครบ้างต้องลงนาม และแต่ละคนรับผิดในขอบเขตใด
Personal Guarantee (กรรมการค้ำ) คือสัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ค้ำ) ตกลงว่าจะรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้ (บริษัท) หากลูกหนี้ไม่ชำระตามสัญญา
เพื่อให้ใช้คำได้แม่นยำ ควรแยกระหว่าง “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” กับ “บุคคลค้ำประกัน” ดังนี้
หลักทรัพย์ค้ำประกัน = ใช้ทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร รถ หรือเงินฝาก เป็นสิ่งรองรับการชำระหนี้ตามรูปแบบสัญญาที่เกี่ยวข้อง
Personal Guarantee = ไม่ได้เอาทรัพย์สินมาวางค้ำโดยตรง แต่ “ตัวบุคคล” รับผิดแทน หากผิดนัดอาจถูกติดตามทวงถาม/ฟ้องร้องได้ตามสัญญา
การที่ไม่ได้ระบุทรัพย์สินชิ้นใดไว้ในหนังสือค้ำ ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ค้ำจะไม่มีความเสี่ยงเลย หากมีคำพิพากษาให้ผู้ค้ำชำระหนี้ เจ้าหนี้อาจดำเนินการบังคับคดีต่อทรัพย์สินของผู้ค้ำตามกระบวนการกฎหมายได้
ทำไมธนาคาร/ผู้ให้กู้ถึงขอ “กรรมการค้ำ”?
เพราะสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ ทำให้ผู้ให้กู้ต้องการ “ความมั่นใจเพิ่ม” ว่ามีคนรับผิดชอบหนี้ หากกิจการสะดุดหรือปิดตัว
แต่การมีกรรมการค้ำไม่ได้ทำให้วงเงินได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ ผู้ให้สินเชื่อยังต้องประเมินความสามารถชำระของบริษัทเป็นหลัก เพราะ Personal Guarantee ไม่ควรถูกใช้แทนธุรกิจที่ไม่มีกระแสเงินสดรองรับ
กรรมการค้ำและ บสย.ค้ำมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของผู้ให้สินเชื่อ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เป็นบุคคลที่ผูกพันตนกับเจ้าหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน
หากบริษัทไม่ชำระ ผู้ค้ำอาจต้องรับผิดตามขอบเขตสัญญาและกฎหมาย
ความรับผิดเชื่อมโยงกับตัวบุคคล แม้ภายหลังจะลาออกหรือขายหุ้นแล้วก็ตาม หากยังไม่ได้รับการปลดค้ำ
เป็นการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมภายใต้โครงการและเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงิน ไม่ได้ขอวงเงินกู้จาก บสย. โดยตรง
อาจมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันและเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละโครงการ
ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 โครงการ PGS ระยะที่ 11 ยังมีระยะรับคำขอถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะเต็ม โดยวงเงินและระยะเวลาค้ำประกันขึ้นอยู่กับโครงการย่อย
การมี บสย.ค้ำไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะยกเว้นกรรมการค้ำทุกกรณี ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์และหนังสืออนุมัติเป็นรายกรณี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME บสย.ค้ำประกัน
ขอบเขตความรับผิดต้องพิจารณาร่วมกันทั้งข้อความในหนังสือค้ำ หนี้ของบริษัท และบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อความในสัญญาเพียงอย่างเดียว เพราะข้อสัญญาบางประเภทที่เพิ่มภาระให้ผู้ค้ำแตกต่างจากบทคุ้มครองตามกฎหมายอาจไม่มีผลบังคับ
โดยทั่วไปสิ่งที่มักระบุไว้ หรือเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้แก่
เงินต้นที่ค้างชำระ
ดอกเบี้ยตามสัญญา
ดอกเบี้ยผิดนัด/ค่าปรับ หากผิดนัดตามเงื่อนไข
ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม แล้วแต่สัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย/ศาล หากมีการฟ้องร้อง แล้วแต่สัญญาและคำพิพากษา
สำคัญ: อย่าดูแค่ “วงเงินกู้” ให้ดู “ขอบเขตความรับผิดทั้งหมด” ในสัญญาค้ำด้วย
ตัวอย่างเช่น บริษัทได้รับวงเงิน 1 ล้านบาท แต่หากสัญญากำหนดให้ผู้ค้ำรับผิดเงินต้น ดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่ายอื่น ความเสี่ยงรวมอาจสูงกว่า 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจด้วยว่าข้อกำหนดดังกล่าวสอดคล้องกับบทบัญญัติคุ้มครองผู้ค้ำหรือไม่
ส่วนนี้คือ “หัวใจสำคัญ” — คนส่วนใหญ่ตกม้าตายเพราะไม่อ่านจุดเหล่านี้
ให้มองหาข้อความแนว ๆ “ผู้ค้ำรับผิดไม่เกิน…บาท”
ถ้าไม่มีเพดาน ต้องตรวจว่าค้ำหนี้ประเภทใดและยอดสูงสุดตามที่ระบุในสัญญา
ถ้ามีเพดาน จะช่วยให้เห็นกรอบความเสี่ยงได้ชัดขึ้น
คำถามที่ต้องถาม:
“ขอใส่เพดานความรับผิดได้ไหม?”
“เพดานนี้รวมดอก/ค่าปรับ/ค่าใช้จ่ายแล้วหรือยัง?”
บางสัญญาไม่ได้ค้ำเฉพาะ “สัญญากู้ฉบับนี้” แต่กล่าวถึงหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
ตามหลักกฎหมาย การค้ำหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขต้องระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุด และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำประกัน ผู้ค้ำควรรับผิดเฉพาะหนี้ที่กำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจน
อย่าดูเพียงคำว่า “All Monies” แต่ให้ตรวจว่าข้อความดังกล่าวระบุครบหรือไม่ว่า
ค้ำวงเงินประเภทใด
จำนวนเงินสูงสุดเท่าไร
เกิดหนี้ได้ถึงวันใด
รวม OD, LG, บัตรธุรกิจ หรือวงเงินอื่นหรือไม่
การเพิ่มวงเงินต้องได้รับความยินยอมใหม่หรือไม่
คำถามที่ต้องถาม:
“สัญญานี้ค้ำเฉพาะวงเงินนี้หรือรวมภาระอื่นด้วย?”
“ขอจำกัดให้ค้ำเฉพาะสัญญาเลขที่… และไม่รวมภาระอื่นได้ไหม?”
บางคนคิดว่า “พอหมดสัญญากู้ก็จบ” แต่ต้องดูว่า “ค้ำสิ้นสุดเมื่อไร”
ค้ำจนปิดบัญชีหรือชำระหนี้หมด?
ค้ำต่อจนกว่าเจ้าหนี้จะทำหนังสือปลดค้ำ?
ถ้าต่ออายุหรือปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำต้องยินยอมหรือไม่?
คำถามที่ต้องถาม:
“ค้ำสิ้นสุดเมื่อไหร่แน่?”
“ถ้าปรับโครงสร้างหนี้หรือขยายระยะเวลา ต้องให้ผู้ค้ำเซ็นใหม่ไหม?”
กรณีหนี้มีกำหนดเวลาชำระแน่นอน หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยผู้ค้ำไม่ได้ยินยอม อาจมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำตามมาตรา 700 จึงควรตรวจเอกสารปรับโครงสร้างหนี้หรือหนังสือยินยอมทุกครั้ง ไม่ควรถือว่าการเซ็นค้ำครั้งแรกครอบคลุมการแก้ไขหนี้ทุกแบบโดยอัตโนมัติ
ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ควรถูกกำหนดให้รับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วม เพราะมาตรา 681/1 กำหนดให้ข้อตกลงลักษณะดังกล่าวเป็นโมฆะ ส่วนผู้ค้ำที่เป็นนิติบุคคลอาจตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
กรณีนี้ต้องแยกออกจากเรื่อง “มีผู้ค้ำหลายคน” เพราะผู้ค้ำหลายคนที่ค้ำหนี้รายเดียวกันอาจมีความรับผิดระหว่างกันตามกฎหมายและข้อความในสัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่ากรรมการแต่ละคนสามารถถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นลูกหนี้ร่วมกับบริษัทได้เสมอไป
คำถามที่ต้องถาม:
“ข้อความใดกำหนดให้ผู้ค้ำรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม?”
“หากมีผู้ค้ำหลายคน แต่ละคนมีเพดานความรับผิดหรือไม่?”
“เจ้าหนี้สามารถเรียกผู้ค้ำคนใดคนหนึ่งได้เพียงใด?”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำภายใน 60 วัน และไม่ควรเรียกให้ผู้ค้ำชำระก่อนหนังสือบอกกล่าวไปถึง หากบอกกล่าวล่าช้า ผู้ค้ำอาจหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระประกอบที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนด 60 วันตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ผู้ค้ำควรเก็บหลักฐานต่อไปนี้ไว้
หนังสือบอกกล่าวผิดนัด
ซองจดหมายหรือหลักฐานวันที่ได้รับ
รายการคำนวณยอดหนี้
เอกสารแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ที่เคยส่งให้เจ้าหนี้
หลักฐานการเจรจาหรือชำระเงิน
คำถามที่ต้องถาม:
“เงื่อนไขผิดนัดคืออะไร?”
“ผู้ค้ำจะได้รับแจ้งเมื่อไหร่ และช่องทางใด?”
“ที่อยู่สำหรับส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นที่อยู่ใด?”
ผู้ค้ำมีสิทธิบางประการตามกฎหมาย เช่น ขอให้เจ้าหนี้เรียกจากลูกหนี้ก่อน ชี้ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่สามารถบังคับได้โดยไม่ยาก หรือขอให้เจ้าหนี้ใช้หลักประกันของลูกหนี้ก่อนในกรณีที่เข้าเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้กับสัญญานั้น ไม่ควรสรุปว่าผู้ค้ำต้องชำระทันทีเพียงเพราะได้รับหนังสือทวงถาม
เมื่อบริษัทขอเพิ่มวงเงิน ต่ออายุ เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือปรับโครงสร้างหนี้ ควรตรวจว่าเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเดิม หรือเป็นการก่อหนี้ใหม่ที่อยู่นอกขอบเขตหนังสือค้ำเดิม
ผู้ค้ำควรตรวจอย่างน้อยว่า
เงินต้นเพิ่มจากเดิมหรือไม่
วันครบกำหนดเปลี่ยนหรือไม่
อัตราดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มหรือไม่
มีการรวมวงเงินหลายบัญชีหรือไม่
หนังสือค้ำเดิมครอบคลุมหนี้ใหม่ชัดเจนหรือไม่
มีเอกสารให้ผู้ค้ำยืนยันหรือยินยอมเพิ่มเติมหรือไม่
อย่าลงนามในหนังสือ “รับทราบ” หรือ “ยืนยันภาระ” โดยคิดว่าไม่มีผล เพราะต้องอ่านเนื้อหาว่ามีการยอมรับยอดหนี้ใหม่ ยอมผ่อนเวลา หรือขยายความรับผิดของผู้ค้ำหรือไม่
หากเจ้าหนี้ตกลงกับบริษัทเพื่อลดจำนวนหนี้ ดอกเบี้ย หรือภาระประกอบ กฎหมายกำหนดกระบวนการแจ้งผู้ค้ำ และเปิดโอกาสให้ผู้ค้ำชำระตามจำนวนที่ลดภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้หลุดพ้นจากการค้ำประกันตามเงื่อนไขของกฎหมาย
เมื่อบริษัทเจรจาประนอมหนี้ ผู้ค้ำจึงควรขอ
สำเนาข้อตกลงลดหนี้
ยอดที่ต้องชำระตามข้อตกลงใหม่
วันครบกำหนด
หนังสือแจ้งสิทธิของผู้ค้ำ
หนังสือปลดภาระเมื่อชำระครบ
แนะนำ: ปริ้นท์หรือแคปหน้าจอไปถามเจ้าหน้าที่ทีละข้อ
ผู้ค้ำต้องรับผิด “อะไรบ้าง” เช่น เงินต้น ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่าย
มีเพดานความรับผิดไหม ถ้ามีรวมค่าอะไรบ้างแล้ว
ค้ำเฉพาะวงเงินนี้ หรือรวมหนี้อื่นและหนี้ในอนาคตด้วย
ถ้าเป็นหนี้ในอนาคต ระบุประเภทหนี้ จำนวนสูงสุด และระยะเวลาก่อหนี้ครบหรือไม่
ค้ำสิ้นสุดเมื่อไร เช่น ปิดบัญชี ครบกำหนด หรือปลดค้ำเป็นหนังสือ
ถ้ามีการต่ออายุ เพิ่มวงเงิน หรือปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำต้องเซ็นใหม่ไหม
ถ้าผู้ค้ำลาออก เปลี่ยนกรรมการ หรือขายหุ้น สัญญาค้ำยังผูกอยู่ไหม
อะไรถือว่า “ผิดนัด”
เจ้าหนี้จะทวงบริษัทก่อนหรือเรียกผู้ค้ำได้เมื่อใด
เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำเมื่อไหร่ และผ่านช่องทางใด
ที่อยู่ในหนังสือค้ำเป็นปัจจุบันหรือไม่ และหากเปลี่ยนที่อยู่ต้องแจ้งอย่างไร
มีค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายติดตามทวงถาม หรือค่าทนายระบุอย่างไร
ถ้าบริษัทเจรจาประนอมหนี้ ผู้ค้ำต้องลงนามหรือยอมรับเงื่อนไขเพิ่มหรือไม่
หากมีผู้ค้ำหลายคน ความรับผิดของแต่ละคนเป็นเท่าไร
อ่านจุดสำคัญด้านบนก่อน ถ้าไม่เข้าใจให้ถามเป็นข้อ ๆ
หากวงเงินสูง ให้ลองขอ Cap ที่เหมาะสม และถามให้ชัดว่า Cap รวมค่าอะไรแล้ว
ถ้าสัญญากว้างเกิน ให้ขอระบุให้ค้ำเฉพาะสัญญา วงเงิน และระยะเวลาที่แน่นอน
อย่างน้อยควรรู้ว่าเมื่อเกิดผิดนัด ผู้ค้ำจะได้รับแจ้งอย่างไร เพื่อไม่ให้รู้ตัวช้า
ถ้ามีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคน ให้ตกลงกันภายในก่อนว่าใครรับภาระเท่าไร
การให้ผู้เชี่ยวชาญอ่านสัญญาหนึ่งครั้ง อาจคุ้มกว่าความเสี่ยงระยะยาว
ข้อตกลงภายในระหว่างกรรมการหรือผู้ถือหุ้นไม่ได้ผูกพันเจ้าหนี้โดยอัตโนมัติ หากต้องการจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ ต้องปรากฏในสัญญาหรือเอกสารที่เจ้าหนี้ยอมรับด้วย
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกันไม่ได้มีเพียงรูปแบบที่ให้กรรมการค้ำเต็มวงเงิน ผู้ประกอบการอาจเปรียบเทียบทางเลือกอื่นตามลักษณะธุรกิจ เช่น
เหมาะกับกิจการที่มีรายรับผ่านบัญชีสม่ำเสมอ งบและภาษีสัมพันธ์กัน และมีประวัติชำระที่ดี
เหมาะกับกิจการที่มีศักยภาพชำระ แต่ขาดหลักทรัพย์เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจว่าผู้ให้สินเชื่อยังขอกรรมการค้ำร่วมด้วยหรือไม่
เหมาะกับกิจการที่ขายให้ลูกค้าองค์กร มี Invoice และรอรับชำระตามเครดิตเทอม โดยใช้คุณภาพของลูกหนี้การค้าเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
เหมาะกับธุรกิจที่มี PO สัญญาว่าจ้าง หรือหลักฐานรายรับจากคู่ค้าที่ตรวจสอบได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขการโอนสิทธิรับเงินและเอกสารประกอบ
เหมาะเมื่อวัตถุประสงค์คือซื้อรถ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์เฉพาะ โดยสินทรัพย์นั้นเกี่ยวข้องกับสัญญา จึงไม่ใช่สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันทุกประเภท
หากกระแสเงินสดหรือประวัติกิจการยังไม่แข็งแรง การเริ่มจากวงเงินที่ชำระได้จริงและสร้างประวัติการใช้วงเงิน อาจเหมาะกว่าการขอวงเงินสูงจนภาระรายเดือนตึง
รายรับหลักผ่านบัญชีธุรกิจ
Statement งบการเงิน และภาษีอธิบายเชื่อมโยงกันได้
มีรายได้เพียงพอหลังหักภาระเดิม
ระบุวัตถุประสงค์และระยะเวลาใช้วงเงินชัดเจน
มีแผนชำระจากรายรับที่ตรวจสอบได้
รู้ภาระหนี้ของบริษัทและกรรมการก่อนยื่น
ไม่มีรายการค้างชำระใหม่ที่ยังไม่ได้จัดการ
เตรียมเอกสารคู่ค้า สัญญางาน หรือใบสั่งซื้อ หากใช้ประกอบการพิจารณา
กรณียังไม่แน่ใจว่าควรเลือกวงเงินแบบใด สามารถอ่าน แนวทางปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นเพื่อประเมินความพร้อม
โดยหลักแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน คือบุคคลตกลงรับผิดชำระหนี้แทนบริษัท หากบริษัทไม่ชำระตามเงื่อนไข แต่คำว่า Personal Guarantee มักพบในสินเชื่อธุรกิจที่ให้กรรมการ ผู้ถือหุ้นหลัก หรือเจ้าของกิจการค้ำประกันเป็นการส่วนตัว
เวลาที่ดิฉันอ่านเอกสารลักษณะนี้ ดิฉันจะไม่ดูเฉพาะชื่อเอกสารว่าเขียนว่า “หนังสือค้ำประกัน” หรือ “Personal Guarantee” เพราะชื่อเอกสารไม่ได้บอกขอบเขตความเสี่ยงทั้งหมด สิ่งที่ต้องไล่ดูจริง ๆ คือ
ค้ำหนี้สัญญาใด
ค้ำสูงสุดเท่าไร
รวมดอกเบี้ยผิดนัดและค่าใช้จ่ายหรือไม่
ครอบคลุมวงเงินในอนาคตหรือไม่
สิ้นสุดเมื่อบริษัทปิดบัญชี หรือเมื่อเจ้าหนี้ออกหนังสือปลดค้ำ
ตัวอย่างเช่น วงเงินของบริษัทอาจอยู่ที่ 1 ล้านบาท แต่ถ้าหนังสือค้ำรวมดอกเบี้ยผิดนัดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ความเสี่ยงของผู้ค้ำอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1 ล้านบาท จึงไม่ควรอ่านเฉพาะตัวเลขวงเงินบนหน้าอนุมัติ
โดยทั่วไป ผู้ค้ำไม่สามารถแจ้งถอนค้ำฝ่ายเดียวแล้วให้ภาระสิ้นสุดทันทีได้ เพราะหนังสือค้ำเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ค้ำกับเจ้าหนี้ ไม่ใช่ข้อตกลงภายในบริษัท
จากที่สังเกต จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่า เมื่อบริษัทเปลี่ยนกรรมการหรือมีกรรมการคนใหม่เข้ามา คนเดิมจะพ้นจากการค้ำโดยอัตโนมัติ แต่ในทางเอกสาร สิ่งที่ควรมองหาคือ หนังสือปลดภาระค้ำประกันจากเจ้าหนี้
แนวทางที่ควรทำคือ
ขอหนังสือแจ้งยอดหนี้และรายการวงเงินทั้งหมด
ตรวจว่าหนังสือค้ำครอบคลุมวงเงินใดบ้าง
เสนอผู้ค้ำรายใหม่หรือหลักประกันทดแทน
ขอให้เจ้าหนี้ยืนยันการปลดค้ำเป็นลายลักษณ์อักษร
เก็บหนังสือปลดค้ำไว้พร้อมเอกสารปิดบัญชีหรือเอกสารเปลี่ยนผู้ค้ำ
สิ่งที่ดิฉันจะไม่ใช้เป็นหลักฐานว่าถอนค้ำแล้ว คือข้อความในแชต การแจ้งทางโทรศัพท์ หรือมติภายในบริษัท เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ได้แสดงว่าเจ้าหนี้ยินยอมปลดผู้ค้ำเดิมแล้ว
หลายกรณียังอยู่ เพราะสถานะ “กรรมการบริษัท” กับสถานะ “ผู้ค้ำประกัน” เป็นคนละความสัมพันธ์กัน การลาออกมีผลต่อบทบาทบริหารบริษัท แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาที่บุคคลเคยทำไว้กับเจ้าหนี้สิ้นสุดโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างสมมติที่เห็นภาพได้ชัดคือ กรรมการคนหนึ่งลาออกในเดือนมกราคม แต่บริษัทมีวงเงิน OD ที่ยังใช้อยู่ 800,000 บาท หากไม่มีการปิดวงเงิน เปลี่ยนผู้ค้ำ หรือได้รับหนังสือปลดค้ำ กรรมการเดิมอาจยังมีชื่อผูกพันกับวงเงินนั้น แม้ข้อมูลในทะเบียนบริษัทจะเปลี่ยนแล้ว
ก่อนลาออก ขายหุ้น หรือถอนตัวจากกิจการ ดิฉันจะแนะนำให้ตรวจ 4 เรื่องนี้ก่อนเสมอ
ยอดหนี้คงเหลือ ณ วันที่จะลาออก
วงเงินหมุนเวียนที่ยังเปิดใช้งานอยู่
หนังสือค้ำครอบคลุมหนี้ในอนาคตหรือการต่ออายุหรือไม่
เจ้าหนี้ยอมรับผู้ค้ำหรือหลักประกันรายใหม่แล้วหรือยัง
จุดที่สำคัญที่สุดคือ อย่าอาศัยเพียงหนังสือลาออกหรือสำเนาหนังสือรับรองบริษัท ต้องขอหนังสือยืนยันจากเจ้าหนี้ว่าได้ปลดภาระค้ำแล้วจริง
คำตอบไม่ควรดูเพียงว่าเจ้าหน้าที่นำเอกสารฉบับใหม่มาให้เซ็นหรือไม่ แต่ต้องตรวจว่าการปรับโครงสร้างเปลี่ยน “สาระของหนี้” แค่ไหน
เวลาที่ดิฉันไล่ดูเอกสารปรับโครงสร้าง ดิฉันจะแยกตรวจอย่างน้อย 5 ช่อง
เงินต้นก่อนและหลังปรับ
วันครบกำหนดเดิมและกำหนดใหม่
อัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัด
ประเภทวงเงิน เช่น จาก OD เป็น Term Loan
มีการรวมบัญชีหรือเพิ่มหนี้อื่นเข้ามาหรือไม่
ตัวอย่างเช่น เดิมบริษัทมีหนี้ 1.2 ล้านบาท ครบกำหนดใน 12 เดือน แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นผ่อน 36 เดือน พร้อมรวมดอกเบี้ยค้างเข้าเป็นเงินต้น การเปลี่ยนลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เลื่อนวันจ่าย” ผู้ค้ำควรตรวจว่าหนังสือค้ำเดิมครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่ และเอกสารที่ให้เซ็นมีผลเป็นการยอมรับยอดหรือขยายความรับผิดหรือเปล่า
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ ผู้ค้ำลงนามในช่อง “รับทราบ” โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาด้านบน ทั้งที่ในเอกสารอาจมีข้อความยินยอมต่อกำหนดเวลา ยืนยันยอดหนี้ หรือยอมรับเงื่อนไขใหม่รวมอยู่ด้วย
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกันช่วยให้กิจการที่ไม่มีที่ดิน บ้าน หรืออาคารสำหรับจำนองมีทางเลือกเข้าถึงวงเงินมากขึ้น แต่คำว่าไม่ใช้หลักประกันในภาษาค้นหาไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงื่อนไขค้ำประกันใดเลย
Personal Guarantee ไม่ใช่ “ลายเซ็นประกอบ” แต่คือ “ภาระผูกพันส่วนบุคคล” ที่อาจตามคุณได้ยาว
ก่อนสมัคร บริษัทควรตรวจรายรับ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และวัตถุประสงค์การใช้วงเงิน ส่วนกรรมการควรตรวจประเภทหนี้ เพดานความรับผิด ระยะเวลาค้ำ การเพิ่มวงเงิน การแจ้งผิดนัด และวิธีปลดค้ำให้ครบ
ก่อนเซ็นให้โฟกัสจุดสำคัญ ได้แก่ เพดานความรับผิด ค้ำหนี้อนาคต ระยะเวลาค้ำ เงื่อนไขผู้ค้ำหลายคน และการเรียกผู้ค้ำ
ถ้าอ่านแล้วไม่ชัด ให้ถามเป็นข้อ ๆ และขอแก้เงื่อนไขที่จำกัดความเสี่ยงได้
สำหรับการเปรียบเทียบวงเงิน คุณสมบัติ และรูปแบบสินเชื่อ สามารถอ่าน สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือส่งข้อมูลเบื้องต้นผ่านหน้า สมัครออนไลน์
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสินเชื่อและการค้ำประกัน ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี เนื้อหาและผลทางกฎหมายอาจแตกต่างตามวันที่ทำสัญญา ประเภทหนี้ ข้อความในเอกสาร และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี หากวงเงินสูงหรือเกิดข้อพิพาท ควรให้ทนายความตรวจเอกสารฉบับจริงก่อนลงนามหรือดำเนินการ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร — กฎหมายค้ำประกัน หนี้ในอนาคต ผู้ค้ำบุคคลธรรมดา และการผ่อนเวลาชำระหนี้
สำนักงานกิจการยุติธรรม — การบอกกล่าวผู้ค้ำภายใน 60 วันและสิทธิของผู้ค้ำ
บสย. — ข้อมูลโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะที่ 11
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ เงื่อนไขสินเชื่อและโครงการค้ำประกันอาจเปลี่ยนแปลงได้
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา