เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 30 สิงหาคม 2569
การมีงบการเงินครบไม่ได้หมายความว่าธุรกิจพร้อมยื่นสินเชื่อทันที เพราะผู้ให้สินเชื่อไม่ได้ตรวจเฉพาะกำไรสุทธิ แต่ต้องการทราบด้วยว่ารายได้มีคุณภาพหรือไม่ สินทรัพย์ในงบเปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริงแค่ไหน ภาระหนี้เดิมหนักเพียงใด และกระแสเงินสดรองรับภาระใหม่ได้หรือไม่
ก่อนกู้ SME เจ้าของกิจการจึงควรอ่านงบทั้งสามส่วนร่วมกัน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสดหรือข้อมูลกระแสเงินสดภายใน ไม่ควรใช้ตัวเลขจากงบใดงบหนึ่งสรุปความพร้อมของธุรกิจ
บทความนี้ใช้ตรวจเฉพาะ “ความพร้อมของงบการเงิน” ไม่ได้ประเมินคุณสมบัติทั้งหมด เช่น อายุธุรกิจ ประวัติเครดิต หลักประกัน หรือเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ หากต้องการตรวจภาพรวม สามารถใช้ เช็กคุณสมบัติก่อนยื่นสินเชื่อ SME เพิ่มเติมได้
เวลาเริ่มตรวจเคส ดิฉันจะไม่ดูเฉพาะกำไรสุทธิ แต่ไล่ตัวเลขตามลำดับจากรายได้ กำไรขั้นต้น กำไรจากการดำเนินงาน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายทางการเงิน เพื่อดูว่าธุรกิจทำกำไรจากส่วนใดจริง
จุดที่มักทำให้ต้องถามเพิ่มคือยอดขายเพิ่ม แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง กรณีนี้อาจเกิดจากการลดราคา ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น หรืองานใหม่มีกำไรต่ำกว่างานเดิม การบอกเพียงว่า “ยอดขายโต” จึงอาจยังไม่พอ หากเงินที่เหลือจากยอดขายลดลง
งบแสดงฐานะการเงินหรือที่มักเรียกว่างบดุล ช่วยให้เห็นว่ากิจการมีทรัพย์สินอะไร ใช้หนี้หรือทุนเป็นแหล่งเงิน และมีภาระใดกำลังครบกำหนด
เวลาอ่านงบ ดิฉันจะแบ่งสินทรัพย์เป็นสามกลุ่ม ได้แก่ เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามรอบปกติ ต้องมีหลักฐานเพิ่ม และไม่น่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันชำระหนี้ วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าสภาพคล่องจริงอาจต่างจากยอดรวมในงบ เพราะลูกหนี้ค้างนาน สต๊อกขายช้า หรือทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้งานยังถูกนับรวมอยู่
งบกระแสเงินสดหรือรายงานกระแสเงินสดภายในช่วยตอบว่า กำไรเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือไม่ และเงินถูกใช้ไปกับการดำเนินงาน การลงทุน หรือการชำระหนี้ส่วนใด
วิธีที่ดิฉันใช้ตรวจเร็วคือทำ “สะพานจากกำไรไปหาเงินสด” โดยเริ่มจากกำไรสุทธิ บวกรายการที่ไม่ใช่เงินสด แล้วตรวจการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ สต๊อก และเจ้าหนี้ วิธีนี้มักทำให้พบว่า บริษัทไม่ได้ไม่มีรายได้ แต่เงินไปค้างอยู่กับลูกค้าหรือสินค้า จึงยังไม่กลับมาเป็นเงินสำหรับชำระหนี้
ข้อมูลที่ควรใช้ในการตรวจเบื้องต้น ได้แก่
งบการเงินงวดล่าสุดพร้อมหมายเหตุประกอบงบ
งบอย่างน้อยหนึ่งงวดก่อนหน้าสำหรับเปรียบเทียบ
งบทดลองหรืองบภายในหลังวันปิดงบ ถ้ามี
รายงานอายุลูกหนี้และเจ้าหนี้
รายละเอียดสต๊อกแยกตามความเร็วในการขาย
ตารางหนี้แยกยอดคงเหลือ ค่างวด และวันครบกำหนด
ก่อนอ่านรายละเอียด ดิฉันมักทำสรุปหนึ่งหน้าโดยใส่ตัวเลขงวดล่าสุด งวดก่อน ผลต่าง เหตุผล และหลักฐานประกอบ วิธีนี้ช่วยให้เลือกตรวจเฉพาะรายการที่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ แทนการเปิดเอกสารทุกชุดพร้อมกัน
เป้าหมายจึงไม่ใช่รวบรวมเอกสารให้มากที่สุด แต่คือทำให้เห็นว่าตัวเลขเปลี่ยนเพราะอะไร เงินอยู่ตรงไหน และจะกลับมาเป็นกระแสเงินสดเมื่อใด
งบประจำปีอาจถูกต้องตามรอบบัญชี แต่ไม่จำเป็นต้องสะท้อนธุรกิจในวันที่ยื่นสินเชื่อ เพราะหลังวันปิดงบอาจมีทั้งลูกค้ารายใหญ่หยุดสั่งซื้อ ต้นทุนเพิ่ม หรือสัญญาใหม่เริ่มสร้างรายได้แล้ว
เวลาตรวจเคส ดิฉันจะเริ่มจากข้อมูลเดือนปัจจุบันแล้วย้อนกลับไปหาวันปิดงบ โดยทำ “ตารางเชื่อมหลังงบ” สั้น ๆ 4 ช่อง ได้แก่ เดือน รายได้ อัตรากำไรขั้นต้น และเหตุการณ์สำคัญ วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าผลประกอบการล่าสุดกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง โดยไม่ถูกค่าเฉลี่ยทั้งปีบดบัง
สิ่งที่มักเจอคือ งบทั้งปียังมีกำไร แต่ช่วงหลังปิดงบยอดขายหรืออัตรากำไรลดลงต่อเนื่อง ในทางกลับกัน บางบริษัทขาดทุนในงบเพราะเหตุการณ์เฉพาะ แต่เริ่มมีรายได้จากสัญญาใหม่และควบคุมต้นทุนได้แล้ว
ก่อนใช้ตัวเลขเดิมอธิบายความพร้อม ควรตอบให้ได้ว่า:
หลังปิดงบ รายได้และอัตรากำไรเปลี่ยนอย่างไร
ลูกค้า สัญญา หรือต้นทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
มีรายการสำคัญใดที่ยังไม่ปรากฏในงบ
ข้อมูลภายในสามารถเชื่อมกลับไปยังงบล่าสุดได้หรือไม่
หากงบประจำปีไม่ทันสถานการณ์ ควรแนบงบภายในพร้อมคำอธิบายผลต่าง ไม่ควรส่งเฉพาะยอดขายล่าสุดโดยไม่มีต้นทุนและกำไรประกอบ
รายได้สูงไม่ได้บอกว่าธุรกิจพร้อมกู้ SME เสมอไป เวลาตรวจรายได้ ดิฉันใช้คำถาม 3 ชั้น ได้แก่ รายได้เกิดซ้ำได้หรือไม่ เก็บเงินได้หรือไม่ และเหลือกำไรจริงเท่าไร
ควรแยกรายได้จากธุรกิจหลักออกจากรายได้ครั้งเดียว เช่น การขายทรัพย์สิน เงินชดเชย หรืองานพิเศษที่ไม่มีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง หากยอดขายเพิ่มจากลูกค้ารายเดียว ควรตรวจด้วยว่ารายได้นั้นมีสัญญาหรือคำสั่งซื้อรองรับนานเพียงใด
วิธีตรวจเร็วคือเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของยอดขายกับลูกหนี้การค้า หากยอดขายเพิ่มเล็กน้อยแต่ลูกหนี้เพิ่มเร็วกว่ามาก ดิฉันจะเปิดรายงานอายุลูกหนี้ทันที เพราะอาจเป็นยอดขายที่ยังเก็บเงินไม่ได้หรือเริ่มเกินเครดิตเทอม
เคสที่พบได้บ่อยคือยอดขายเพิ่ม แต่กำไรขั้นต้นลดลง เมื่อไล่รายละเอียดจึงพบว่าธุรกิจลดราคาเพื่อได้งาน ซื้อวัตถุดิบเร่งด่วนในต้นทุนสูง หรือรับลูกค้าใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายแฝงมากกว่าที่คำนวณไว้
ดังนั้น การนำเสนอว่ายอดขายเติบโตควรตอบต่อให้ได้ว่าเติบโตจากลูกค้ากลุ่มใด เก็บเงินเมื่อใด และอัตรากำไรหลังรับงานเปลี่ยนไปอย่างไร
ส่วนการตรวจยอดขายกับเงินเข้าบัญชีควรแยกไปดูจาก ผู้ให้สินเชื่อพิจารณา Statement ของธุรกิจอย่างไร โดยเฉพาะ
การตรวจงบก่อนกู้ SME ไม่ควรหยุดที่กำไรสุทธิ ดิฉันมักทำ “กำไรปรับมุมมอง” หนึ่งหน้า โดยเริ่มจากกำไรตามงบ แล้วแยกรายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติออกมาให้เห็นต่างหาก
ตัวเลขที่ใช้ตรวจร่วมกัน ได้แก่ กำไรขั้นต้น กำไรจากการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายทางการเงิน กำไรสุทธิ และรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบเป็นประจำคือเจ้าของกิจการต้องการจัดค่าใช้จ่ายหลายรายการเป็น “ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว” เพื่อให้กำไรปกติดูสูงขึ้น ดิฉันจะยอมรับมุมมองนี้เมื่อรายการตอบได้ครบ 3 ข้อ:
มีเอกสารระบุสาเหตุและจำนวนเงิน
ไม่มีแนวโน้มเกิดซ้ำในการดำเนินงานปกติ
การตัดรายการนั้นออกไม่ทำให้ต้นทุนที่จำเป็นของธุรกิจหายไป
ตัวอย่างเช่น กำไรจากการขายทรัพย์สินไม่ควรถูกใช้แทนกำไรจากธุรกิจหลัก ส่วนค่าซ่อมใหญ่ที่เกิดครั้งเดียวอาจแยกอธิบายได้ แต่ค่าบำรุงรักษาที่เกิดทุกปียังเป็นต้นทุนปกติ แม้จำนวนเงินแต่ละปีไม่เท่ากัน
วิธีนี้ไม่ได้เปลี่ยนกำไรตามบัญชี แต่ช่วยให้ผู้พิจารณาเห็นว่าธุรกิจหลักสร้างผลตอบแทนได้เพียงใดก่อนรวมรายการพิเศษ
สินทรัพย์หมุนเวียนทำให้งบดูมีสภาพคล่อง แต่ข้อผิดพลาดที่ดิฉันพบอยู่บ่อยคือการนำลูกหนี้และสต๊อกทั้งหมดมานับเสมือนว่าเป็นเงินสดที่พร้อมใช้ทันที
ควรแยกลูกหนี้เป็นกลุ่มยังไม่ถึงกำหนด เกินกำหนดไม่เกิน 30 วัน เกินกำหนด 31–90 วัน ค้างนานกว่า 90 วัน และรายการที่ยังโต้แย้งหรือส่งมอบงานไม่ครบ
นอกจากอายุลูกหนี้ ดิฉันจะดูประวัติรับเงินจริงของลูกค้ารายใหญ่ด้วย เพราะลูกหนี้ที่เกินกำหนดเป็นประจำแต่ยังชำระครบ อาจต้องตีความต่างจากลูกหนี้ที่ไม่มีการติดต่อหรือเอกสารรับรองงานไม่สมบูรณ์
สต๊อกควรถูกแยกเป็นสินค้าหมุนตามปกติ สินค้าเคลื่อนไหวช้า สินค้าล้าสมัย ของเสีย และสินค้าที่มูลค่าขายจริงอาจต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี
ในบางเคส Current Ratio ดูดีจนกระทั่งนำสต๊อกขายช้าและลูกหนี้เกินกำหนดออกจากการประเมินสภาพคล่อง ภาพเงินหมุนที่ใช้ได้จริงจึงเปลี่ยนไปทันที
วิธีที่ดิฉันใช้คือทำตาราง 4 ช่อง:
มูลค่าตามงบ
ส่วนที่คาดว่าเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามรอบธุรกิจ
ส่วนที่ต้องตรวจเพิ่มหรือยังไม่ควรนับเต็ม
หลักฐาน เช่น Aging Report ประวัติรับเงิน และรายงานการขายสต๊อก
ตารางนี้ไม่ใช่การแก้ตัวเลขในบัญชี แต่เป็นการแยก “มูลค่าตามงบ” ออกจาก “สภาพคล่องที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามเวลา” ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน
การมีหนี้ไม่ได้แปลว่างบไม่พร้อม สิ่งที่ต้องตรวจคือหนี้แต่ละก้อนถูกใช้กับอะไร มีกำหนดชำระเมื่อใด และระยะเวลาของหนี้สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ทรัพย์สินสร้างรายได้หรือไม่
ตัวอย่างที่ควรตรวจ ได้แก่
ใช้หนี้ระยะสั้นซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้งานหลายปีหรือไม่
หนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่
มีหนี้ก้อนใดกำลังจะครบกำหนดภายใน 12 เดือน
มีเงินกู้กรรมการหรือบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมากหรือไม่
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงต่อเนื่องหรือเป็นลบหรือไม่
หนี้เพิ่มขึ้น แต่สินทรัพย์หรือรายได้ไม่ได้เพิ่มตามหรือไม่
หากหนี้ระยะสั้นถูกนำไปใช้กับสินทรัพย์ระยะยาว กิจการอาจมีกำไรแต่กระแสเงินสดรายเดือนตึง เพราะต้องคืนเงินเร็วกว่าระยะเวลาที่สินทรัพย์สร้างผลตอบแทน
ผู้พิจารณาจึงไม่ได้ดูเพียงยอดหนี้รวม แต่ต้องการทราบวัตถุประสงค์ ยอดคงเหลือ วันครบกำหนด และภาระชำระของหนี้แต่ละก้อนด้วย
กำไรสุทธิกับกระแสเงินสดไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แต่ควรอธิบายได้ว่าเหตุใดตัวเลขจึงแตกต่างกัน
กรณีที่มีกำไรแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลง ควรตรวจว่าเงินไปอยู่ในรายการใด เช่น
ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น
สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น
เจ้าหนี้การค้าลดลง
มีการจ่ายค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
มีรายการระหว่างกิจการกับบุคคลเกี่ยวข้อง
มีการชำระภาระที่ไม่ปรากฏในกำไรขาดทุนงวดนั้น
คำถามที่ดิฉันใช้บ่อยคือ “กำไรของงวดนี้เปลี่ยนเป็นเงินสดอยู่ตรงไหน” หากยังตอบไม่ได้ ควรย้อนกลับไปตรวจการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้ สต๊อก เจ้าหนี้ และรายการที่ไม่ใช่เงินสด
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้เงินสดปลายงวดสูงที่สุด แต่คือทำให้เห็นว่าธุรกิจสร้างเงินสดจากการดำเนินงานได้จริงหรือไม่ และสาเหตุที่เงินสดเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับกิจการอย่างไร
ขั้นสุดท้ายคือดูว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังพิจารณาภาระเดิมแล้ว ยังพอมีส่วนรองรับหนี้ใหม่หรือไม่
ไม่ควรใช้ยอดขายทั้งหมดหรือกำไรสุทธิเพียงตัวเดียวสรุปว่าผ่อนไหว เพราะยอดขายยังไม่หักต้นทุน และกำไรอาจยังค้างอยู่ในลูกหนี้หรือสต๊อก
บทความนี้ใช้เพียงตรวจสัญญาณจากงบ ไม่ได้คำนวณวงเงินที่ควรขอหรือเลือกประเภทสินเชื่อ หากต้องการวิเคราะห์ความสามารถชำระหนี้โดยเฉพาะ สามารถอ่าน วิธีพิจารณา DSCR–DSR ก่อนกู้ SME เพิ่มเติม
การอ่านงบทีละฉบับอาจทำให้มองข้ามความสัมพันธ์ของตัวเลข วิธีที่ช่วยเพิ่มคุณภาพการตรวจคือเปรียบเทียบตัวเลขข้ามงบ
ควรตรวจว่ากำไรไปค้างอยู่ในลูกหนี้หรือสต๊อกหรือไม่ หากเกิดซ้ำหลายงวด อาจหมายถึงธุรกิจต้องใช้เงินทุนเพิ่มเพื่อรองรับยอดขาย
อาจเกิดจากเครดิตเทอมยาวขึ้น ลูกค้าจ่ายช้าลง หรือมีลูกหนี้บางส่วนเริ่มเกินกำหนด ควรตรวจรายงานอายุลูกหนี้และลูกค้ารายใหญ่
ควรตรวจว่าสต๊อกเพิ่มเพื่อรองรับยอดขายในอนาคต หรือเกิดจากสินค้าขายช้า การสั่งซื้อเกินความต้องการ หรือสินค้าบางส่วนสูญเสียมูลค่า
ควรตรวจว่าเงินกู้ถูกใช้ไปกับอะไร เช่น ชำระหนี้เดิม รองรับผลขาดทุน ถอนออกโดยบุคคลเกี่ยวข้อง หรือใช้กับรายการที่ยังไม่สร้างรายได้
โดยทั่วไปควรอธิบายการเปลี่ยนแปลงได้จากกำไรหรือขาดทุน เงินปันผล และรายการปรับปรุงทางบัญชี หากตัวเลขเปลี่ยนมาก ควรตรวจงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้นและหมายเหตุประกอบงบ
อาจเกิดจากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การใช้วงเงินระยะสั้นมากขึ้น ค่าธรรมเนียม หรือหนี้บางก้อนมีต้นทุนสูง ควรตรวจรายละเอียดหนี้และเงื่อนไขแต่ละสัญญา
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้แปลว่างบผิดหรือธุรกิจไม่มีคุณสมบัติ แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของคำถาม” ที่ควรมีคำอธิบายก่อนยื่น
เจ้าของกิจการจำนวนมากอ่านเฉพาะตัวเลขหน้าหลัก แต่รายละเอียดสำคัญอาจอยู่ในหมายเหตุประกอบงบ เช่น
วิธีประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือ
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
รายการกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
เงินกู้กรรมการและเงื่อนไขการชำระ
ภาระผูกพันตามสัญญา
ทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน
คดีความหรือหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น
เหตุการณ์สำคัญหลังวันสิ้นรอบบัญชี
การเปลี่ยนนโยบายหรือประมาณการทางบัญชี
จากที่ดิฉันสังเกต ประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามมักไม่ใช่การมีรายการเหล่านี้ แต่เป็นการที่เจ้าของกิจการไม่ทราบว่ารายการมีอยู่หรืออธิบายผลกระทบต่อธุรกิจไม่ได้
ในเคสธุรกิจค้าส่งวัสดุสิ้นเปลืองให้ร้านอาหารที่ดิฉันเคยตรวจ งบแสดงยอดขายค่อนข้างสม่ำเสมอและ Current Ratio ไม่ได้ดูผิดปกติอย่างชัดเจน
แต่เมื่อตรวจคุณภาพของสินทรัพย์และโครงสร้างหนี้ พบว่า:
สินค้าหมุนช้าและของเสียยังรวมอยู่ในสินค้าคงเหลือ
ลูกหนี้บางรายเกินเครดิตเทอมปกติ
หนี้ระยะสั้นบางส่วนถูกใช้ซื้ออุปกรณ์ที่มีอายุใช้งานหลายปี
กำไรที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งยังค้างอยู่ในลูกหนี้และสต๊อก
ดิฉันจึงไม่ได้เริ่มจากการพยายามทำให้อัตราส่วนสูงขึ้น แต่ทำตารางปรับมุมมองของสินทรัพย์ โดยแยกมูลค่าตามงบออกจากส่วนที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามรอบปกติ
จากนั้นจึงจัดหนี้ตามวันครบกำหนด เพื่อดูว่าสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีระยะเวลาสอดคล้องกับภาระที่ต้องจ่ายหรือไม่
หลังปรับคุณภาพสินทรัพย์ ภาพสภาพคล่องเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน:
Current Ratio ตามงบยังเป็นตัวเลขเดิม
แต่สินทรัพย์ที่ใช้รองรับหนี้ระยะสั้นได้จริงลดลง
เงินทุนหมุนเวียนที่มีคุณภาพเหลือน้อยกว่าที่เห็นจากยอดรวม
ภาระระยะสั้นกระจุกตัวเร็วกว่ารอบเก็บเงินจากลูกหนี้
บทเรียนจากเคสนี้คือ งบที่พร้อมไม่ได้หมายถึงงบที่มีอัตราส่วนดูดี แต่เป็นงบที่เจ้าของกิจการรู้ว่าสินทรัพย์ส่วนใดมีคุณภาพ หนี้ส่วนใดกำลังครบกำหนด และช่องว่างของสภาพคล่องเกิดขึ้นตรงไหน
การแบ่งระดับต่อไปนี้เป็นผลตรวจเฉพาะงบการเงิน ไม่ใช่ผลอนุมัติหรือการประเมินคุณสมบัติทั้งหมด
งบอาจอยู่ในระดับพร้อม หากข้อมูลเป็นปัจจุบัน รายได้และกำไรมีที่มาชัดเจน สินทรัพย์มีคุณภาพ โครงสร้างหนี้อธิบายได้ และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังมีส่วนรองรับภาระ
สถานะนี้มักพบเมื่อธุรกิจยังดำเนินงานได้ แต่มีรายการที่ต้องอธิบาย เช่น ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว ลูกหนี้เพิ่มจากโครงการใหม่ สต๊อกสูงตามฤดูกาล เงินกู้กรรมการ หรือหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นผิดปกติ
คำอธิบายควรตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระทบตัวเลขใด เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวหรือถาวร และมีหลักฐานอะไรสนับสนุน
ควรตรวจเพิ่มเติมหากข้อมูลล่าสุดไม่ครบ กำไรไม่เปลี่ยนเป็นเงินสด ลูกหนี้หรือสต๊อกมีปัญหาจำนวนมาก หนี้ระยะสั้นเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนของผู้ถือหุ้นอ่อนตัว หรือรายการเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่มีคำอธิบาย
ลองตอบคำถามต่อไปนี้ด้วย “ใช่” หรือ “ยังไม่ใช่”
มีงบล่าสุดและงบก่อนหน้าสำหรับเปรียบเทียบ
อธิบายแนวโน้มรายได้ กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิได้
แยกรายการปกติออกจากรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้ว
กำไรสุทธิสอดคล้องกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
ทราบว่าลูกหนี้ส่วนใดเกินกำหนดและมีโอกาสเก็บเงินได้
แยกสต๊อกหมุนเร็ว สต๊อกหมุนช้า และของเสียแล้ว
มีรายละเอียดหนี้ระยะสั้นและภาระที่จะครบกำหนด
สินทรัพย์และหนี้สินที่เปลี่ยนแปลงมากมีคำอธิบาย
ตรวจรายการสำคัญในหมายเหตุประกอบงบแล้ว
อธิบายความสัมพันธ์ของกำไร สินทรัพย์ หนี้ และกระแสเงินสดได้
หากยังตอบ “ยังไม่ใช่” หลายข้อ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจกู้ไม่ได้ แต่ควรตรวจข้อมูลและเตรียมคำอธิบายให้ชัดก่อนเข้าสู่การประเมินคุณสมบัติส่วนอื่น
ไม่จำเป็นต้องมีกำไรในทุกกรณี แต่หากขาดทุนต้องอธิบายสาเหตุ แนวโน้ม กระแสเงินสด และแนวทางฟื้นตัวได้ ผู้ให้สินเชื่อยังพิจารณาภาระหนี้ เครดิต และเงื่อนไขอื่นร่วมด้วย
ยังสรุปไม่ได้ เพราะต้องตรวจคุณภาพลูกหนี้ สต๊อก และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หากสินทรัพย์ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้ตามกำหนด อัตราส่วนที่ดูดีก็อาจไม่สะท้อนสภาพคล่องจริง
อาจเกิดจากลูกหนี้หรือสต๊อกเพิ่ม เจ้าหนี้ลด การจ่ายค่าใช้จ่ายล่วงหน้า หรือรายการอื่นที่ใช้เงินสด ควรตรวจการเปลี่ยนแปลงในงบแสดงฐานะการเงินร่วมกับงบกระแสเงินสด
ควรมีงบล่าสุดและอย่างน้อยหนึ่งงวดก่อนหน้าสำหรับดูทิศทาง พร้อมข้อมูลหลังวันปิดงบหากงบล่าสุดไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนจำนวนงวดที่ผู้ให้สินเชื่อขอจริงขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และนโยบายของแต่ละแห่ง
ควรจัดทำงบภายในหรือสรุปผลประกอบการหลังวันปิดงบ พร้อมอธิบายสาเหตุที่ทำให้ผลเดิมอ่อนตัวและหลักฐานที่แสดงการฟื้นตัว ไม่ควรใช้ประมาณการเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงรองรับ
ยังต้องตรวจคุณสมบัติด้านอื่น เช่น เครดิต อายุธุรกิจ วัตถุประสงค์ วงเงิน เอกสาร และเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ การที่งบพร้อมหมายถึงข้อมูลทางการเงินพร้อมเข้าสู่การประเมิน ไม่ได้หมายถึงได้รับอนุมัติแล้ว
หากงบพร้อมแล้ว สามารถดำเนินการต่อเป็นลำดับดังนี้
ตรวจคุณสมบัติทั้งกิจการด้วย เช็กคุณสมบัติก่อนยื่นสินเชื่อ SME
ตรวจรายการเดินบัญชีจาก แนวทางวิเคราะห์ Statement ก่อนขอสินเชื่อ SME
เตรียมข้อมูลตาม เช็กลิสต์เอกสารขอสินเชื่อ SME
เลือกประเภทวงเงินจาก คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ
หากเคยถูกปฏิเสธ ให้ตรวจ 8 สาเหตุที่ทำให้สินเชื่อ SME ไม่ผ่าน ก่อนยื่นใหม่
ก่อนยื่นสินเชื่อธุรกิจ เจ้าของกิจการควรตรวจงบทั้งสามส่วนร่วมกัน เพราะกำไร รายได้ สินทรัพย์ หนี้สิน และกระแสเงินสดเชื่อมโยงกัน
จุดที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงว่าบริษัทมีกำไรหรือ Current Ratio เท่าไร แต่คือ:
กำไรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่
ลูกหนี้และสต๊อกมีคุณภาพเพียงใด
หนี้ระยะสั้นสัมพันธ์กับสินทรัพย์ที่นำไปใช้หรือไม่
ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงมากมีเหตุผลและหลักฐานหรือไม่
กระแสเงินสดจากงบยังมีส่วนรองรับภาระใหม่หรือไม่
งบที่มีจุดอ่อนแต่สามารถอธิบายได้ อาจมีความน่าเชื่อถือมากกว่างบที่มีตัวเลขดูดีแต่ไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพของสินทรัพย์และที่มาของกำไรได้
หากต้องการประเมินคุณสมบัติ วงเงิน และข้อมูลของกิจการในภาพรวม สามารถ สมัครประเมินความพร้อมสินเชื่อธุรกิจ ก่อนเลือกแนวทางที่เหมาะกับกิจการ
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อหรือการรับประกันผลอนุมัติ วงเงิน ดอกเบี้ย และเงื่อนไขขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการและนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา