คู่มือสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์ | เช็กคุณสมบัติของฉัน | เช็กลิสต์เอกสาร | เปรียบเทียบสินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์
เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 20 กรกฎาคม 2569
เวลาประเมินกิจการขนาดเล็ก ดิฉันพบสถานการณ์หนึ่งค่อนข้างบ่อย เจ้าของกิจการบอกว่ายอดขายเดือนละ 600,000–800,000 บาท ร้านเปิดมานาน ลูกค้าก็มีต่อเนื่อง แต่เมื่อถามว่ายอดขายเหล่านั้นตรวจสอบจากเอกสารใดได้บ้าง คำตอบกลับกระจายอยู่หลายแห่ง ทั้งบัญชีส่วนตัว บัญชีร้าน รายงาน QR เงินสดหน้าร้าน และยอดจากแพลตฟอร์มออนไลน์
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจไม่มีรายได้เสมอไป แต่อยู่ที่ผู้พิจารณายังเชื่อมโยงไม่ได้ว่า เงินก้อนใดเป็นยอดขายจริง เงินก้อนใดเป็นเงินที่เจ้าของโอนเข้ามาเอง และหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วกิจการเหลือกระแสเงินสดสำหรับชำระหนี้เท่าไร
ในกรณีสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กไม่มีหลักประกัน บ้านหรือที่ดินไม่ได้ทำหน้าที่รองรับความเสี่ยงให้ผู้ให้สินเชื่อ น้ำหนักจึงย้ายมาที่หลักฐานรายได้ กระแสเงินสด ประวัติเครดิต และคำอธิบายว่าเงินที่ขอจะถูกนำไปใช้อย่างไร
หากต้องการศึกษาภาพรวมเรื่องคุณสมบัติ วงเงิน ดอกเบี้ย และเกณฑ์พิจารณา สามารถอ่านได้จาก คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่วนบทความนี้จะลงลึกเฉพาะวิธีทำให้รายได้ของกิจการขนาดเล็ก “มองเห็นและตรวจสอบย้อนกลับได้”
หมายเหตุ: ตัวเลขและสถานการณ์ภายในบทความเป็นกรณีจำลองที่สร้างจากรูปแบบปัญหาซึ่งพบได้บ่อยในการวิเคราะห์สินเชื่อ ไม่ใช่ข้อมูลของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง และไม่ใช่เกณฑ์รับประกันการอนุมัติ เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการและนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
เอกสารแต่ละชิ้นไม่ควรยืนแยกกัน แต่ต้องเล่าเรื่องเดียวกัน หากรายงาน POS ระบุว่ายอดขายเดือนหนึ่ง 700,000 บาท แต่ Statement มีเงินเข้าที่อธิบายได้เพียง 420,000 บาท ผู้พิจารณาย่อมต้องถามว่าส่วนต่างเกิดจากอะไร
ในทางกลับกัน หากเงินเข้าบัญชี 700,000 บาท แต่ส่วนใหญ่เป็นรายการโอนจากกรรมการหรือบัญชีที่เกี่ยวข้อง เงินเข้าจำนวนมากก็ยังไม่เท่ากับรายได้จากการดำเนินธุรกิจ
แทนที่จะเริ่มจากการรวม Statement ทั้งหมดแล้วดูว่ามีเงินเข้ากี่บาท ดิฉันจะแบ่งข้อมูลออกเป็นสามทางก่อน
ยอดขายที่ธุรกิจบันทึก
ยอดรับชำระจากช่องทางขาย
เงินที่เข้าบัญชีธนาคารจริง
วิธีนี้ทำให้เห็นว่าเงินหายไประหว่างขั้นตอนไหน และช่วยแยกรายได้ธุรกิจออกจากเงินโอนประเภทอื่น
สมมติร้านค้ารายงานยอดขายเดือนละ 720,000 บาท ประกอบด้วย:
ยอดจาก POS 310,000 บาท
ยอดรับผ่าน QR 250,000 บาท
ยอดขายเงินสด 160,000 บาท
เมื่อตรวจ Statement พบเงินเข้าที่เชื่อมโยงกับยอดขายได้ 610,000 บาท ส่วนต่าง 110,000 บาทเกิดจากเงินสดบางส่วนถูกนำไปซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนฝากเข้าบัญชี
ในมุมเจ้าของร้าน เงินสด 110,000 บาทนั้นเป็นยอดขายจริง แต่ในมุมของผู้ที่อ่าน Statement เงินส่วนนี้ไม่มีเส้นทางให้ตรวจสอบครบถ้วน หากไม่มีรายงานยอดขายประจำวัน ใบซื้อวัตถุดิบ หรือสมุดเงินสดมาประกอบ คำอธิบายจะพึ่งพาคำบอกเล่ามากเกินไป
ดิฉันจึงใช้ตัวเลขหนึ่งสำหรับตรวจสอบภายใน เรียกว่า “สัดส่วนรายได้ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้”
สัดส่วนรายได้ที่ตรวจสอบได้ = รายรับธุรกิจที่เชื่อมกับหลักฐานได้ ÷ ยอดขายที่กิจการแจ้ง × 100
จากตัวอย่าง:
610,000 ÷ 720,000 × 100 = 84.7%
ตัวเลข 84.7% ไม่ใช่เกณฑ์ของธนาคารและไม่ได้แปลว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ช่วยให้เราเห็นว่ายังมียอดขายอีก 15.3% ที่ต้องอธิบาย หากสามารถเชื่อมส่วนต่างกับรายงานเงินสด ใบเสร็จและค่าใช้จ่ายได้ เรื่องราวทางการเงินก็จะสมบูรณ์ขึ้น
ยิ่งรายได้ส่วนใหญ่ตรวจสอบย้อนกลับจากยอดขายไปยังบัญชีได้มากเท่าไร ผู้พิจารณาก็ยิ่งใช้เวลาน้อยลงในการถามถึงที่มาของเงิน
เจ้าของกิจการบางรายกังวลว่า Statement ของตนไม่สวย เพราะยอดขายแต่ละเดือนไม่เท่ากัน แต่ในธุรกิจจริง รายได้ไม่จำเป็นต้องราบเรียบเสมอไป ร้านอาหารอาจขายดีช่วงเทศกาล ธุรกิจรับเหมาอาจได้รับเงินตามงวด ส่วนร้านออนไลน์อาจมียอดพุ่งในช่วงแคมเปญ
สิ่งที่ดิฉันตรวจจึงไม่ใช่แค่ “เงินเข้าเยอะหรือไม่” แต่ดูอย่างน้อยหกเรื่อง
ต้องแยกยอดขายออกจากเงินที่กรรมการโอนเข้า เงินกู้เดิม เงินคืนจากคู่ค้า หรือเงินหมุนระหว่างบัญชี เพราะเงินทุกก้อนไม่ได้สะท้อนความสามารถสร้างรายได้
หากยอดขายสูงขึ้นในเดือนธันวาคมเพราะเทศกาล ต้องมีรายงาน POS หรือยอดสั่งซื้อสนับสนุน หากยอดลดลงในช่วงโลว์ซีซันก็ควรอธิบายได้ว่าเป็นรูปแบบปกติของธุรกิจ ไม่ใช่รายได้หายโดยไม่ทราบสาเหตุ
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ร้านขายเงินสดจำนวนมากนำเงินไปซื้อของ จ่ายค่าแรงหรือใช้ส่วนตัวก่อนนำส่วนที่เหลือฝากเข้าบัญชี ทำให้ Statement แสดงยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง
ถ้าต้องการให้ Statement สะท้อนธุรกิจชัดขึ้น ควรบันทึกยอดขายเงินสดทั้งหมดและฝากเข้าบัญชีธุรกิจก่อน จากนั้นจึงจ่ายค่าใช้จ่ายผ่านบัญชีตามปกติ วิธีนี้ไม่ได้ทำให้กิจการมีรายได้เพิ่ม แต่ทำให้เส้นทางเงินอ่านง่ายขึ้น
บาง Statement ดูเหมือนมียอดหมุนเวียนสูง แต่เมื่อตามรายการกลับพบว่าเป็นเงินก้อนเดิมที่โอนไประหว่างบัญชีเจ้าของ บัญชีคู่สมรสและบัญชีบริษัท การรวมยอดเหล่านี้เป็นรายได้จะทำให้ภาพธุรกิจคลาดเคลื่อน
ยอดขายสูงแต่เงินเหลือปลายเดือนน้อยมาก อาจเกิดจากต้นทุนสูง ภาระหนี้เดิม หรือเจ้าของถอนเงินออกจากกิจการมากเกินไป ผู้พิจารณาจึงไม่ได้ดูเพียงยอดเงินเข้า แต่จะสนใจว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไรและเหลือสำหรับชำระภาระใหม่หรือไม่
ควรรวมค่างวดทั้งในชื่อกิจการและภาระที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของ หาก Statement แสดงรายได้ดี แต่มีรายการชำระหนี้หลายก้อนจนกระแสเงินสดตึง การขอวงเงินใหม่อาจต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างภาระเดิมก่อน
ธุรกิจยุคปัจจุบันมักมีรายได้หลายช่องทาง ปัญหาคือยอดที่ปรากฏในแต่ละระบบอาจไม่เท่ากับเงินที่เข้าบัญชี
ตัวอย่างเช่น ร้านออนไลน์มียอดขายรวมจากแพลตฟอร์ม 1,050,000 บาท แต่เงินสุทธิที่โอนเข้าบัญชีเพียง 920,000 บาท ส่วนต่างอาจประกอบด้วย:
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
ส่วนลดที่ร้านร่วมรับผิดชอบ
ค่าขนส่ง
รายการคืนสินค้า
ยอดที่ยังไม่ถึงรอบโอน
ค่าการตลาดภายในแพลตฟอร์ม
หากส่งเพียง Statement ผู้พิจารณาจะเห็นรายรับ 920,000 บาท แต่ไม่เห็นที่มาของส่วนต่าง 130,000 บาท ขณะที่หากส่งเฉพาะรายงานยอดขาย 1,050,000 บาท ก็ยังไม่เห็นว่าเงินสุทธิเข้ากิจการจริงเท่าไร
เมื่อยอดสุทธิในตารางตรงกับ Statement ผู้พิจารณาจะเข้าใจได้ทันทีว่าส่วนต่างไม่ได้เกิดจากยอดขายที่หายไป แต่เป็นโครงสร้างปกติของช่องทางจำหน่าย
แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับ POS, EDC, QR และ e-wallet โดยควรเก็บรายงานรายวันหรือรายเดือนให้ตรงกับรอบเงินเข้าบัญชี
ธุรกิจบริการ เอเจนซี ผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ B2B อาจไม่ได้รับเงินทุกวัน รายได้บางเดือนจึงดูต่ำมากและบางเดือนสูงเป็นพิเศษ หากดูเฉพาะ Statement โดยไม่เปิดสัญญา ก็อาจเข้าใจผิดว่ารายได้ไม่มีความสม่ำเสมอ
สมมติบริษัทบริการมีสัญญามูลค่า 1,800,000 บาท รับเงินสามงวด:
งวดแรก 540,000 บาทเมื่อเริ่มงาน
งวดสอง 720,000 บาทเมื่อส่งงานระยะกลาง
งวดสุดท้าย 540,000 บาทเมื่อลูกค้าตรวจรับ
Statement อาจมีเงินเข้าก้อนใหญ่เพียงสามครั้งในระยะหกเดือน แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจหยุดดำเนินงานในเดือนที่ไม่มีเงินเข้า สิ่งที่ต้องนำมาเชื่อมคือสัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานส่งมอบงาน และประวัติการรับชำระจากลูกค้ารายเดิม
จากที่ดิฉันสังเกต ข้อผิดพลาดของกิจการกลุ่มนี้คือแสดงเฉพาะมูลค่าสัญญา แต่ไม่แสดงต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนรับแต่ละงวด ทำให้ผู้พิจารณายังไม่เห็นว่ากิจการต้องใช้เงินเท่าไรและจะมีเงินเหลือชำระคืนจริงเท่าไร
ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่ารายรับแต่ละงวดมีต้นทุนอะไรรองรับ และกิจการเหลือกระแสเงินสดหลังจบงานเท่าไร
กิจการขนาดเล็กบางแห่งยังเปิดดำเนินงานไม่นาน หรือดำเนินธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาจึงไม่มีงบการเงินแบบบริษัทขนาดใหญ่ครบทุกชุด ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเอกสารให้วิเคราะห์ แต่ต้องจัดหลักฐานจากหลายแหล่งให้เชื่อมกัน
เอกสารที่อาจใช้ประกอบ ได้แก่:
Statement บัญชีที่รับรายได้ธุรกิจย้อนหลังตามระยะเวลาที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
รายงานยอดขาย POS, QR, EDC หรือแพลตฟอร์ม
ทะเบียนพาณิชย์หรือเอกสารจดทะเบียนกิจการ
แบบยื่นภาษีและเอกสารรายได้ที่เกี่ยวข้อง
Invoice, ใบกำกับภาษี ใบเสร็จและใบส่งสินค้า
PO หรือสัญญากับลูกค้า
ใบซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์
สัญญาเช่าสถานประกอบการ
รายการสินค้าคงเหลือ
หลักฐานค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าแรงและค่าสาธารณูปโภค
อย่างไรก็ตาม การส่งเอกสารจำนวนมากโดยไม่มีคำอธิบายอาจทำให้ตรวจยากกว่าเดิม ดิฉันจึงจัดเอกสารตามคำถาม ไม่ได้จัดตามวันที่เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างการแบ่งแฟ้ม:
เอกสารยืนยันตัวตนและการมีอยู่ของกิจการ
เอกสารแสดงที่มาของยอดขาย
Statement และหลักฐานรับชำระ
เอกสารภาษีและบัญชี
เอกสารแสดงวัตถุประสงค์การใช้วงเงิน
ตารางภาระหนี้และแผนชำระคืน
หากกิจการยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลของตนพร้อมหรือไม่ สามารถตรวจเบื้องต้นจาก วิธีประเมินตัวเองก่อนยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์
เวลาต้องตรวจ Statement หลายบัญชีควบคู่กับยอด POS และเอกสารภาษี ดิฉันพบว่าการมีสรุปหนึ่งหน้าช่วยลดความสับสนได้มาก เพราะทำให้เห็นภาพรวมก่อนเปิดเอกสารรายละเอียด
สรุปหนึ่งหน้าควรตอบเจ็ดเรื่อง:
กิจการทำอะไรและเปิดดำเนินงานมานานเท่าไร
ลูกค้าหลักคือใครและขายผ่านช่องทางใด
ยอดขายเฉลี่ยและยอดขายเดือนต่ำสุดอยู่ที่เท่าไร
เงินเข้าบัญชีจากช่องทางใดบ้าง
ค่าใช้จ่ายหลักและภาระหนี้เดิมคืออะไร
ต้องการวงเงินเท่าไรและใช้เรื่องใด
จะชำระคืนจากรายรับส่วนไหนและเมื่อไร
กิจการเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์ เปิดดำเนินงานมา 20 เดือน ยอดขายเฉลี่ยประมาณ 650,000 บาทต่อเดือน รับเงินผ่าน QR 55% บัตร 20% และเงินสด 25%
เงินเข้าบัญชีธุรกิจที่ตรวจสอบได้เฉลี่ย 570,000 บาทต่อเดือน ส่วนต่างเป็นยอดเงินสดซึ่งมีรายงานขายประจำวันประกอบ
อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 28% มีค่าเช่าและค่าแรงรวม 95,000 บาทต่อเดือน
ต้องการวงเงิน 360,000 บาทเพื่อซื้อสต๊อกก่อนฤดูกาลขาย โดยเงินจะจมประมาณ 45 วัน
แผนชำระคืนมาจากยอดขายของสต๊อกล็อตดังกล่าวภายในสองรอบขาย พร้อมแนบใบเสนอราคาซัพพลายเออร์และข้อมูลยอดขายช่วงเดียวกันของปีก่อน
สรุปนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทน Statement หรืองบการเงิน แต่ช่วยให้ผู้พิจารณารู้ว่าจะเปิดดูเอกสารใดเพื่อยืนยันตัวเลขแต่ละจุด
สำหรับกิจการขนาดเล็ก ความต้องการเงินจริงอาจต่ำกว่าวงเงินสูงสุดที่ผลิตภัณฑ์เสนอมาก ดิฉันจึงเริ่มจากสูตรง่าย ๆ:
เงินที่ต้องจ่ายก่อนรับรายได้ − เงินสดที่กิจการนำมาใช้ได้ = ช่องว่างเงินทุน
สมมติกิจการต้องซื้อสินค้า 420,000 บาท มีค่าแรงและค่าขนส่งก่อนขายอีก 80,000 บาท รวมต้องใช้ 500,000 บาท แต่มีเงินสดที่จัดสรรได้ 170,000 บาท
500,000 − 170,000 = 330,000 บาท
หากเผื่อความคลาดเคลื่อนอีก 10% ความต้องการจะอยู่ประมาณ 363,000 บาท การขอวงเงินประมาณ 360,000–400,000 บาทจึงอธิบายได้ง่ายกว่าการขอ 1 ล้านบาทโดยยังไม่มีวัตถุประสงค์รองรับส่วนที่เหลือ
ผู้ให้สินเชื่ออาจอนุมัติมากหรือน้อยกว่าที่คำนวณ ขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระหนี้และหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง แต่การเริ่มจากตัวเลขที่เชื่อมกับการใช้เงินจริงช่วยให้แผนมีเหตุผลมากกว่าเริ่มจากคำว่า “อยากได้วงเงินสูงที่สุด”
หากยังไม่แน่ใจว่าควรใช้เงินก้อน วงเงินหมุนเวียน หรือสินเชื่อจากเอกสารการค้า สามารถอ่านต่อที่ ประเภทสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับกิจการ
เงินลงทุนซื้ออุปกรณ์กับเงินหมุนเวียนมีระยะคืนเงินต่างกัน หากต้องซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ รีโนเวตร้านหรือเปิดพื้นที่ให้บริการเพิ่ม ควรคำนวณว่าการลงทุนนั้นสร้างรายได้เพิ่มหรือลดต้นทุนได้เดือนละเท่าไร และใช้เวลากี่เดือนจึงคืนทุน
ไม่ควรนำค่าอุปกรณ์ระยะยาวไปรวมกับเงินซื้อสต๊อก 30–60 วันแล้วขอเป็นวงเงินก้อนเดียว เพราะเมื่อเงินสองส่วนทำหน้าที่ต่างกัน แผนชำระคืนก็ต้องต่างกันด้วย
ศึกษาการคำนวณผลตอบแทนและระยะคืนทุนต่อได้ที่ สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็กสำหรับซื้ออุปกรณ์หรือรีโนเวต
คำว่าไม่มีหลักประกันหรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยทั่วไปหมายถึงไม่ต้องนำทรัพย์เฉพาะ เช่น บ้าน ที่ดิน อาคารหรือรถไปจำนองหรือจำนำ แต่ผู้ให้สินเชื่ออาจกำหนดให้กรรมการหรือบุคคลค้ำประกัน รวมถึงใช้การค้ำประกันจากหน่วยงานหรือเงื่อนไขทางธุรกิจอื่น
ก่อนลงนามควรตรวจให้ชัดว่า:
ใครต้องเป็นผู้ค้ำ
ความรับผิดของผู้ค้ำครอบคลุมเงินต้น ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายใด
มีการโอนสิทธิรับเงินหรือจดหลักประกันทางธุรกิจหรือไม่
วงเงินถูกทบทวนหรือต่ออายุเมื่อใด
การผิดนัดของวงเงินหนึ่งส่งผลต่อสัญญาอื่นหรือไม่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ใช้หลักประกัน แต่ใช้กรรมการค้ำหมายความว่าอย่างไร
หากรายได้ของกิจการยังปะปนหลายบัญชี ไม่ควรรีบสร้างเอกสารย้อนหลังให้ดูสวย แต่ควรเริ่มจัดระบบจากข้อมูลจริงที่มีอยู่
นำ Statement มาจัดกลุ่มเป็น:
รายได้จากลูกค้า
เงินโอนจากเจ้าของ
เงินกู้หรือเงินยืม
เงินคืนจากคู่ค้า
เงินโอนระหว่างบัญชี
รายการอื่นที่ต้องอธิบาย
เป้าหมายคือทำให้ยอดเงินเข้าทั้งหมดไม่ถูกนับเป็นยอดขายโดยอัตโนมัติ
นำรายงาน POS, QR, e-wallet หรือแพลตฟอร์มมาเทียบกับ Statement ตรวจวันตัดรอบ ค่าธรรมเนียม รายการคืนสินค้า และยอดที่ยังไม่โอน
หากเจ้าของถอนเงินออกไปใช้ส่วนตัว ควรระบุให้ชัด ไม่ควรบันทึกเป็นต้นทุนธุรกิจทั้งหมด เพราะจะทำให้กำไรจากการดำเนินงานคลาดเคลื่อน
สรุปยอดขาย ต้นทุน ภาระหนี้ ช่องว่างเงินสด วัตถุประสงค์และแหล่งชำระคืน พร้อมใส่หมายเลขอ้างอิงไปยังเอกสารหลัก
ลองลดรายได้ลง 20% และเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้น 10% แล้วดูว่ากิจการยังชำระค่างวดใหม่ได้หรือไม่ หากเริ่มขาดเงินตั้งแต่สถานการณ์จำลองเพียงเล็กน้อย ควรลดวงเงิน ยืดระยะเวลา หรือเลื่อนการยื่นออกไปก่อน
ระยะเวลา 4–6 สัปดาห์เป็นเพียงแนวทางจัดข้อมูล ไม่ใช่เงื่อนไขของธนาคารและไม่รับประกันผลอนุมัติ บางกิจการอาจใช้เวลาสั้นหรือยาวกว่านี้ตามความพร้อมของเอกสาร
จากที่ดิฉันสังเกต การยื่นเร็วไม่ได้แปลว่าจะทราบผลเร็วเสมอไป หากข้อมูลต่อไปนี้ยังตอบไม่ได้ การจัดระบบก่อนอาจคุ้มกว่า
ยอดขายที่เจ้าของแจ้งสูงกว่ายอดที่ตรวจสอบได้มาก แต่ไม่มีเอกสารอธิบายส่วนต่าง
เงินเข้าบัญชีส่วนใหญ่เป็นเงินโอนวนจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง
รายได้ธุรกิจปะปนกับรายรับส่วนตัวจนแยกไม่ได้
ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะใช้วงเงินทำอะไร
ขอวงเงินตามจำนวนสูงสุดของผลิตภัณฑ์ ไม่ได้คำนวณจากความจำเป็น
ไม่ทราบว่าหลังหักภาระเดิมแล้วเหลือเงินชำระค่างวดเท่าไร
เอกสารภาษี รายงานยอดขายและ Statement ให้ตัวเลขคนละทิศทาง
เจ้าของไม่สามารถอธิบายลูกค้าหลักและที่มาของรายได้ก้อนใหญ่ได้
การหยุดจัดข้อมูลหนึ่งหรือสองรอบบัญชีอาจช่วยให้เห็นปัญหาที่ต้องแก้ เช่น เงินสดไม่ได้ฝากบัญชี รายได้กระจุกตัว หรือต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตกแต่งหรือสร้างรายการทางการเงินขึ้นเพื่อให้ดูดี เพราะผู้พิจารณาต้องการเห็นกิจกรรมทางธุรกิจจริงและข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ให้สินเชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ บางแห่งรับผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาที่มีทะเบียนพาณิชย์หรือหลักฐานประกอบกิจการ ขณะที่บางผลิตภัณฑ์รับเฉพาะนิติบุคคล ควรตรวจคุณสมบัติก่อนเตรียมเอกสาร
กิจการบุคคลธรรมดาบางรายใช้บัญชีส่วนตัวรับรายได้ธุรกิจ แต่ต้องแยกรายการส่วนตัว เงินโอนจากครอบครัวและเงินหมุนระหว่างบัญชีออกให้ชัด หากเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ควรใช้บัญชีในชื่อกิจการเป็นหลักเพื่อให้ติดตามรายได้และค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
ควรมีรายงานขายประจำวัน ใบเสร็จ รายงานสต๊อก ใบซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์และบันทึกเงินสด จากนั้นนำเงินเข้าบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ยอดขาย เงินสดและ Statement เชื่อมโยงกันได้
ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับผู้ให้สินเชื่อและผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปมักต้องการข้อมูลหลายเดือนเพื่อดูความต่อเนื่องและฤดูกาลของรายได้ กิจการควรเตรียมข้อมูลย้อนหลังให้มากพอที่จะอธิบายทั้งเดือนปกติ เดือนที่ขายดีและเดือนที่ยอดขายต่ำ
ไม่จำเป็น หากความไม่สม่ำเสมอนั้นเป็นลักษณะของธุรกิจและมีสัญญา Invoice หรือประวัติรับชำระรองรับ สิ่งสำคัญคือต้องอธิบายรอบเงินและพิสูจน์ว่ากิจการยังสามารถรองรับภาระในเดือนที่รายได้ต่ำได้
ไม่ใช่ ผู้ให้สินเชื่ออาจกำหนดให้กรรมการ บุคคลหรือหน่วยงานค้ำประกันตามนโยบาย ควรแยกคำว่า “ไม่มีทรัพย์เฉพาะค้ำ” ออกจากคำว่า “ไม่มีผู้ค้ำ” ให้ชัดเจน
สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กไม่มีหลักประกันไม่ได้พิจารณาจากยอดขายที่เจ้าของแจ้งเพียงตัวเลขเดียว แต่ต้องดูว่ายอดขายนั้นเกิดจากกิจกรรมใด มีหลักฐานจาก POS, QR, แพลตฟอร์ม, Invoice หรือสัญญาหรือไม่ เงินสุทธิเข้าบัญชีเท่าไร และหลังหักต้นทุนกับภาระเดิมแล้วเหลือกระแสเงินสดสำหรับชำระคืนเพียงใด
วิธีที่ดิฉันใช้คือเทียบยอดขายสามทาง ได้แก่ ยอดที่ธุรกิจบันทึก ยอดจากช่องทางรับชำระ และเงินที่เข้าบัญชีจริง จากนั้นจึงจัดทำสรุปธุรกิจหนึ่งหน้าเพื่อเชื่อมตัวเลขทั้งหมดเข้าด้วยกัน
หากส่วนต่างของข้อมูลมีคำอธิบายและหลักฐานรองรับ ผู้พิจารณาจะเห็นธุรกิจได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แต่หากยอดขาย Statement และเอกสารภาษีเดินไปคนละทิศทาง ต่อให้ส่งเอกสารจำนวนมากก็ยังเกิดคำถามเดิม
เป้าหมายจึงไม่ใช่ทำ Statement ให้ดูสมบูรณ์แบบ แต่คือทำให้เงินทุกก้อนสำคัญสามารถตอบได้ว่า “มาจากไหน ใช้ทำอะไร และจะเหลือเท่าไรสำหรับชำระคืน” ก่อนกลับไปตรวจคุณสมบัติและรายละเอียดทั้งหมดใน หน้าหลักสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา