ในช่วงที่ธุรกิจต้องการสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเพื่อหมุนเวียนค่าใช้จ่าย เสริมเงินทุน หรือรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด เจ้าของกิจการจำนวนมากมักเลือกยื่นขอ สินเชื่อเงินด่วน หรือ เงินกู้ด่วน เป็นทางออกแรก อย่างไรก็ตาม หลายกิจการกลับพบว่าการขอ สินเชื่อเงินด่วน อนุมัติเร็ว ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และมักถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
บทความนี้สรุป 5 สาเหตุหลักที่ทำให้การกู้เงินด่วนไม่ผ่าน พร้อมแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SMEไม่ใช้หลักประกัน หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
หนึ่งในเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดในการขอ กู้เงินด่วน ไม่ผ่าน คือ สถาบันการเงินไม่สามารถมองเห็นภาพรายได้ที่ชัดเจนของกิจการได้ แม้ธุรกิจจะมียอดขายจริง แต่รูปแบบการรับเงินไม่สอดคล้องกับเอกสารทางการเงิน
สัญญาณที่พบบ่อย
ยอดขายจาก POS หรือแพลตฟอร์มเดลิเวอรีไม่ตรงกับยอดเงินในบัญชี
รับชำระเป็นเงินสดจำนวนมาก แต่ไม่ฝากเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
มีเงินเข้าหลายบัญชีโดยไม่มีระบบรวบรวม
แนวทางแก้ไขระยะสั้น (ภายใน 7–14 วัน)
จัดทำรายงานยอดขายรายวัน–รายเดือน พร้อมแนบรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6–12 เดือน และสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี” ให้เห็นภาพใน 1 หน้า
แนวทางแก้ไขเชิงระบบ (1–3 เดือน)
รวมช่องทางรับเงินให้เหลือบัญชีหลัก ฝากเงินสดสม่ำเสมอ และจัดทำประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า (Cash Flow) อย่างน้อย 13 สัปดาห์
แม้จะเป็น สินเชื่อธุรกิจ SME หรือ เงินกู้ด่วน สถาบันการเงินยังคงพิจารณาวินัยทางการเงินเป็นหลัก หากพบการค้างชำระหรือภาระหนี้สูงเกินไป โอกาสอนุมัติจะลดลงทันที
สัญญาณที่ต้องระวัง
มีประวัติค้างชำระหรือผิดนัดชำระหนี้
ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เต็มเพดานเป็นเวลานาน
สัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงเกินความสามารถในการชำระ
แนวทางแก้ไขระยะสั้น
ปิดยอดค้างชำระ ลดการใช้วงเงิน OD ให้อยู่ต่ำกว่า 70% และแนบจดหมายชี้แจงเหตุผล พร้อมหลักฐานการแก้ไข
แนวทางแก้ไขเชิงระบบ
แยกหนี้เพื่อหมุนเวียนออกจากหนี้เพื่อการลงทุน และวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เช่น Snowball หรือ Avalanche เพื่อให้เห็นว่ากิจการ “จ่ายไหวจริง”
การขอ สินเชื่อเงินด่วน แม้จะเน้นความรวดเร็ว แต่หากเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลขัดแย้งกัน ย่อมทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือถูกปฏิเสธ
ปัญหาที่พบบ่อย
งบการเงิน ภาษี และ Statement ไม่สอดคล้องกัน
โครงสร้างผู้ถือหุ้นหรืออำนาจลงนามไม่ชัดเจน
ขาดสัญญาทางธุรกิจ ใบสั่งซื้อ หรือเอกสารสนับสนุนรายได้
แนวทางแก้ไขระยะสั้น
ตรวจสอบเอกสารตามเช็กลิสต์ และแนบ “สรุปธุรกิจ 1 หน้า” อธิบายว่าธุรกิจทำอะไร รายได้มาจากไหน ใช้เงินกู้ไปทำอะไร และจะชำระคืนอย่างไร
แนวทางแก้ไขเชิงระบบ
จัดระบบเอกสารเป็นมาตรฐาน ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์กลาง เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือวงเงินใหม่ในอนาคต
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือ การใช้ เงินกู้ด่วน ระยะสั้นไปลงทุนระยะยาว เช่น รีโนเวตร้าน ซื้อเครื่องจักร หรือขยายสาขา ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยสูงและกระทบกระแสเงินสด
แนวทางแก้ไข
ปรับโครงสร้างเงินกู้ให้ “อายุเงินกู้สอดคล้องกับอายุสินทรัพย์”
ใช้เงินกู้ระยะสั้นสำหรับหมุนเวียน และเงินกู้ระยะยาวสำหรับการลงทุน
จัดทำแผนการเงินล่วงหน้า 12–24 เดือน และกำหนดอัตราความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) เป็นเกณฑ์ก่อนยื่นกู้
ธุรกิจที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง เช่น รายได้พึ่งพาลูกค้ารายเดียว มีความผันผวนตามฤดูกาล หรือมีประเด็นคดีและภาษีค้าง อาจถูกมองว่าไม่เหมาะกับการให้ สินเชื่อธุรกิจ SME
แนวทางแก้ไขระยะสั้น
แนบหลักฐานที่ช่วยลดความเสี่ยง เช่น สัญญาต่ออายุ ใบสั่งซื้อที่กำลังจะรับเงิน หรือเอกสารยืนยันการยุติปัญหาทางกฎหมาย
แนวทางแก้ไขเชิงระบบ
กระจายฐานลูกค้า วางนโยบายเครดิตเทอมที่ชัดเจน และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเป็นลายลักษณ์อักษร
การขอ สินเชื่อเงินด่วน อนุมัติเร็ว จะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น หากเจ้าของกิจการเตรียมข้อมูลและเอกสารอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเร่งยื่นคำขอเท่านั้น การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การขอ เงินกู้ด่วน หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ในครั้งถัดไปมีความพร้อมและผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น
หากต้องการเลือกประเภทวงเงินให้เหมาะกับธุรกิจ ประเมินความพร้อมของตนเอง หรือเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากคู่มือและหน้าคลัสเตอร์สินเชื่อธุรกิจ เพื่อวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับการเติบโตของกิจการในระยะยาวได้อย่างมั่นคงครับ