หลายกิจการมองว่า “ได้วงเงินแล้วคือจบ” แต่ในความเป็นจริง การใช้ สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ที่การวางแผน “เป้าหมาย–วิธีใช้–วิธีคืน” ให้ชัดตั้งแต่วันแรก เพราะเงินกู้ที่ช่วยให้ธุรกิจโตได้ ก็อาจทำให้ธุรกิจตึงได้เช่นกัน หากใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือคุมกระแสเงินสดไม่อยู่
บทความนี้สรุปแนวทางวางแผนใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ และ สินเชื่อธุรกิจ SME แบบเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังมองหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ หรือกำลังตัดสินใจว่าจะ กู้ SME แบบไหนถึงจะ “ผ่อนไหวจริง” และไม่ทำให้สภาพคล่องสะดุดในอนาคต
ก่อนยื่นขอ สินเชื่อเงินกู้ หรือ เงินกู้ด่วน สำหรับธุรกิจ ควรเตรียมเอกสารและข้อมูลหลัก ๆ ให้พร้อม เพื่อให้สถาบันการเงินเห็นภาพรายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปมักใช้สิ่งต่อไปนี้
บัตรประชาชน/ทะเบียนบ้านของผู้ขอ และผู้มีอำนาจลงนาม
หนังสือรับรองนิติบุคคล/ทะเบียนพาณิชย์ (กรณีจดบริษัทหรือร้านค้า)
ภพ.20 (ถ้าจด VAT) และเอกสารเกี่ยวกับสถานประกอบการ (เช่น สัญญาเช่า/ทะเบียนบ้านสถานที่ประกอบการ)
รายการเดินบัญชี (Statement) บัญชีธุรกิจย้อนหลัง 6–12 เดือน
เอกสารรายรับจากระบบขาย/แพลตฟอร์ม (ถ้ามี) เพื่อยืนยันยอดขายจริง
รายการรับ–จ่ายสำคัญที่สะท้อน “เงินเข้า–ออก” สม่ำเสมอ
ภ.พ.30/ภ.ง.ด. (หรือรายการภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ)
งบการเงิน/บัญชีรายรับรายจ่าย (สำหรับกิจการที่ทำบัญชีเป็นระบบ)
ระบุ “จะใช้เงินทำอะไร” และคาดว่าจะทำให้รายได้/กำไรเพิ่มอย่างไร
ทำตารางกระแสเงินสดอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อให้เห็นว่าผ่อนไหวจริง
สรุปภาระหนี้เดิมทั้งหมด เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนกู้เพิ่ม
หมายเหตุ: แม้คุณกำลังหา สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน ธนาคารก็ยังให้ความสำคัญกับ “ความสม่ำเสมอของเงินเข้า” และ “ความน่าเชื่อถือของข้อมูล” มากกว่าการมีทรัพย์สินค้ำประกัน ดังนั้นเอกสารที่เล่าเรื่องเดียวกันจึงช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติได้มาก
คำว่า สินเชื่อ SME คือ สินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลาง–ขนาดย่อม โดยพิจารณาจากรายได้ กระแสเงินสด วัตถุประสงค์การใช้เงิน และความสามารถในการชำระคืน มากกว่าการมองที่รายได้ประจำแบบมนุษย์เงินเดือน
สำหรับคนที่กำลังคิดจะ กู้ SME หรือกำลังมอง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ สิ่งที่ควรเข้าใจคือ สินเชื่อธุรกิจ “ไม่ใช่เงินก้อนเพื่อใช้ทั่วไป” แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น จึงต้องวางแผนการใช้เงินให้ชัด เพื่อให้เงินกู้ “สร้างผลตอบแทน” มากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายคืน
เพื่อให้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ไม่กลายเป็นภาระเกินจำเป็น ควรกำหนดกรอบคิดง่าย ๆ 3 ข้อก่อนเริ่มใช้เงิน
ก่อนตัดสินใจรับ สินเชื่อเงินกู้ ให้คำนวณแบบทั้งปีว่า รายได้หรือกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เงินกู้ ต้องมากกว่า “ดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม” รวมทั้งหมด หากยังไม่แน่ใจ ควรเริ่มจากวงเงินที่ “พอดีกับงาน” และวัดผลให้ได้
แนะนำให้ทำตารางเงินสด 12–24 เดือน และตั้งเป้าความสามารถในการผ่อนชำระให้อยู่ในระดับปลอดภัย โดยทั่วไปนิยมใช้ตัวชี้วัดความสามารถชำระหนี้ (เช่น DSCR) ให้ไม่ตึงเกินไป เพื่อกันความผันผวนของยอดขาย
แม้ธุรกิจจะไปได้ดี ก็ควรเผื่อพื้นที่ไว้ 10–15% สำหรับความผันผวน เช่น ยอดขายตกชั่วคราว ต้นทุนเพิ่ม หรือรอบเก็บเงินช้ากว่าปกติ แนวคิดนี้ช่วยลดโอกาสผิดเงื่อนไขและช่วยให้ธุรกิจ “ไม่ตึงมือ” ในเดือนที่ไม่เป็นใจ
การใช้ สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน ให้คุ้มค่า แนะนำให้แบ่งเงินกู้เป็น “กระเป๋า” ตามวัตถุประสงค์ เพื่อคุมการใช้เงินได้ง่าย และลดความเสี่ยงใช้เงินผิดงาน
เช่น รีโนเวตร้าน ซื้ออุปกรณ์ ระบบ POS หรือปรับปรุงระบบงาน ควรจัดให้เป็นงบก้อนที่มีเป้าหมายชัด และเหมาะกับวงเงินแบบผ่อนตามระยะเวลาที่สมเหตุสมผล
เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง ยูทิลิตี้ ขนส่ง เหมาะกับเงินหมุนที่ดึงใช้–โปะคืนตามเงินเข้า ไม่ควรเอาไปใช้ลงทุนระยะยาว
เช่น โฆษณา คอนเทนต์ โปรโมชั่น ควรกำหนดเป็นสัดส่วนจากยอดขายเป้าหมาย และมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ (เช่น ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า)
แนะนำให้สำรองอย่างน้อย 1–2 เดือนของค่าใช้จ่ายคงที่ เพื่อกันเดือนที่ยอดขายตกหรือคู่ค้าจ่ายช้า
เช่น บัญชี ภาษี ประกันภัย หรือมาตรฐานคุณภาพ ต่างเป็นเรื่องที่ช่วยให้การพิจารณาสินเชื่อในรอบถัดไปง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงที่ธุรกิจสะดุดจากเรื่องเอกสารหรือข้อกำหนด
จุดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการ คือเลือก “ประเภทสินเชื่อ” ไม่สอดคล้องกับงานที่ต้องใช้เงิน ทำให้ภาระผ่อนสูงเกินจำเป็น หรือสภาพคล่องตึงโดยไม่รู้ตัว ทางออกคือแยกให้ออกระหว่าง สินเชื่อแบบมีหลักประกัน กับ สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วเลือกให้ตรงวัตถุประสงค์
สินเชื่อแบบมีหลักประกัน (Secured): เหมาะเมื่อเงินก้อนใหญ่และต้องใช้ระยะยาว
สินเชื่อแบบมีหลักประกันคือการใช้ทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร หรือทรัพย์อื่น ๆ (รวมถึงบางกรณีที่มีผู้ค้ำ/การค้ำประกัน) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร จึงมักเหมาะกับกรณีต่อไปนี้
ต้องการวงเงินค่อนข้างสูง และต้องผ่อนระยะยาว
ใช้ลงทุนทรัพย์สินหรือโครงการที่คืนทุนเป็นช่วง ๆ เช่น ขยายสาขา ปรับปรุงโรงงาน ซื้อเครื่องจักร
ต้องการให้ “ค่างวด” อยู่ในระดับที่ธุรกิจรับไหว เพราะสามารถยืดระยะเวลาผ่อนตามเงื่อนไขได้
ข้อดีหลัก คือมักได้วงเงินมากกว่า และต้นทุนทางการเงินโดยรวมมักคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการใช้เงินกู้ระยะสั้นเพื่อแบกงานยาว
ข้อควรระวัง คือมีขั้นตอนด้านเอกสารและการประเมินทรัพย์ ทำให้ใช้เวลาพิจารณามากกว่า และควรประเมินความเสี่ยงกรณีธุรกิจสะดุด เพราะทรัพย์สินเป็นหลักที่ธนาคารยึดอ้างอิง
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured): เหมาะเมื่อเน้นความคล่องตัวและต้องการเงินหมุน
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคือสินเชื่อที่ไม่ต้องนำที่ดิน/อาคารมาค้ำ โดยธนาคารมักพิจารณาจาก “รายได้จริง–กระแสเงินสด–วินัยการเงิน” เป็นหลัก เหมาะกับกรณี เช่น
ต้องการเงินหมุนเพื่อเสริมสภาพคล่องระยะสั้น
ต้องใช้เงินตามรอบรับ–จ่าย เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง รอเก็บเงินลูกค้า
ธุรกิจยังไม่มีทรัพย์สินพร้อมค้ำ แต่มีรายได้สม่ำเสมอและเดินบัญชีชัดเจน
ข้อดีหลัก คือความคล่องตัวและขั้นตอนด้านทรัพย์สินน้อยกว่า ช่วยให้เข้าถึง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ได้ง่ายขึ้นในหลายเคส
ข้อควรระวัง คือวงเงินอาจไม่สูงเท่าสินเชื่อมีหลักประกัน และต้นทุนรวมอาจสูงกว่า หากนำไปใช้ระยะยาวหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์
สรุปแบบจำง่าย (เพื่อเลือกให้ตรงงาน)
ลงทุนระยะยาว/เงินก้อนใหญ่ → มักเหมาะกับ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน (ค่างวดเสถียรกว่า วงเงินมักสูงกว่า)
เงินหมุนระยะสั้น/ต้องการความคล่องตัว → มักเหมาะกับ สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เน้นกระแสเงินสดและการเดินบัญชี)
หากต้องการให้ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ ทำงานให้เกิดประโยชน์จริง ควรกำหนดแผนให้ชัดว่า “เบิกเมื่อไร ใช้ทำอะไร คืนอย่างไร”
ผูกการเบิกใช้กับใบเสนอราคา สัญญา หรือความคืบหน้างาน เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยในช่วงที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมด
กำหนดวันที่เงินเข้าจากการขาย/วางบิล แล้วผูกแผนชำระคืนให้สอดคล้องกับรอบนั้น เพื่อไม่ให้ OD ค้างเต็มจนดอกเบี้ยพอก และภาพการเงินดูตึง
ถ้าเริ่มรู้สึกว่าภาระผ่อนหนักขึ้น ควรรีบปรับแผน เช่น ลดการใช้วงเงินหมุนเวียน ปรับโครงสร้างวงเงินให้เหมาะกับงาน หรือเร่งรายได้ที่เข้าบัญชีจริง มากกว่าปล่อยให้ปัญหาสะสม
ลงทุนอุปกรณ์ 800,000 บาท → เลือกวงเงินแบบผ่อน 36–48 เดือน เพื่อให้ค่างวดสัมพันธ์กับกำไรที่คาดว่าจะเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายคงที่ 200,000 บาท/เดือน → ตั้ง OD เริ่ม 200,000–300,000 บาท และเผื่อสำรอง 10% เป็น 220,000–330,000 บาท โดยตั้งเป้าใช้จริงเฉลี่ย 50–70%
หลังรวมภาระทั้งหมด ให้ทดสอบความสามารถชำระหนี้จากตารางเงินสด เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจไม่ตึงเกินไป
ทำให้วงเงินค้างเต็ม ดอกเบี้ยสะสม และปิดวงเงินยาก ทางแก้คือแยกวงเงินลงทุนเป็นแบบผ่อนรายเดือนให้เหมาะสม
วงเงินสูงทำให้ภาระผ่อนสูงตาม จนความสามารถชำระหนี้ตึง ทางแก้คือคำนวณจากรอบรับ–จ่ายจริง และเผื่อสำรองแบบมีเหตุผล
ยอดขายในระบบไม่สัมพันธ์กับเงินเข้าบัญชีหรือภาษี ทางแก้คือทำสรุป “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี” แบบ 1 หน้า และใช้รูปแบบเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
ทำให้ยอดตกเล็กน้อยก็หลุดเงื่อนไข ทางแก้คือเผื่อ Headroom 10–15% ตั้งแต่แรก
โครงสร้างวงเงินชัดเจน: ลงทุนใช้วงเงินผ่อน / รายวันใช้วงเงินหมุนเวียน
หลังรวมทุกวงเงิน ธุรกิจยังผ่อนไหว ไม่ตึงเกินไป
มีตาราง “ยอดขาย ↔ เงินเข้าบัญชี” 6–12 เดือน
วางแผนเบิกตามไมล์สโตน (ลงทุน) และแผนโปะตามรอบเงินเข้า (หมุนเวียน)
ใส่ต้นทุนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมลงในแผนเงินสดแล้ว และเผื่อสำรองเรียบร้อย