เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด : 10 กันยายน 2569
เวลาลูกค้าเข้ามาคุยกับเราเรื่องจัดหาแหล่งเงินทุน โจทย์ที่ได้รับมักเริ่มจากแผนของเจ้าของกิจการ บางคนมองล่วงหน้าหกเดือน บางคนมองไปถึงหนึ่งปี ว่าต้องการเงินเท่าไรและจะนำไปทำอะไร
สำหรับดิฉัน รายละเอียดหลังคำว่า “ต้องการเงิน” เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน เพราะยอดเงินเดียวกันอาจประกอบด้วยรายจ่ายหลายลักษณะ ทั้งเงินซื้อสินค้า เงินลงทุน และเงินที่ต้องเตรียมไว้ก่อนรายรับจากแผนใหม่จะกลับมา
เคสหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดคือโรงงานผลิตที่นอน ลูกค้ามีแผนเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ และต้องการเงินอีกส่วนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์กับนวัตกรรมวิธีการผลิตจากแบรนด์อเมริกา ความต้องการเงินรวมเกินวงเงินที่ธนาคารเดียวรองรับได้ เราจึงต้องหาแนวทางสินเชื่อจากมากกว่าหนึ่งแห่ง
สุดท้าย ลูกค้าได้รับทั้งคลีนโลนไม่มีหลักประกันจากธนาคารแห่งหนึ่ง และสินเชื่อที่ใช้ที่ดินของโรงงานค้ำประกันจากอีกแห่ง โดยสินเชื่อสองส่วนได้ห่างกันประมาณหนึ่งเดือน
สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจสำหรับดิฉัน คือโรงงานไม่ได้ต้องการเงินไปเพิ่มวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีแผนลงทุนด้านลิขสิทธิ์และวิธีการผลิตรวมอยู่ด้วย
สองส่วนนี้อยู่ในแผนธุรกิจเดียวกัน แต่เมื่อจะวางแผนเงินทุน เราต้องแยกรายละเอียดออกจากกันให้ได้
เงินซื้อวัตถุดิบมีเส้นทางตั้งแต่จ่ายผู้ขาย รับของ นำเข้าไลน์ผลิต ขายสินค้า และเก็บเงินจากลูกค้า ส่วนเงินด้านลิขสิทธิ์และนวัตกรรมต้องพิจารณาว่ากิจการได้รับสิทธิอะไร เริ่มใช้ได้เมื่อไร และมีค่าใช้จ่ายใดตามมาเพื่อให้ใช้งานได้จริง
หากมองเพียงยอดรวมที่ลูกค้าต้องการ เราจะยังไม่เห็นว่ารายจ่ายไหนต้องพร้อมก่อน หรือเงินส่วนใดอาจต้องรอนานกว่าจะสร้างรายรับกลับมา
ในเคสโรงงานผลิตที่นอน ความต้องการเงินมากกว่าวงเงินที่ธนาคารเดียวรองรับได้ เราจึงจัดหาสินเชื่อหลายส่วนจากต่างธนาคาร
โครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงมีสองส่วน คือ คลีนโลนไม่มีหลักประกัน และ สินเชื่อใช้ที่ดินของโรงงานค้ำประกัน
การมีสองรูปแบบอยู่ในแผนเดียวกันทำให้เห็นว่า แม้กิจการมีที่ดิน ก็ยังอาจมีสินเชื่อส่วนที่ไม่ใช้หลักประกันร่วมอยู่ด้วยได้ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่อยากให้ผู้อ่านนำผลของเคสนี้ไปตีความว่า การแบ่งขอหลายธนาคารจะทำให้ได้วงเงินตามต้องการเสมอ เพราะแต่ละแห่งยังต้องพิจารณาข้อมูลของกิจการ และภาระจากสินเชื่อทั้งหมดก็กลับมาอยู่ที่ธุรกิจเดียวกัน
สำหรับเคสที่เล่านี้ เราไม่เปิดเผยจำนวนวงเงิน ชื่อธนาคาร หรือลำดับว่าสินเชื่อประเภทใดได้ก่อน รวมถึงไม่ระบุว่าสินเชื่อแต่ละก้อนถูกนำไปจ่ายรายการใดโดยเฉพาะ
หากต้องการเข้าใจเงื่อนไขของส่วนคลีนโลน สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบได้ โดยเรื่องผู้ค้ำและข้อกำหนดอื่นต้องตรวจตามผลิตภัณฑ์จริง
จากโจทย์ของโรงงาน ดิฉันแยกการพิจารณาออกเป็นสองด้าน คือรูปแบบหลักประกัน และวิธีเบิกใช้กับชำระคืนเงิน เพราะเป็นคนละเรื่องที่ต้องนำมาอ่านร่วมกัน
คลีนโลน หรือ Clean Loan เป็นหนึ่งในสินเชื่อที่ลูกค้ารายนี้ได้รับ โดยไม่ใช้หลักประกันสำหรับวงเงินส่วนนั้น ส่วน สินเชื่อใช้ที่ดินโรงงานค้ำประกัน เป็นอีกส่วนที่ได้รับจากต่างธนาคาร ทั้งสองส่วนเป็นข้อเท็จจริงของเคส
สำหรับแผนเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ วงเงินหมุนเวียน เช่น OD เป็นทางเลือกที่ควรศึกษาเมื่อมีรอบซื้อ–ผลิต–ขาย และมีเงินกลับมาลดยอดหนี้ได้ แต่บทความนี้ไม่ได้ระบุว่าโรงงานได้รับ OD ผู้อ่านที่มีโจทย์ลักษณะนี้สามารถศึกษา สินเชื่อ OD สำหรับเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มเติมได้
ส่วนค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์และนวัตกรรม เงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา หรือ Term Loan อาจเป็นทางเลือกให้พิจารณา หากผลิตภัณฑ์รองรับวัตถุประสงค์นั้น และตารางชำระสอดคล้องกับรายรับของกิจการ โดยไม่ได้หมายความว่าธนาคารทุกแห่งจะรับวัตถุประสงค์ดังกล่าว
จุดที่อยากให้แยกให้ชัดคือ Term Loan บอกลักษณะระยะเวลาและการคืนเงิน ส่วนคลีนโลนหรือการใช้ที่ดินค้ำบอกเรื่องหลักประกัน สินเชื่อก้อนหนึ่งจึงอาจเป็นทั้ง Term Loan และคลีนโลนได้ ไม่จำเป็นต้องนับเป็นคนละประเภทเสมอไป
สินเชื่อสองส่วนของลูกค้ารายนี้ได้ห่างกันประมาณหนึ่งเดือน ข้อมูลนี้เป็นรายละเอียดที่ดิฉันอยากเล่า เพราะเวลาคุยเรื่องเงินทุน เรามักให้ความสนใจกับยอดรวมจนลืมว่าเงินแต่ละส่วนอาจไม่ได้พร้อมในวันเดียวกัน
ระยะห่างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเฉพาะเคส ไม่ใช่สูตรการยื่นหลายธนาคาร และไม่ใช่ระยะเวลาที่เรารับรองให้ลูกค้ารายอื่นได้
เมื่อนำมาเป็นบทเรียนในการวางแผน ดิฉันมองว่าควรแยกสถานะของเงินให้ละเอียดกว่าแค่ “กำลังขอ” หรือ “ได้แล้ว” เช่น:
อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูล
อยู่ระหว่างพิจารณา
ได้รับอนุมัติแต่ยังมีเงื่อนไขก่อนเบิก
พร้อมเบิกใช้ตามเงื่อนไข
เงินที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังเบิกไม่ได้ อาจยังใช้จ่ายตามกำหนดของคู่ค้าไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ก่อนผูกพันค่าใช้จ่ายก้อนสำคัญ ควรตรวจทั้งสถานะวงเงินและเงื่อนไขที่เหลืออยู่
สำหรับผู้ประกอบการ ประโยชน์ของการมองแผนล่วงหน้าคือยังมีเวลาทบทวนกำหนดจ่ายหรือแบ่งระยะลงทุน หากแหล่งเงินทุนบางส่วนไม่พร้อมตามที่หวัง
นี่เป็นกรอบวิเคราะห์ทั่วไป ไม่ใช่ตารางจริงของลูกค้า แต่ช่วยเปิดเผยปัญหาที่ดูจากยอดรวมอย่างเดียวไม่เห็น
ตัวอย่างเช่น แผนอาจมีวงเงินรวมเพียงพอ แต่เงินส่วนสำคัญยังไม่พร้อมก่อนวันจ่าย หรืออาจเบิกเงินได้แล้วแต่ภาระชำระเริ่มก่อนกิจการนำสิทธิหรือกระบวนการผลิตใหม่มาใช้สร้างรายรับ
จึงควรตรวจทั้งจำนวนเงินและลำดับเวลาในแผนเดียวกัน หากต้องการประเมินวงเงินที่ผ่อนเป็นงวด สามารถใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนเทียบกระแสเงินสด ประกอบ แล้วนำตารางชำระจริงของทุกวงเงินมาตรวจรวมอีกครั้ง
ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากให้เจ้าของกิจการตรวจเป็นพิเศษ คือการนำรายรับชุดเดียวกันมาอธิบายความสามารถชำระให้สินเชื่อหลายก้อน โดยไม่ได้หักภาระที่ต้องจ่ายร่วมกัน
เมื่อทำแผนรวม ควรเริ่มจากเงินรับของกิจการ แล้วหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ภาษี ภาระเดิม และภาระใหม่ตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อดูว่าเหลือเงินหมุนเพียงพอหรือไม่
แม้แต่ละธนาคารจะพิจารณาแยกกัน เจ้าของกิจการยังต้องเห็นภาพรวมทั้งหมด และควรจัดข้อมูลคำขอ วงเงินอนุมัติ ยอดเบิกจริง และภาระชำระให้เป็นปัจจุบัน พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ให้สินเชื่อตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไข
หากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างพิจารณา ควรแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช้การเว้นช่วงเวลาเพื่อให้แต่ละแห่งเห็นภาระไม่ครบ และควรตรวจข้อกำหนดเกี่ยวกับการก่อหนี้เพิ่มหรือการให้หลักประกันในสัญญาที่เกี่ยวข้องด้วย
การจัดหาแหล่งเงินทุนควรมีทางเลือกสำหรับช่วงที่ผลยังไม่แน่นอน แม้เคสที่เล่าจะได้รับสินเชื่อจากทั้งสองธนาคาร แต่ไม่ควรนำผลนั้นไปตั้งสมมติฐานว่าแผนอื่นจะได้ครบเช่นเดียวกัน
สำหรับการวางแผนทั่วไป ดิฉันเสนอให้แยกรายจ่ายออกเป็นสามกลุ่ม:
รายการที่ต้องทำก่อน: หากขาดส่วนนี้ งานขั้นถัดไปเดินไม่ได้ ต้องระบุผลกระทบให้ชัด
รายการที่แบ่งระยะได้: ตรวจว่าทยอยซื้อ ทยอยลงทุน หรือปรับขนาดได้หรือไม่ โดยยังทำให้แผนส่วนนั้นสำเร็จได้
รายการที่เลื่อนได้: พิจารณาค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขที่ตามมาจากการเลื่อน ไม่ถือว่าเลื่อนได้โดยไม่มีต้นทุนเสมอไป
วิธีนี้ช่วยให้การคุยกับเจ้าของกิจการมีคำตอบมากกว่าเพียง “ยังขาดเงินอีกเท่าไร” เพราะจะเห็นว่าต้องจัดลำดับงานอย่างไรหากเงินพร้อมไม่พร้อมกัน
ก่อนตอบรับข้อเสนอ ควรเปรียบเทียบเงินที่ใช้ได้จริง ต้นทุน และข้อผูกพัน สำหรับส่วนที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ สามารถอ่าน แนวทางเปรียบเทียบสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ก่อนสมัคร เพิ่มเติมได้
จากโจทย์ที่เราได้รับ ลูกค้ามักรู้ก่อนว่าตนเองอยากได้เงินเท่าไรในช่วงเวลาใด สิ่งที่จะช่วยให้เริ่มวิเคราะห์ต่อได้คือรายละเอียดว่าเงินนั้นจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในกิจการ
หากยังไม่ได้เตรียมเอกสารครบ ดิฉันแนะนำให้เริ่มด้วยข้อมูลสั้น ๆ ดังนี้:
แผนธุรกิจที่ต้องการทำ และรายการที่จะใช้เงิน
กำหนดจ่ายของแต่ละรายการ
เงินของกิจการที่พร้อมนำมาสมทบ
ภาระสินเชื่อและวงเงินที่มีอยู่
ทรัพย์สินที่อาจใช้ประกอบ พร้อมสถานะภาระผูกพัน
แหล่งรายรับที่จะรองรับการชำระคืน
หากมีใบเสนอราคา ข้อตกลงซื้อสิทธิ หรือเงื่อนไขการจ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็ควรนำมาประกอบการพูดคุย เพื่อให้ตัวเลขความต้องการเงินเชื่อมกับรายการจริงมากขึ้น
ผู้ที่ต้องการเข้าใจขั้นตอนเตรียมความพร้อมสามารถอ่าน การปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้ ส่วนผู้ที่ยังเปิดรับทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสินเชื่อธนาคาร สามารถศึกษา แหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจ ประกอบได้
สำหรับดิฉัน คุณค่าของเคสโรงงานผลิตที่นอนอยู่ที่การเห็นแผนใช้เงินของลูกค้าทั้งชุด ตั้งแต่สต๊อกวัตถุดิบไปจนถึงลิขสิทธิ์และนวัตกรรมการผลิต แล้วจัดหาแนวทางจากมากกว่าหนึ่งธนาคารเมื่อแห่งเดียวรองรับไม่พอ
ผลที่ยืนยันได้คือ ลูกค้าได้รับทั้งคลีนโลนและสินเชื่อใช้ที่ดินโรงงานค้ำประกัน โดยสินเชื่อสองส่วนได้ห่างกันประมาณหนึ่งเดือน ส่วนผลการดำเนินธุรกิจหลังลงทุนไม่ได้เป็นข้อมูลที่นำมาสรุปในบทความนี้
หากคุณมีแผนใช้เงินในช่วงถัดไป และต้องการให้ช่วยพิจารณาว่าควรเตรียมข้อมูลหรือจัดลำดับการหาเงินทุนอย่างไร สามารถ ส่งโจทย์ธุรกิจเพื่อปรึกษาการจัดหาแหล่งเงินทุนกับ EasyCashflows โดยเริ่มจากแผนใช้เงินและกำหนดเวลาที่คุณต้องการได้
บทความนี้เล่าประสบการณ์โดยไม่เปิดเผยชื่อผู้ประกอบการ ธนาคาร และจำนวนวงเงิน แนวทางวิเคราะห์ที่อธิบายเพิ่มเติมเป็นข้อมูลทั่วไป ผลอนุมัติ เงื่อนไข และระยะเวลาของแต่ละกิจการขึ้นอยู่กับข้อมูลผู้สมัครและการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา