เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 16 กรกฏาคม 2569
รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการหาอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม แต่เป็นการตรวจสอบว่าโครงสร้างหนี้ปัจจุบันยังเหมาะกับรายได้ กระแสเงินสด และลักษณะการใช้เงินของกิจการหรือไม่
บางกิจการมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าเงินสดตึง เพราะนำวงเงิน OD ไปซื้อเครื่องจักรหรือปรับปรุงกิจการ บางแห่งมีสินเชื่อหลายบัญชีที่ครบกำหนดคนละวัน จ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำ และติดตามยอดหนี้ได้ยาก ขณะที่บางธุรกิจต้องการเพียงลดค่างวดชั่วคราว แต่ข้อเสนอใหม่กลับยืดระยะเวลาชำระจนดอกเบี้ยรวมสูงกว่าเดิม
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ ควรตอบให้ได้ว่า
ต้องการลดดอกเบี้ย ลดค่างวด หรือแก้โครงสร้างหนี้
หนี้บัญชีใดควรย้าย และบัญชีใดควรเก็บไว้
ค่าใช้จ่ายในการย้ายหนี้รวมเป็นเท่าไร
ข้อเสนอใหม่ช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้นจริงหรือเพียงยืดเวลาชำระ
หลังย้ายหนี้ ธุรกิจยังมีวงเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่
บทความนี้เป็นคู่มือหลักสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณา รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ SME ตั้งแต่ความหมาย คุณสมบัติ การประเมินความคุ้ม ค่าใช้จ่าย หลักทรัพย์ เอกสาร ไปจนถึงแผนติดตามผลหลังย้ายหนี้
กรณีต้องการดูรายละเอียดบริการและส่งข้อมูลเพื่อประเมินเบื้องต้น สามารถอ่านหน้า สินเชื่อธุรกิจรีไฟแนนซ์
รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ SME คือการขอสินเชื่อหรือจัดทำสัญญาสินเชื่อใหม่ เพื่อนำเงินไปปิดหนี้ธุรกิจเดิม แล้วเปลี่ยนมาใช้เงื่อนไขใหม่ที่เหมาะกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ค่างวดลดลง ระยะเวลาชำระสอดคล้องกับกระแสเงินสด หรือประเภทวงเงินตรงกับการใช้เงินจริงมากขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายการรีไฟแนนซ์ในลักษณะการเปลี่ยนเจ้าหนี้หรือปิดหนี้เดิมด้วยสินเชื่อใหม่ที่มีเงื่อนไขดีกว่า โดยต้องรวมค่าจดจำนอง ค่าดำเนินการ ค่าประเมินทรัพย์สิน และความสามารถในการชำระหนี้ไว้ในการตัดสินใจด้วย
เป้าหมายของการรีไฟแนนซ์อาจเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องร่วมกัน ได้แก่
ลดต้นทุนดอกเบี้ย
ลดค่างวดรายเดือน
ขยายระยะเวลาชำระให้ตรงกับรายได้
รวมหนี้หลายบัญชีให้บริหารง่ายขึ้น
เปลี่ยนหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
แยกวงเงินซื้อทรัพย์สินออกจากเงินทุนหมุนเวียน
ขอวงเงินเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโต
สิ่งสำคัญคือ รีไฟแนนซ์เป็นการขอสินเชื่อใหม่ ผู้ให้สินเชื่อรายใหม่จึงต้องประเมินกิจการใหม่อีกครั้ง ไม่ได้อนุมัติโดยอัตโนมัติเพียงเพราะบริษัทมีสินเชื่อและเคยผ่านการอนุมัติจากเจ้าหนี้เดิม
สามคำนี้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เป็นการนำสินเชื่อใหม่มาปิดหนี้เดิม อาจย้ายไปผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ หรือทำสัญญาใหม่ที่มีเงื่อนไขเหมาะกว่ากับผู้ให้สินเชื่อเดิม
โดยทั่วไปเหมาะกับกิจการที่ยังมีรายได้ มีประวัติชำระค่อนข้างดี และมีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการยื่นขอสินเชื่อใหม่
เป็นการเจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถจ่ายที่เปลี่ยนไป เช่น ลดค่างวด ขยายเวลา เปลี่ยนกำหนดชำระ หรือจัดลำดับหนี้ใหม่
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่าการปรับโครงสร้างหนี้เป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ยังสามารถชำระได้และลดโอกาสผิดนัด โดยแต่ละวิธีอาจส่งผลต่อข้อมูลเครดิตต่างกัน จึงควรสอบถามเจ้าหนี้ก่อนตัดสินใจ
หากกิจการเริ่มจ่ายค่างวดไม่ไหวหรือมีแนวโน้มจะค้างชำระ ควรเริ่มเจรจากับเจ้าหนี้เดิม ไม่ควรรอจนบัญชีกลายเป็นหนี้เสียแล้วจึงค่อยแก้ไข
เป็นการนำหนี้หลายก้อนมาจัดให้อยู่ภายใต้โครงสร้างเดียว เช่น รวม Term Loan หลายบัญชี หรือแยกยอดที่นำ OD ไปลงทุนระยะยาวออกมาเป็นเงินกู้แบบผ่อนงวด
การรวมหนี้อาจทำผ่านการรีไฟแนนซ์หรือการปรับโครงสร้างหนี้ก็ได้ เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงลดจำนวนบัญชี แต่ต้องช่วยลดต้นทุน ลดความซับซ้อน หรือทำให้วันชำระตรงกับรอบรับเงินของธุรกิจมากขึ้น
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รีไฟแนนซ์รวมหนี้ธุรกิจหลายก้อนให้เป็นก้อนเดียว
การรีไฟแนนซ์มีโอกาสเหมาะกับกิจการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
ผู้ให้สินเชื่อใหม่ต้องการเห็นประวัติการชำระที่ต่อเนื่อง การไม่ค้างชำระช่วยให้กิจการอธิบายได้ว่า ต้องการย้ายหนี้เพื่อปรับต้นทุนหรือโครงสร้าง ไม่ใช่ย้ายเพราะไม่สามารถชำระหนี้เดิมได้แล้ว
แม้ค่างวดใหม่จะต่ำลง ผู้ให้สินเชื่อยังต้องตรวจว่ารายได้และเงินสดหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย ภาษี และภาระเดิมเพียงพอหรือไม่
ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลขดอกเบี้ยที่โฆษณา แต่ต้องดูฐานอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขตลอดสัญญา
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กิจการใช้ OD ซื้อเครื่องจักร ต่อเติมโรงงาน หรือปรับปรุงสาขา ทำให้ยอด OD ไม่ลดลงและวงเงินที่ควรใช้หมุนค่าใช้จ่ายประจำไม่เหลือใช้งาน
กรณีนี้อาจพิจารณาแยกยอดลงทุนออกมาเป็น Term Loan ที่มีระยะเวลาชำระเหมาะกับอายุสินทรัพย์
หากบริษัทมีเจ้าหนี้หลายราย วันชำระหลายวัน และหลักทรัพย์ผูกกับหลายบัญชี การจัดโครงสร้างใหม่อาจช่วยให้ติดตามต้นทุนและกระแสเงินสดง่ายขึ้น
หากชำระเงินต้นมาแล้วระยะหนึ่ง หรือมูลค่าหลักทรัพย์เปลี่ยนไป อาจมีโอกาสจัดโครงสร้างวงเงินใหม่ แต่ผู้ให้สินเชื่อรายใหม่จะประเมินมูลค่าและสัดส่วนวงเงินตามเกณฑ์ของตนเอง
การรีไฟแนนซ์อาจยื่นพร้อมคำขอวงเงินเพิ่มเติมได้ หากกิจการอธิบายได้ว่าเงินใหม่จะนำไปทำอะไร และกระแสเงินสดหลังรวมยอดปิดหนี้กับวงเงินเพิ่มแล้วยังรองรับภาระได้
รีไฟแนนซ์ไม่ได้เหมาะกับทุกกิจการ โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้
หากรายได้ลดลงจนไม่สามารถชำระหนี้ตามปกติได้ การขอสินเชื่อใหม่อาจผ่านยากกว่าเดิม ควรรีบเจรจาปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้เดิมก่อนเกิดปัญหาสะสม
หากปัญหาเกิดจากกิจการขาดทุน ลูกหนี้ไม่จ่าย หรือค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ การยืดระยะเวลาชำระอาจเพียงเลื่อนปัญหาออกไป แต่ไม่ได้ทำให้ธุรกิจกลับมาชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน
หากเหลือผ่อนอีกไม่กี่งวด ค่าใช้จ่ายย้ายหนี้อาจสูงกว่าดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ หรือข้อเสนอใหม่อาจทำให้ต้องกลับไปเริ่มผ่อนเป็นเวลาหลายปี
ค่างวดลดลงอาจช่วยสภาพคล่อง แต่ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจเพิ่มขึ้น ต้องระบุให้ชัดว่าธุรกิจเลือกข้อเสนอนั้นเพื่อประหยัดต้นทุนหรือเพื่อซื้อเวลาให้กระแสเงินสด
หากวงเงินเดิมเต็มเพราะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ การเพิ่มวงเงินโดยไม่แยกเงินลงทุนและเงินหมุนเวียนอาจทำให้หนี้กลับมาตึงอีกครั้ง
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ SME คือการยื่นสินเชื่อใหม่ ผู้ให้สินเชื่อจึงไม่ได้ตรวจเฉพาะยอดหนี้ที่จะปิด แต่ประเมินภาพรวมของกิจการด้วย
Statement แสดงรายรับจริง ความสม่ำเสมอของเงินเข้า ยอดคงเหลือ การใช้ OD และพฤติกรรมการชำระหนี้เดิม
หากยอดเงินเข้ามีการโอนระหว่างบัญชีจำนวนมาก ควรแยกให้เห็นว่าเงินส่วนใดเป็นรายได้จากลูกค้า เงินส่วนใดเป็นเงินจากกรรมการ และส่วนใดเป็นการโยกเงินภายในบริษัท
ผู้ให้สินเชื่ออาจเปรียบเทียบยอดขาย กำไร หนี้สิน และกระแสเงินสดในงบกับภาษีและ Statement เพื่อดูว่าข้อมูลแต่ละชุดอธิบายกิจการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
ต้องตรวจทั้งความตรงต่อเวลา ยอดค้าง ภาระปัจจุบัน และพฤติกรรมการใช้วงเงิน หากเป็น OD ผู้ให้สินเชื่ออาจดูด้วยว่ายอดใช้วงเงินเคยลดลงตามรอบเงินเข้าหรือใช้เต็มวงต่อเนื่อง
ค่างวดใหม่ต้องไม่กดดันเงินสดมากเกินไป และกิจการควรมีส่วนเผื่อกรณียอดขายลด ลูกค้าจ่ายช้า หรือต้นทุนเพิ่มขึ้น
กรณีใช้หลักทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่อรายใหม่จะตรวจกรรมสิทธิ์ มูลค่า ภาระจำนอง และวงเงินอื่นที่ใช้หลักทรัพย์เดียวกัน
กรณีมีกรรมการหรือบุคคลค้ำ ผู้ให้สินเชื่ออาจตรวจภาระหนี้และประวัติเครดิตของผู้ค้ำตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง
คำตอบว่า “ต้องการดอกเบี้ยต่ำกว่า” อาจยังไม่เพียงพอ ควรอธิบายให้เห็นว่าโครงสร้างเดิมมีปัญหาอะไร และข้อเสนอใหม่แก้ปัญหานั้นอย่างไร
ตัวอย่างเช่น
ต้องการแยกยอดลงทุนเครื่องจักร 3 ล้านบาทที่ถูกใช้จาก OD ออกมาเป็น Term Loan 5 ปี เพื่อให้ OD กลับมาใช้หมุนค่าวัตถุดิบตามรอบ 45 วัน
คำอธิบายลักษณะนี้ทำให้เห็นทั้งปัญหา การใช้วงเงินจริง และผลที่คาดว่าจะเกิดหลังรีไฟแนนซ์
ก่อนถามว่าผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ให้ดอกเบี้ยเท่าไร ควรรวบรวมหนี้ทั้งหมดไว้ในสรุปหนึ่งหน้าก่อน วิธีนี้เรียกว่า Debt Map
ข้อมูลที่ควรใส่ประกอบด้วย
ชื่อเจ้าหนี้
ประเภทวงเงิน
ยอดคงเหลือ
วงเงินอนุมัติ
อัตราดอกเบี้ยหรือฐานดอกเบี้ย
ค่างวดต่อเดือน
วันชำระ
ระยะเวลาที่เหลือ
หลักทรัพย์ที่ใช้
รายชื่อผู้ค้ำ
ค่าปิดก่อนกำหนด
วัตถุประสงค์ที่นำเงินไปใช้จริง
วงเงินที่ยังไม่ได้ใช้
จากการไล่ข้อมูลใน Debt Map จุดที่มักเห็นได้เร็วคือ ชื่อผลิตภัณฑ์กับการใช้เงินจริงไม่ตรงกัน เช่น วงเงินหมุนเวียนถูกใช้ซื้อสินทรัพย์ระยะยาว หรือมีหลักทรัพย์ชิ้นเดียวค้ำทั้ง Term Loan, OD และ LG จนไม่สามารถย้ายเฉพาะบัญชีใดบัญชีหนึ่งได้ง่าย
หลังทำ Debt Map แล้ว จึงค่อยเลือกว่า
ย้ายหนี้ทั้งหมด
ย้ายเฉพาะบัญชีที่ต้นทุนสูง
รวมหนี้บางก้อน
เปลี่ยน OD บางส่วนเป็น Term Loan
เก็บวงเงินการค้าหรือ LG ไว้กับเจ้าหนี้เดิม
ขอวงเงินใหม่เฉพาะส่วนที่ธุรกิจต้องใช้เพิ่ม
การตัดสินใจควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 7 เรื่อง
เงินต้นคงเหลือ
ค่างวดเดิมและค่างวดใหม่
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
ระยะเวลาชำระที่เหลือ
ดอกเบี้ยรวมตลอดระยะเวลาที่เหลือ
ค่าใช้จ่ายในการย้ายหนี้
ผลต่อหลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และวงเงินหมุนเวียน
สมมติกิจการมีเงินต้นคงเหลือ 4 ล้านบาท
หนี้เดิมมีอัตราดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี เหลือผ่อน 36 เดือน ค่างวดจะอยู่ที่ประมาณ 124,425 บาทต่อเดือน และมีดอกเบี้ยรวมที่เหลือประมาณ 479,295 บาท
ข้อเสนอใหม่มีอัตราดอกเบี้ย 6.5% ต่อปี แต่ขยายระยะเวลาชำระเป็น 60 เดือน ค่างวดจะลดเหลือประมาณ 78,265 บาทต่อเดือน แต่ดอกเบี้ยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 695,876 บาท ก่อนรวมค่าใช้จ่ายในการย้ายหนี้
กรณีนี้ค่างวดลดลงประมาณ 46,160 บาทต่อเดือน แต่ดอกเบี้ยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 216,580 บาท
ข้อเสนอใหม่อาจยังเหมาะ หากกิจการจำเป็นต้องคลายกระแสเงินสด แต่ไม่ควรอธิบายว่าเป็นการประหยัดดอกเบี้ยรวม
จุดคุ้มทุนโดยประมาณ = ค่าใช้จ่ายในการย้ายหนี้ ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน
ตัวอย่าง หากค่าใช้จ่ายย้ายหนี้รวม 120,000 บาท และประหยัดค่างวดหรือดอกเบี้ยได้เดือนละ 15,000 บาท จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนจึงคืนค่าใช้จ่ายย้ายหนี้
แต่สูตรนี้ใช้ได้เมื่อประโยชน์ที่นำมาเปรียบเทียบเป็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ค่างวดที่ลดลงเพียงเพราะยืดระยะเวลาชำระออกไป
สามารถทดลองเปรียบเทียบตัวเลขได้ที่ เครื่องคำนวณรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้จริงไหม
อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำกว่าอาจยังไม่ทำให้การรีไฟแนนซ์คุ้ม หากมีค่าใช้จ่ายในการย้ายสูง
รายการที่ควรตรวจ ได้แก่
ค่าปิดสินเชื่อเดิมก่อนกำหนด
ค่าประเมินหลักทรัพย์
ค่าธรรมเนียมสินเชื่อใหม่
ค่าอากรและค่าจัดทำสัญญา
ค่าจดจำนอง
ค่าใช้จ่ายถอนและจดทะเบียนหลักประกัน
ค่าเบี้ยประกันที่เกี่ยวข้อง
ค่าธรรมเนียมวงเงิน OD หรือวงเงินการค้า
ค่าใช้จ่ายในการออกหนังสือรับรองยอดหนี้
ต้นทุนระหว่างรอย้ายบัญชีหรือรอวงเงินใหม่พร้อมใช้
ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำให้รวมค่าจดจำนอง ค่าดำเนินการ และค่าประเมินทรัพย์สินไว้ในการตัดสินใจรีไฟแนนซ์ ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะอัตราดอกเบี้ย
โดยหลักสามารถดำเนินการเปลี่ยนเจ้าหนี้และจดทะเบียนหลักประกันใหม่ได้ หากเจ้าหนี้เดิมยินยอมปลดภาระเมื่อได้รับยอดปิด และผู้ให้สินเชื่อใหม่รับหลักทรัพย์ดังกล่าวตามเกณฑ์
ต้องประสานวันปิดหนี้ วันถอนจำนอง และวันจดจำนองใหม่ให้สัมพันธ์กัน เพื่อไม่ให้เกิดช่วงที่สินเชื่อใหม่จ่ายออกไม่ได้
อสังหาริมทรัพย์หนึ่งรายการอาจรองรับ Term Loan, OD, LG หรือวงเงินอื่นพร้อมกัน การจะย้ายเพียงบัญชีเดียวจึงต้องตรวจว่าเจ้าหนี้เดิมยอมปล่อยหลักทรัพย์บางส่วนหรือไม่
การปิดหนี้เดิมควรมีเอกสารยืนยันว่าภาระตามสัญญาเดิมสิ้นสุดแล้ว ส่วนสินเชื่อใหม่จะใช้ผู้ค้ำคนเดิมหรือผู้ค้ำใหม่ขึ้นอยู่กับการอนุมัติและเอกสารชุดใหม่
การปิดบัญชีกับเจ้าหนี้เดิมอาจกระทบวงเงินที่ธุรกิจยังใช้งานอยู่ เช่น
OD
หนังสือค้ำประกัน
Letter of Credit
วงเงินซื้อขายต่างประเทศ
บัญชีรับชำระจากลูกค้า
ระบบหักบัญชีเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายประจำ
ก่อนกำหนดวันปิดหนี้ ควรทำรายการว่าวงเงินใดต้องย้าย วงเงินใดต้องเปิดใหม่ และวงเงินใดสามารถเก็บไว้ได้
สามารถยื่นพิจารณาได้ในบางกรณี แต่ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสด ประวัติเครดิต ขนาดหนี้ และเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อ วงเงินใหม่อาจต่ำกว่า ระยะเวลาสั้นกว่า หรือใช้กรรมการหรือหน่วยงานค้ำประกันร่วมด้วย
เอกสารพื้นฐานของบริษัท ได้แก่
หนังสือรับรองบริษัทและเอกสารผู้มีอำนาจ
งบการเงิน
แบบแสดงรายการภาษี
Statement บัญชีธุรกิจ
รายละเอียดลูกค้าหลักและรายได้
ประมาณการกระแสเงินสดหลังรีไฟแนนซ์
เอกสารเกี่ยวกับหนี้เดิม ได้แก่
สัญญาสินเชื่อเดิม
ตารางชำระหนี้
หนังสือรับรองยอดหนี้คงเหลือ
หนังสือแจ้งยอดปิดบัญชี
Statement ของบัญชีสินเชื่อ
รายละเอียดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
เงื่อนไขปิดก่อนกำหนด
รายการวงเงินอื่นที่ผูกกับเจ้าหนี้เดิม
เอกสารหลักทรัพย์และผู้ค้ำ ได้แก่
โฉนดหรือเอกสารกรรมสิทธิ์
สัญญาจำนองหรือสัญญาหลักประกันเดิม
รายงานประเมินทรัพย์เดิม หากมี
รายละเอียดภาระจำนอง
หนังสือค้ำประกันเดิม
เอกสารรายได้และภาระของผู้ค้ำตามที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนด
ควรทำสรุปหนึ่งหน้าประกอบเอกสาร โดยระบุว่า
หนี้เดิมมีอะไรบ้าง ต้องการปิดบัญชีใด เหตุใดจึงต้องการย้าย โครงสร้างใหม่จะลดภาระอย่างไร และจะชำระคืนจากกระแสเงินสดส่วนใด
รวบรวมหนี้ ยอดคงเหลือ ค่างวด ดอกเบี้ย หลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และค่าใช้จ่ายปิดบัญชีไว้ในหน้าเดียว
ยอดในแอปหรือ Statement อาจไม่เท่ากับยอดปิดจริง เพราะอาจมีดอกเบี้ยถึงวันชำระ ค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขแจ้งล่วงหน้า
สอบถามยอดปิดก่อนกำหนด ค่าใช้จ่ายถอนหลักประกัน และเอกสารที่เจ้าหนี้เดิมต้องออกให้
ดูค่างวด ระยะเวลา ดอกเบี้ยรวม ค่าใช้จ่าย หลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และวงเงินธุรกิจอื่นที่จะได้รับหรือสูญเสีย
ควรอธิบายเหตุผลในการรีไฟแนนซ์ และทำประมาณการว่า หลังย้ายหนี้แล้วกิจการจะมีเงินสดเหลือเพิ่มขึ้นจริงเท่าไร
ผู้ให้สินเชื่อจะตรวจข้อมูลบริษัท เครดิต กระแสเงินสด หลักทรัพย์ และวัตถุประสงค์ตามกระบวนการของแต่ละแห่ง
กรณีใช้หลักทรัพย์ ผู้ให้สินเชื่อใหม่อาจจัดให้มีการประเมินใหม่ ไม่จำเป็นต้องใช้มูลค่าจากเจ้าหนี้เดิม
ควรอ่านวงเงิน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา หลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และเงื่อนไขก่อนเบิกให้ครบ
ประสานเจ้าหนี้เดิม ผู้ให้สินเชื่อใหม่ สำนักงานที่ดิน และผู้เกี่ยวข้องให้ตรงกัน
หลังชำระหนี้เดิมแล้ว ควรขอหนังสือยืนยันว่าปิดบัญชีครบ ไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมค้าง และภาระหลักประกันเดิมถูกดำเนินการเรียบร้อย
สามารถยื่นขอพร้อมกันได้ แต่ควรแยกยอดให้ชัดเป็นสองส่วน
เป็นจำนวนเงินที่ต้องใช้ชำระเจ้าหนี้เดิม รวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายถึงวันปิดบัญชี
ต้องระบุว่าจะนำไปใช้ทำอะไร เช่น
ซื้อวัตถุดิบ
รองรับคำสั่งซื้อใหม่
เพิ่มวงเงินหมุนเวียน
ลงทุนเครื่องจักร
ปรับปรุงกิจการ
สำรองช่วงรอรับชำระจากลูกค้า
ผู้ให้สินเชื่อจะประเมินความสามารถชำระจากภาระรวมทั้งยอดปิดหนี้และเงินใหม่ การรีไฟแนนซ์จึงไม่ได้รับประกันว่าจะได้วงเงินเพิ่มโดยอัตโนมัติ
หาก OD ถูกใช้เต็มวงต่อเนื่อง ควรตรวจว่ามีเงินบางส่วนถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายระยะยาวหรือไม่
แนวทางหนึ่งคือแยกยอดที่ใช้ซื้อสินทรัพย์หรือลงทุนออกมาเป็น Term Loan แล้วคง OD ไว้เฉพาะส่วนที่หมุนตามรอบรับและจ่ายของกิจการ
วงเงิน OD ที่เหมาะสมควรประเมินจากยอดขาดเงินสดสะสมสูงสุดระหว่างวันที่ต้องจ่ายกับวันที่ได้รับเงิน ไม่ควรใช้สูตรค่าใช้จ่ายต่อเดือนคูณด้วยตัวเลขตายตัว
กรณีต้องการศึกษาเฉพาะเรื่องนี้ อ่านต่อได้ที่ รีไฟแนนซ์สินเชื่อระยะสั้น ช่วยให้ผ่อนสบายขึ้น
ธุรกิจการผลิตมักมีวงจรเงินสดยาว ตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า เก็บสต๊อก ส่งมอบ และรอลูกค้าชำระ
การรีไฟแนนซ์โรงงานจึงไม่ควรดูเฉพาะค่างวดเดิม แต่ต้องแยกหน้าที่ของหนี้ให้ชัด เช่น
วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายการผลิต ใช้วงเงินหมุนเวียน
เครื่องจักรและอุปกรณ์ ใช้ Term Loan เช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง
ลูกหนี้เครดิตเทอมยาว อาจพิจารณา Factoring
อาคารหรือการต่อเติม ใช้สินเชื่อที่มีระยะเวลาสอดคล้องกับอายุการลงทุน
อ่านแนวทางเฉพาะได้ที่ รีไฟแนนซ์สินเชื่อสำหรับธุรกิจการผลิต
การรีไฟแนนซ์ยังไม่ถือว่าสำเร็จในวันที่ปิดหนี้เดิม ต้องติดตามว่ากระแสเงินสดและต้นทุนดีขึ้นตามแผนหรือไม่
ขอหนังสือปิดบัญชีจากเจ้าหนี้เดิม
ตรวจดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมตกค้าง
ตรวจการถอนหรือโอนหลักประกัน
ตรวจคำสั่งหักบัญชีเดิม
บันทึกค่าใช้จ่ายในการย้ายหนี้ทั้งหมด
กันเงินสำรองอย่างน้อยตามแผนของกิจการ
ตรวจว่าวงเงินใหม่ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์
ทำ Cash Flow รายสัปดาห์
นำเงินรับกลับมาลดวงเงินหมุนเวียนตามรอบ
ตรวจวันชำระและยอดหักบัญชี
เปรียบเทียบดอกเบี้ยจริงกับหนังสืออนุมัติ
ค่างวดลดลงเท่าไร
ดอกเบี้ยจริงลดลงหรือไม่
ยอด OD กลับมาลดตามรอบหรือยัง
เงินสดคงเหลือดีขึ้นหรือไม่
ภาระลดจริงหรือเพียงยืดหนี้ออกไป
ควรเก็บส่วนต่างค่างวดเป็นเงินสำรองหรือใช้ชำระเงินต้นเพิ่ม
รีไฟแนนซ์เป็นการใช้สินเชื่อหรือสัญญาใหม่ปิดหนี้เดิม ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้เป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระให้เหมาะกับความสามารถจ่าย โดยมักเริ่มจากการเจรจากับเจ้าหนี้เดิม
สามารถยื่นสอบถามได้ แต่โอกาสผ่านอาจลดลง เพราะผู้ให้สินเชื่อใหม่ต้องประเมินประวัติการชำระและความสามารถจ่าย หากเริ่มชำระไม่ไหวควรรีบเจรจากับเจ้าหนี้เดิมก่อนปัญหาสะสม
ทำได้ในบางกรณี โดยอาจย้าย OD ไปผู้ให้สินเชื่อใหม่ หรือแยกยอดบางส่วนที่ถูกใช้ลงทุนระยะยาวออกมาเป็น Term Loan ทั้งนี้ ต้องประเมินว่าวงเงิน OD ที่เหลือเพียงพอต่อรอบเงินสดหรือไม่
ขึ้นอยู่กับประเภทวงเงิน ขนาดหนี้ กระแสเงินสด และหลักเกณฑ์ผู้ให้สินเชื่อ บางกรณีใช้หลักทรัพย์เดิม บางกรณีเพิ่มหรือเปลี่ยนหลักทรัพย์ และบางผลิตภัณฑ์อาจพิจารณาโดยไม่ใช้ทรัพย์สิน แต่มีเงื่อนไขอื่นร่วมด้วย
ไม่เสมอไป หากค่างวดลดจากการขยายระยะเวลาชำระ ดอกเบี้ยรวมอาจสูงขึ้น ต้องเปรียบเทียบยอดชำระรวมและค่าใช้จ่ายตลอดสัญญา
ต้องขอยอดปิดจากเจ้าหนี้เดิม ให้ผู้ให้สินเชื่อใหม่ประเมินและอนุมัติหลักทรัพย์ จากนั้นประสานการชำระหนี้ ถอนภาระเดิม และจดทะเบียนหลักประกันใหม่ตามขั้นตอน
ยื่นขอได้ แต่ต้องแยกยอดปิดหนี้กับวงเงินเพิ่ม พร้อมอธิบายวัตถุประสงค์และแสดงว่ากระแสเงินสดสามารถรองรับภาระรวมได้
การสมัครสินเชื่อใหม่และการปิดสินเชื่อเดิมจะมีข้อมูลตามระบบของผู้ให้บริการและบริษัทข้อมูลเครดิต ผู้ประกอบการควรสอบถามวิธีรายงาน วันอัปเดตบัญชี และผลของการปรับโครงสร้างหรือค้างชำระในกรณีของตนก่อนตัดสินใจ
ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงินคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่อัตราที่ธุรกิจจะได้รับโดยตรง อัตราของสินเชื่อรีไฟแนนซ์ยังขึ้นอยู่กับฐานดอกเบี้ยของผู้ให้สินเชื่อ ความเสี่ยง กระแสเงินสด หลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และประเภทวงเงิน
การตัดสินใจจึงควรใช้ข้อเสนอจริงมาเปรียบเทียบ ไม่ควรรอหรือรีบรีไฟแนนซ์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงตัวเดียว
รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ SME จะคุ้มเมื่อโครงสร้างใหม่แก้ปัญหาของกิจการได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ลดค่างวด รวมหนี้ แยกหนี้ลงทุนออกจากวงเงินหมุนเวียน หรือเพิ่มพื้นที่กระแสเงินสดสำหรับการเติบโต
ก่อนตัดสินใจควรทำ 5 เรื่อง
ทำ Debt Map ให้เห็นหนี้ทั้งหมด
ขอหนังสือยอดปิดและค่าใช้จ่ายจริง
เปรียบเทียบค่างวด ดอกเบี้ยรวม และระยะเวลา
ตรวจหลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และวงเงินอื่นที่อาจได้รับผลกระทบ
ทำแผนกระแสเงินสดหลังรีไฟแนนซ์อย่างน้อย 3 เดือน
กรณียังไม่แน่ใจว่าควรย้ายทั้งหมด ย้ายเฉพาะบางบัญชี หรือเจรจาปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้เดิม สามารถอ่านแนวทาง ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นเพื่อประเมินความพร้อมของกิจการ หรือส่งข้อมูลเบื้องต้นผ่านหน้า สมัครออนไลน์
ธนาคารแห่งประเทศไทย: รีไฟแนนซ์และปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร
ธนาคารแห่งประเทศไทย: แนวทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย: ผลการประชุม กนง. วันที่ 24 มิถุนายน 2569
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป เงื่อนไขการอนุมัติ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หลักทรัพย์ ผู้ค้ำ และขั้นตอนปิดหนี้อาจแตกต่างกันตามผู้ให้สินเชื่อและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ ควรตรวจหนังสืออนุมัติและสัญญาฉบับจริงก่อนตัดสินใจ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา