เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 27 มกราคม 2569
เทคนิคยื่นขอสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกันให้น่าอนุมัติ ด้วยการจัดไฟล์เป็นระบบ เล่าเรื่องธุรกิจชัดเจน และวางแผนติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าของกิจการจำนวนมากเริ่มมองหา “แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์” และรูปแบบสินเชื่อที่ไม่ต้องนำบ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ไปค้ำประกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเสริมสภาพคล่องหรือขยายธุรกิจ แต่ไม่มีทรัพย์สินที่พร้อมใช้เป็นหลักประกันแบบดั้งเดิม ทำให้ “สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน” กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน
บทความนี้จะแนะนำวิธีจัดเตรียมเอกสารและนำเสนอข้อมูลธุรกิจแบบมืออาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกันและเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคการทำ Data Room แบบย่อ การเล่า Credit Story และการวาง Action Plan ที่ชัดเจน
ก่อนจะเข้าสู่เทคนิคการจัดไฟล์และเล่าเรื่องธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจ “เงื่อนไขพื้นฐาน” ที่สถาบันการเงินมักใช้พิจารณาเมื่อผู้ประกอบการขอสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน หรือแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนี้
สถานะและอายุของกิจการ
– จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย (นิติบุคคล หรือผู้ประกอบการรายย่อยตามรูปแบบที่ธนาคารกำหนด)
– เปิดดำเนินการมาแล้วช่วงหนึ่ง (โดยทั่วไปอย่างน้อย 6–12 เดือน หรือมากกว่านั้นขึ้นกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อ)
รายได้และกระแสเงินสดที่พิสูจน์ได้
– มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง สามารถแสดงหลักฐานได้จากสเตทเมนต์ งบการเงิน เอกสารภาษี หรือรายงานยอดขายจากระบบ POS/แพลตฟอร์มออนไลน์
– กระแสเงินสดเข้า–ออกมีความสมเหตุสมผล ไม่สะท้อนพฤติกรรมโอนเงินวนหรือสร้างรายการเทียม
ภาระหนี้และวินัยทางการเงิน
– สถาบันการเงินจะพิจารณาภาระหนี้รวม (DSR) และประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโร
– แม้บางที่อาจสื่อสารในเชิงการตลาดใกล้เคียง “สินเชื่ออนุมัติง่ายไม่เช็คภาระหนี้” แต่ในทางปฏิบัติ การประเมินภาระหนี้และประวัติชำระยังคงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ
– การชำระหนี้ตรงเวลาและไม่มีหนี้เสียช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อ SME
เอกสารประกอบและความโปร่งใสของข้อมูล
– เอกสารจดทะเบียน งบการเงิน เอกสารภาษี รายงานยอดขาย รวมถึงสัญญางาน/PO/Invoice ควรมีความครบถ้วนและตรงกันทุกชุด
– การเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบแสดงถึงความพร้อมและความจริงจังในการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อมองเห็นภาพกิจการได้ชัดเจนขึ้น
วัตถุประสงค์และแผนการใช้เงินกู้
– ระบุชัดเจนว่าเงินกู้จากแหล่งเงินทุนนี้จะนำไปใช้ทำอะไร เสริมสภาพคล่องส่วนใด หรือช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างไร
– หากสามารถแสดงให้เห็นว่าการใช้เงินกู้จะทำให้รายได้และความสามารถชำระหนี้ดีขึ้น ก็จะยิ่งสร้างน้ำหนักในมุมมองของผู้พิจารณาสินเชื่อ
เมื่อเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ ผู้ประกอบการจะสามารถวางแผนเตรียมข้อมูลและเอกสารได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกันจากธนาคารหลัก หรือการมองหาแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์จากผู้ให้บริการทางการเงินรูปแบบอื่นที่น่าเชื่อถือ
การขอสินเชื่อธุรกิจ SME โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเป้าหมายของผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติ หลายกรณีกลับพบว่าการอนุมัติไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากการนำเสนอข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นระบบเพียงพอให้ผู้พิจารณาเห็นศักยภาพที่แท้จริงของกิจการ
ผู้ประกอบการจำนวนมาก “มีของดี” ทั้งลูกค้าจริง งานจริง กระแสเงินสดจริง แต่การส่งเอกสารมีลักษณะกระจัดกระจาย ทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องสอบถามซ้ำหลายรอบ ใช้เวลาตรวจสอบนาน และบางครั้งอาจประเมินศักยภาพได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เสียทั้งเวลาและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม
บทความนี้จึงมุ่งเน้นแนะนำแนวทางจัดเตรียมเอกสารและนำเสนอข้อมูลธุรกิจแบบมืออาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคการจัดทำ Data Room แบบย่อ การเล่า Credit Story ที่ชัดเจน และการวาง Action Plan ที่ตรวจสอบได้
สินเชื่อsmeวงเงินสูง
ทำไม “วิธีจัดไฟล์ + เล่าเรื่อง” สำคัญพอ ๆ กับตัวเลขทางการเงิน
เมื่อสถาบันการเงินพิจารณา “สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน” หรือสินเชื่อ SME ที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน พวกเขาจำเป็นต้องใช้ข้อมูลด้านอื่นทดแทนความเสี่ยงจากการไม่มีหลักประกัน เช่น
– ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ
การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เรียบร้อย และโปร่งใส สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบทางการเงิน
– ความเข้าใจในธุรกิจของตนเอง
การอธิบายโมเดลธุรกิจ กลุ่มลูกค้า จุดแข็ง และปัจจัยเสี่ยงได้ชัดเจน ช่วยให้ผู้พิจารณาเชื่อมั่นว่าผู้กู้เข้าใจธุรกิจและบริหารจัดการได้จริง
– ความโปร่งใสของข้อมูล
การเปิดเผยข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาระหนี้อย่างครบถ้วน ลดความกังวลเรื่องความเสี่ยงที่อาจปิดบังไว้
– ความสามารถในการวางแผน
การจัดทำแผนการใช้เงินจากแหล่งเงินทุน และแผนติดตามผลอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าวงเงินที่ขอไม่ได้ใช้แบบไร้ทิศทาง แต่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้
การจัดระบบข้อมูลที่ดีจึงช่วยให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อ “เห็นภาพรวมธุรกิจ” ได้เร็วขึ้น ลดจำนวนรอบการสอบถาม และเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ แม้จะเป็นสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกันก็ตาม
Data Room ในที่นี้หมายถึงชุดเอกสารและหลักฐานในรูปแบบดิจิทัลที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้พิจารณาสินเชื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญของกิจการได้สะดวกและรวดเร็ว แนะนำให้จัดโครงสร้างโฟลเดอร์ตามลำดับดังนี้
เคล็ดลับ: ตั้งชื่อโฟลเดอร์เป็นภาษาไทยอ่านง่าย และใส่เลขนำหน้า 01–07 เพื่อให้เรียงลำดับถูกต้อง
01 – โปรไฟล์ธุรกิจ
– หนังสือรับรอง/ทะเบียนการค้า (ฉบับอัปเดตล่าสุด)
– ภาพหน้าร้าน/โรงงาน/ทีมงาน (ความละเอียดเหมาะสม พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ)
– แผนผังการดำเนินงาน 1 หน้า แสดงขั้นตอนหลักตั้งแต่รับงานจนจบกระบวนการ
– ข้อความ “เกี่ยวกับเรา” แบบย่อ ระบุลักษณะธุรกิจ ลูกค้าหลัก จุดแข็งในตลาด และแนวทางบริหารความเสี่ยง
02 – รายได้พิสูจน์ได้
– ไฟล์ส่งออกจากระบบ POS หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ (รายเดือน) หรือสรุปยอดขายรายสัปดาห์
– เอกสารสัญญา/PO/ใบสั่งซื้อ/ใบส่งมอบงาน สำหรับธุรกิจ B2B
– รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ย้อนหลัง 6–12 เดือน (ถ้ามี)
– สรุปรายได้เทียบกับเป้าหมาย เพื่อแสดงแนวโน้มการเติบโต
03 – การรับ–จ่ายเงิน
– สเตทเมนต์บัญชีธุรกิจ 6–12 เดือน แยกเดือนเป็นไฟล์ PDF
– ตารางจับคู่ “ยอดขาย → เงินเข้าบัญชี” รายเดือน เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
– สรุปค่าใช้จ่ายประจำเดือนหลัก แยกหมวดหมู่ เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ ฯลฯ
– รายงานกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างง่าย
04 – ภาระและข้อผูกพัน
– สัญญาเช่า/สัญญาบริการหลัก พร้อมระยะเวลาและมูลค่า
– ภาระค้างชำระอื่น ๆ (ถ้ามี) พร้อมแผนการชำระ
– เอกสารสิทธิการใช้ซอฟต์แวร์/ลิขสิทธิ์ที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน
– สรุปภาระหนี้สินปัจจุบันและสถานะการชำระ
05 – ซัพพลายเชนและลูกค้าหลัก
– รายชื่อซัพพลายเออร์หลัก พร้อมเงื่อนไขเครดิตและช่องทางขนส่ง (ถ้ามี)
– ลูกค้าหลัก 5 รายล่าสุด ระบุประเภทงาน รอบวางบิล และกำหนดวันรับชำระโดยประมาณ
– สรุปสัดส่วนรายได้จากลูกค้าประจำเทียบกับลูกค้าใหม่
– ข้อตกลงพิเศษกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ (ถ้ามี)
06 – การควบคุมคุณภาพ/มาตรฐานงาน
– SOP (Standard Operating Procedure) สั้น ๆ 1–2 หน้า ระบุขั้นตอนหลัก จุดตรวจคุณภาพ และแนวทางจัดการกรณีผิดปกติ
– ใบรับรอง/มาตรฐานที่ได้รับ (ถ้ามี)
– ตัวอย่างกรณีศึกษาแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า (Case Study แบบย่อ)
– ระบบติดตามและประเมินผลการทำงาน
07 – แผนใช้เงินและเป้าหมาย
– สรุปให้ชัดว่า “เงินกู้นี้จะปลดล็อกอะไร” พร้อมไทม์ไลน์การใช้เงินเป็นช่วง ๆ
– ตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าหมายไว้ใน 3–6 เดือน เช่น จำนวนออเดอร์เพิ่ม รอบเงินเข้านิ่งขึ้น สัดส่วนหนี้หมุนเวียนลดลง
– ประมาณการรายได้และกำไรหลังได้รับสินเชื่อ
– แผนสำรองในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาด
สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ดิฉันขอเล่าตรง ๆ ว่า “7 โฟลเดอร์” ไม่ได้ถูกคิดมาเพื่อให้ดูเป็นระเบียบอย่างเดียว แต่ตั้งใจให้มันตอบ 3 คำถามที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อใช้ตัดสินใจ แบบเร็วที่สุด คือ
ธุรกิจนี้ ทำเงินจริงไหม (Proof)
เงินไหลเข้า–ออก อธิบายได้ไหม (Cash-flow logic)
วงเงินที่ขอ จะคืนจากอะไร (Repayment story)
ทุกเคสด้านล่าง ดิฉันใช้หลักเดียวกัน: ถ้าทำให้เขาหา “คำตอบ 3 ข้อนี้” เจอใน 3–5 นาที รอบถามเอกสารจะลดลงทันที
เคสนี้ตอนดิฉันรับมาดูครั้งแรก เจ้าของกิจการบอกว่า “มีสัญญา 3 อาคาร เงินเข้าทุกเดือน” แต่พอเปิด Statement เจอปัญหาเดิม ๆ คือเงินออก (ค่าแรง/น้ำยา/อุปกรณ์) ออก “ทุกวัน” ส่วนเงินเข้ามาทีเดียวปลายเดือน ทำให้คนพิจารณามองว่าเสี่ยง เพราะเดือนหนึ่ง ๆ เงินจะตึงช่วงกลางเดือน
สิ่งที่ดิฉันทำคือ “ย้ายหลักฐานงาน” ไปอยู่ในตำแหน่งที่คนพิจารณา คาดว่าจะเจอ:
ดิฉันเอา สัญญา + ตารางรอบวางบิล/วันรับเงิน ใส่ไว้ใน 02 รายได้พิสูจน์ได้ (ไม่ใช่แค่เก็บสัญญาเฉย ๆ)
แล้วทำไฟล์เพิ่ม 1 ไฟล์ใน 03 การรับ–จ่ายเงิน เพื่อจับคู่ “งวดสัญญา → วันที่เงินเข้าจริง” (ทำแบบนี้เพราะเจ้าหน้าที่สินเชื่ออยากเห็น ‘เงินเข้า’ ไม่ใช่แค่ ‘คำสัญญา’)
ใน 06 มาตรฐานงาน ดิฉันให้ทำ “รายงานส่งมอบงาน 2 หน้า/เดือน” ใส่รูปหน้างาน 3–5 รูป + checklist สั้น ๆ ว่าทำอะไรไปแล้ว เพราะหลายเคสถูกถามว่า “มีการส่งมอบจริงไหม”
ข้อผิดพลาดที่ดิฉันเจอบ่อยกับธุรกิจแบบนี้:
เก็บสัญญาไว้ดีมาก แต่ไม่เคยทำให้เห็นว่า “สัญญานั้นแปลงเป็นเงินเข้าบัญชี” ได้ยังไง พอทำ trace แล้ว คำถามหายไปเยอะ และดิฉันยังใช้ 07 แผนใช้เงิน ใส่ไทม์ไลน์ชัด ๆ ว่าวงเงินจะไปอุด “ช่วงตึงกลางเดือน” และคืนจากเงินเข้าปลายเดือน
ทำไม 7 โฟลเดอร์เวิร์กในเคสนี้:
02 พิสูจน์รายได้ (สัญญา) → 03 พิสูจน์เงินเข้า (trace) → 07 อธิบายการคืน (repayment story)
คนพิจารณาได้คำตอบครบในเส้นทางเดียว
เคส e-commerce ที่ดิฉันเจอประจำคือ “ขายดีมาก” แต่ Statement ดูสับสน เพราะแต่ละแพลตฟอร์มโอนเงินคนละรอบ บางรอบมีหักค่าธรรมเนียม/ค่าโฆษณา ทำให้คนพิจารณาเห็นเงินเข้าเป็นก้อน ๆ แล้วสรุปยากว่ารายได้จริงเท่าไหร่
ครั้งหนึ่งดิฉันลองทำให้เจ้าของร้านดูง่ายที่สุดด้วยกติกาเดียว:
“เอายอดขายออกจากแพลตฟอร์มมาเป็นหลักฐาน (02) แล้วทำตารางจับคู่ให้เห็นว่าเงินเข้ามาเมื่อไร (03)”
สิ่งที่ทำแบบละเอียด:
ใน 02 รายได้พิสูจน์ได้ ให้ export รายงานรายเดือนจาก Shopee/Lazada/TikTok แล้วตั้งชื่อไฟล์ให้ชัด
ใน 03 การรับ–จ่ายเงิน ดิฉันทำไฟล์ 03_Payout_Matching.xlsx แยก 3 คอลัมน์หลัก: “ยอดขายรายวัน / วันที่แพลตฟอร์มโอน / ยอดโอนสุทธิหลังหัก”
ใส่โน้ตเล็ก ๆ ไว้ท้ายไฟล์ว่า “ยอดขายวันที่ 1–7 จะมาเป็นเงินเข้าวันที่ 10–12” เพื่อให้เห็น “ดีเลย์ตามระบบ” (นี่เป็นจุดที่ถ้าไม่อธิบาย คนพิจารณามักคิดว่าเงินเข้าไม่สม่ำเสมอ)
ใน 06 มาตรฐานงาน ดิฉันให้ใส่ภาพสต็อก + วิธีจัดการคืนสินค้า/เคลม เพราะร้านที่ขายหลายช่องทางมักโดนถามเรื่อง “ของคืนทำให้ยอดแกว่งไหม”
ข้อผิดพลาดที่ดิฉันเห็นแล้วทำให้วงเงินถูกประเมินต่ำ:
มีหลายบัญชีรับเงิน + ไม่มีไฟล์จับคู่ payout → คนพิจารณาเลือกนับเฉพาะเงินเข้าบัญชีหลักบางส่วน ทำให้ “รายได้ที่นับได้” ต่ำกว่าความจริง
ทำไม 7 โฟลเดอร์เวิร์กในเคสนี้:
02 แสดงยอดขายจริงจากระบบ → 03 แสดงเงินจริงเข้าบัญชี (พร้อมหัก) → 06 ลดความเสี่ยงงานคืน/เคลม → 07 อธิบายใช้เงินไปเพิ่มสต็อกช่วงเทศกาลและคืนจาก payout รอบถัดไป
ธุรกิจโปรดักชัน/อีเวนต์ทำให้คนพิจารณากังวลง่าย เพราะรายได้มัก “พุ่ง” บางเดือนแล้ว “เงียบ” บางเดือน ถ้าส่ง Statement อย่างเดียว คนพิจารณาอาจเห็นเป็นความเสี่ยงทันที
เคสหนึ่งที่ดิฉันทำแล้วช่วยได้มากคือ ไม่พยายามทำให้รายได้ดูนิ่ง แต่ทำให้ “ความผันผวนมีเหตุผล” และ “มีงานในมือรองรับ”:
ใน 01 โปรไฟล์ธุรกิจ ดิฉันให้ทำพอร์ต 1 หน้า: งานเด่น 6 งาน + ลูกค้าประเภทไหน + จุดแข็งทีม
ใน 02 รายได้พิสูจน์ได้ ดิฉันเก็บใบเสนอราคา/ใบส่งมอบ/ใบกำกับย้อนหลัง และใส่ “ตัวอย่างงานที่ส่งมอบแล้ว” 2–3 งาน
ใน 03 การรับ–จ่ายเงิน ดิฉันทำตารางกำไรต่อโปรเจกต์แบบง่าย (ไม่ต้องเป็นงบเต็ม) เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจไม่ได้แค่รายได้สูง แต่ “มีกำไรที่พอคืนหนี้”
ที่สำคัญที่สุด: ใน 07 แผนใช้เงินและเป้าหมาย ดิฉันทำไฟล์ สรุป “งานที่มีโอกาสปิดใน 3 เดือน” แยกเป็น สูง/กลาง/ต่ำ พร้อมมูลค่างานคร่าว ๆ และวันที่คาดรับเงิน (อันนี้ช่วยตอบคำถาม “แล้วจะคืนจากอะไร” ได้ตรงจุด)
ข้อผิดพลาดที่ดิฉันเจอบ่อย:
เอาแต่โชว์ผลงานสวย ๆ แต่ไม่มีตัวเลขและไทม์ไลน์เงินเข้า ทำให้คนพิจารณา “ชอบงาน” แต่ยังไม่ “เชื่อการคืนเงิน”
ทำไม 7 โฟลเดอร์เวิร์กในเคสนี้:
01 ทำให้เชื่อว่าทีมมีความสามารถจริง → 02/03 ทำให้เชื่อว่าทำเงินได้จริง → 07 ทำให้เชื่อว่ามีทางคืนเงินแม้รายได้ผันผวน
ถ้าคุณเปิดโฟลเดอร์ 01–07 แล้วตอบ 3 ข้อนี้ได้ภายในไม่กี่นาที แปลว่าโครง Data Room ทำงานแล้ว:
มีหลักฐานว่า “งานจริง/ลูกค้าจริง” อยู่ที่ 01–02
มีหลักฐานว่า “เงินเข้าออกจริงและอธิบายได้” อยู่ที่ 03
มีคำตอบว่า “ขอไปทำอะไร และจะคืนจากไหน” อยู่ที่ 07
การขอสินเชื่อธุรกิจ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยการเตรียมตัวและการจัดระบบข้อมูลที่ดี ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติได้อย่างมีนัยสำคัญ การสร้าง Data Room ที่เป็นระบบ การเล่า Credit Story ที่ชัดเจน และการจัดทำ Action Plan ที่ตรวจสอบได้ จะช่วยให้สถาบันการเงินเห็นภาพธุรกิจอย่างครบถ้วน และเชื่อมั่นมากขึ้นว่าเงินกู้จากแหล่งเงินทุนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อการเติบโตอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด สถาบันการเงินไม่ได้มองเพียงตัวเลขทางการเงินในงบหรืองบแสดงฐานะเท่านั้น แต่ยังต้องการเห็น “ภาพรวมธุรกิจ” ที่สะท้อนว่าผู้ประกอบการเข้าใจธุรกิจของตนเอง มีระบบการจัดการที่ดี และมีแผนรองรับความเสี่ยงในอนาคต หากเตรียมข้อมูลเหล่านี้ได้ครบถ้วน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์และสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักประกันก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม
เริ่มต้นจัดระบบข้อมูลของธุรกิจตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และใช้แหล่งเงินทุนอย่างมีกลยุทธ์ในการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เชิญชวนให้ดำเนินการ
หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมตัวขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดทำ Data Room หรือการวางแผนเล่า Credit Story ให้เหมาะสม สามารถเยี่ยมชมหน้า “เช็กลิสต์เอกสาร” และตัวอย่างเทมเพลตที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อช่วยให้การขอสินเชื่อครั้งถัดไปมีโครงสร้างที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากแนวทางและข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME การตรวจสอบข้อมูลที่ใช้พิจารณาสินเชื่อ (เช่น เอกสารนิติบุคคล/ภาษี/ข้อมูลเครดิต) และแนวทางคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ผู้อ่านที่ต้องการศึกษาต่อเชิงลึกสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งทางการต่อไปนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): ใช้เป็นกรอบความรู้ด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน รวมถึงช่องทางติดต่อ/ร้องเรียน/แจ้งเบาะแสเมื่อพบข้อเสนอเสี่ยงหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB/เครดิตบูโร): ใช้ศึกษาเรื่องรายงานข้อมูลเครดิตและช่องทางการตรวจข้อมูลเครดิต เพื่อประเมินความพร้อมด้านประวัติการชำระหนี้ก่อนยื่นสินเชื่อ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD): ใช้อ้างอิงช่องทางการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล/รับรองสำเนาเอกสารออนไลน์ เพื่อเตรียมเอกสารนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบันและตรวจสอบได้