เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 21 กรกฎาคม 2569
เจ้าของกิจการที่กำลังมองหา สินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ มักเริ่มจากคำถามว่า ธนาคารใดให้วงเงินสูง ดอกเบี้ยเท่าไร หรือใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ แต่จากงานที่ปรึกษาสินเชื่อ ดิฉันพบว่าคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนคือ
รายได้ของบริษัทตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ และหลังหักค่าใช้จ่ายกับภาระเดิมแล้ว ธุรกิจเหลือเงินชำระวงเงินใหม่เท่าไร
หลายกิจการมียอดขายจริง มีลูกค้าต่อเนื่อง และดำเนินงานมาหลายปี แต่เมื่อยื่น กู้ SME กลับถูกขอเอกสารเพิ่มเติมหลายรอบ เพราะยอดขายในบัญชี รายงานภาษี งบการเงิน และ Statement ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทันที
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจไม่มีรายได้เสมอไป แต่อยู่ที่ผู้พิจารณายังมองไม่เห็นว่าเงินเข้ามาจากไหน ใช้จ่ายกับอะไร และวงเงินใหม่จะถูกชำระคืนจากรายรับส่วนใด
บทความนี้จะอธิบายวิธีจัดบัญชีบริษัท Statement และข้อมูลกระแสเงินสดให้พร้อมสำหรับการประเมิน สินเชื่อ SME รวมถึงวิธีเลือกประเภทวงเงินและเงื่อนไขชำระให้ตรงกับรอบเงินของกิจการ
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเปรียบเทียบประเภทวงเงิน คุณสมบัติ ดอกเบี้ย และขั้นตอนสมัครในภาพรวม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ
หมายเหตุ: การมีบัญชีและเอกสารที่เป็นระบบช่วยให้ผู้พิจารณาอ่านกิจการได้ชัดขึ้น แต่อยู่ภายใต้การตรวจเครดิต ภาระหนี้ หลักประกัน วัตถุประสงค์ใช้เงิน และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง จึงไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติ
บัญชีบริษัทไม่ได้มีหน้าที่เพียงบันทึกรายรับและรายจ่ายเพื่อยื่นภาษี แต่เป็นข้อมูลที่ผู้ให้สินเชื่อใช้ประเมินอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่
กิจการมีรายได้จริงเท่าไร
รายได้มีความสม่ำเสมอเพียงใด
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับใด
ธุรกิจมีภาระหนี้เดิมเท่าไร
เงินสดที่เหลือสามารถรองรับค่างวดใหม่ได้หรือไม่
จากรูปแบบเคสที่ดิฉันเคยตรวจ โดยปรับรายละเอียดเพื่อรักษาความลับ มีบริษัทหนึ่งแจ้งยอดขายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 ล้านบาท แต่รายได้เข้าบัญชีบริษัทหลักเพียงเดือนละ 1.6–1.8 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเข้าบัญชีกรรมการและบัญชีร้านค้าหลายแห่ง
เมื่อดูเฉพาะ Statement บริษัท ผู้พิจารณาจึงเห็นรายได้ต่ำกว่าที่กิจการแจ้ง แม้เจ้าของสามารถอธิบายได้ว่าเงินส่วนที่ขาดอยู่ในบัญชีอื่น แต่ต้องใช้เวลาไล่รายการและขอเอกสารเพิ่ม
สิ่งที่ช่วยให้เคสลักษณะนี้อ่านง่ายขึ้นไม่ใช่การนำ Statement ทุกบัญชีมารวมกันโดยไม่มีคำอธิบาย แต่คือการทำตารางสรุปว่า
บัญชีใดใช้รับรายได้ประเภทใด
ยอดขายตามระบบอยู่ที่เท่าไร
มีค่าธรรมเนียมหรือส่วนลดเท่าไร
เงินสุทธิควรเข้าบัญชีใด
รายการโอนระหว่างบัญชีใดไม่ใช่ยอดขายใหม่
เมื่อข้อมูลเชื่อมโยงกัน ผู้พิจารณาจะเห็นรายได้จริงและไม่ต้องนับเงินโอนซ้ำเป็นยอดขายหลายรอบ
คำว่า “บัญชีน่าเชื่อถือ” ไม่ได้หมายถึงบัญชีที่มียอดเงินสูงตลอดเวลา แต่หมายถึงบัญชีที่อ่านแล้วสามารถอธิบายที่มาของเงินและรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้
จากมุมงานที่ปรึกษาสินเชื่อ ดิฉันมักตรวจห้าประเด็นต่อไปนี้ก่อนจัดเอกสารยื่น
ร้านอาหารควรมีรายได้จาก POS, QR Payment, Delivery Platform หรือเงินรับจากลูกค้า ส่วนธุรกิจ B2B ควรเชื่อมเงินเข้ากับ Invoice ใบวางบิลหรือสัญญางานได้
หากบริษัทรับเหมาก่อสร้างมีเงินเข้าจำนวนมาก แต่ไม่มีเอกสารงวดงานหรือใบตรวจรับรองรับ ผู้พิจารณาอาจต้องถามเพิ่มว่าเป็นรายได้จากโครงการ เงินยืมกรรมการ หรือเงินหมุนเวียนจากแหล่งอื่น
ยอดเงินเข้าบัญชีไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดขายก่อนหักรายการ เพราะอาจมีส่วนลด ค่าธรรมเนียม คืนสินค้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือเงินที่ยังไม่ถึงรอบโอน
สิ่งสำคัญคือกิจการอธิบายส่วนต่างได้ ไม่ใช่พยายามทำให้ตัวเลขทุกชุดเท่ากันโดยไม่มีเหตุผล
ผู้ประกอบการรายเล็กอาจยังมีรายการส่วนตัวผ่านบัญชีบริษัทอยู่บ้าง แต่ควรลดรายการที่ไม่เกี่ยวกับกิจการและแยกให้เห็นว่าเงินใดเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ เงินเดือนกรรมการ เงินยืม หรือเงินปันผล
รายการโอนระหว่างบริษัท กรรมการ และบัญชีที่เกี่ยวข้องไม่ควรถูกนับเป็นรายได้ใหม่ทุกครั้ง
จากเคสที่เคยตรวจ บางเดือนบริษัทมีเงินเข้ารวม 4 ล้านบาท แต่เมื่อตัดรายการโอนวนออก รายได้จากลูกค้าจริงเหลือประมาณ 2.7 ล้านบาท การไม่แยกรายการลักษณะนี้ตั้งแต่ต้นทำให้ประเมินวงเงินสูงเกินข้อมูลจริงได้
ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าผ่อนวงเงินใหม่ได้ หากกิจการมีต้นทุนสูง สต๊อกหมุนช้า ลูกหนี้ชำระล่าช้า หรือมีหนี้เดิมหลายบัญชี
ผู้ให้สินเชื่อจึงไม่ได้ดูเฉพาะยอดเงินเข้า แต่ตรวจต่อว่าเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายสามารถรองรับค่างวดได้ต่อเนื่องหรือไม่
การเลือก สินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ ควรเริ่มจากรอบเงินที่เห็นในบัญชี ไม่ใช่เลือกจากวงเงินสูง ค่างวดต่ำ หรือชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
จากงานที่ปรึกษาสินเชื่อ ดิฉันมักถามก่อนว่า เงินถูกใช้กี่วัน และรายรับใดจะกลับมาคืนวงเงิน เพราะคำตอบนี้ช่วยแยกได้ว่ากิจการควรใช้ OD, Term Loan, Factoring หรือสินเชื่อซื้อเครื่องจักร
เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่เกิดซ้ำและหมุนกลับตามยอดขาย เช่น วัตถุดิบ สต๊อก ค่าแรง และค่าขนส่ง
Statement ที่เหมาะกับ OD ควรเห็นรูปแบบ เบิก–ใช้–คืน ไม่ใช่มียอดค้างใกล้เต็มวงเงินตลอดปี ตัวอย่าง วงเงิน 1 ล้านบาท หากใช้ค้างประมาณ 850,000–950,000 บาทต่อเนื่องโดยแทบไม่ลดลง อาจสะท้อนว่าเงินระยะสั้นถูกนำไปแก้ปัญหาระยะยาว
จากที่ดิฉันสังเกต เคสที่อธิบาย OD ได้ชัดมักมีรอบเงินเข้าแน่นอน เช่น เติมสต๊อกต้นเดือนและมียอดขายกลับมาลดวงเงินภายใน 30–45 วัน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกันสำหรับเงินทุนหมุนเวียน
เหมาะกับการซื้ออุปกรณ์ รีโนเวตระบบ หรือการลงทุนที่สร้างประโยชน์หลายปี เพราะสามารถแบ่งชำระเป็นงวดตามระยะเวลา
เวลาประเมิน ดิฉันจะไม่ใช้เดือนที่ขายดีที่สุดเป็นฐาน แต่จะดูเดือนปกติและทดลองลดรายได้ลงอีก 15–20% หากผ่อนแล้วแทบไม่เหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ แสดงว่าวงเงินหรือระยะเวลาผ่อนยังตึงเกินไป
ข้อผิดพลาดที่มักพบคือใช้ Term Loan จ่ายค่าแรงและวัตถุดิบต่อเนื่อง ทั้งที่รายจ่ายเหล่านี้ควรหมุนกลับตามยอดขาย ทำให้กิจการต้องผ่อนหนี้หลายปีจากค่าใช้จ่ายที่หมดไปแล้ว
เหมาะกับธุรกิจที่ส่งมอบงานและออก Invoice แล้ว แต่ต้องรอลูกค้าชำระตามเครดิตเทอม
กิจการควรมี Aging Report ใบส่งของ ใบตรวจรับ และประวัติรับชำระที่เชื่อมกับ Statement ได้ เพราะวงเงินไม่ได้คำนวณจากยอดลูกหนี้รวมทั้งหมด
ตัวอย่าง บริษัทมีลูกหนี้ 3 ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้ 700,000 บาทยังไม่ตรวจรับ และอีก 500,000 บาทเกินกำหนดนาน มูลค่าที่เข้าเกณฑ์อาจเหลือเพียงประมาณ 1.8 ล้านบาทก่อนนำไปคำนวณสัดส่วนเงินล่วงหน้า
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สินเชื่อแฟคตอริ่งและบริการรับซื้อลูกหนี้การค้า
เหมาะกับกิจการที่ต้องการเพิ่มกำลังผลิต ลดต้นทุน หรือเปลี่ยนเครื่องจักรเดิม โดยควรแยกราคาเครื่อง ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ภาษี และเงินหมุนเวียนช่วงเริ่มใช้งานให้ชัด
จากเคสที่ดิฉันเคยตรวจ เจ้าของบางรายแจ้งว่าเครื่องจักรราคา 5 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจใบเสนอราคา พบว่าราคาเครื่องจริง 3.8 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นระบบไฟ ฐานเครื่อง ค่าติดตั้งและการฝึกอบรม รายการเหล่านี้อาจไม่ได้อยู่ในวงเงินหรือระยะเวลาผ่อนเดียวกันทั้งหมด
อ่านแนวทางเลือก Leasing, Hire Purchase และ Term Loan ได้ที่ สินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อเครื่องจักร
หลักจำง่ายคือ
ของที่ใช้หลายปี ใช้วงเงินผ่อนตามอายุการใช้งาน
ค่าใช้จ่ายที่หมุนกลับตามยอดขาย ใช้วงเงินหมุนเวียน
ส่งงานแล้วรอเก็บเงิน ใช้วงเงินที่เชื่อมกับ Invoice
จากมุมงานที่ปรึกษาสินเชื่อ บัญชีที่ดีช่วยมากที่สุดในสามช่วงของการพิจารณา
ผู้พิจารณาต้องเห็นว่ารายได้ในงบและภาษีเกิดขึ้นจริงใน Statement ไม่ใช่ยอดที่ปรากฏเฉพาะในรายงานบัญชี
สิ่งที่มักเจอคือยอดขายในระบบ 1.2 ล้านบาท แต่เงินเข้าบัญชีเพียง 1.05 ล้านบาท หากไม่มีตารางแยกค่าธรรมเนียม คืนสินค้า และยอดรอโอน ส่วนต่าง 150,000 บาทจะกลายเป็นคำถามทันที
กำไรทางบัญชีกับเงินสดไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน กิจการอาจมีกำไรแต่ยังขาดเงินสด เพราะมีลูกหนี้ค้าง สต๊อกเพิ่ม หรือจ่ายซัพพลายเออร์ก่อนเก็บเงินลูกค้า
เวลาตรวจเคส ดิฉันจึงแยกอย่างน้อยสามตัวเลข คือ ยอดขาย กำไร และเงินสดที่ใช้ผ่อนได้จริง ไม่ใช้กำไรสุทธิแทนเงินสดทั้งหมด
เมื่อเห็นรอบเงินชัด ผู้ให้สินเชื่อจะประเมินได้ง่ายขึ้นว่าควรใช้ OD, Term Loan, Factoring หรือวงเงินตามเอกสารการค้า
ตัวอย่าง ธุรกิจขายสินค้าให้ห้างมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านบาท ลูกค้าชำระใน 60 วัน แต่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ภายใน 15 วัน จึงมีช่องว่างเงินสดประมาณ 45 วัน
แม้ธุรกิจมีกำไร หากใช้ Term Loan แก้ปัญหานี้เพียงอย่างเดียว กิจการอาจต้องผ่อนหนี้หลายปีทั้งที่เงินจมเกิดซ้ำตาม Invoice การใช้ Factoring หรือวงเงินหมุนเวียนที่ลดลงเมื่อเก็บเงินลูกค้าได้ จึงอาจตรงกับบัญชีและรอบเงินจริงมากกว่า
ประโยชน์ของบัญชีที่จัดดีจึงไม่ใช่เพียงช่วยให้เอกสารดูเรียบร้อย แต่ช่วยตอบได้ว่า ธุรกิจขาดเงินเพราะลงทุนระยะยาว หรือเพราะช่วงเวลารับ–จ่ายไม่ตรงกัน ซึ่งนำไปสู่การเลือกสินเชื่อ SME ที่เหมาะกว่า
เจ้าของกิจการบางรายพยายามทำให้ยอดคงเหลือในบัญชีดูสูงก่อนยื่น เช่น เติมเงินจากกรรมการเข้าบริษัทหรือโอนเงินระหว่างบัญชีหลายรอบ แต่รายการดังกล่าวไม่ได้ทำให้รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
จากที่ดิฉันสังเกต สิ่งที่ผู้พิจารณาให้ความสำคัญมากกว่ายอดคงเหลือชั่วคราวคือ
เงินเข้ามาจากลูกค้าจริงหรือไม่
เงินเข้าเกิดซ้ำต่อเนื่องหรือเป็นรายการครั้งเดียว
ยอดขายสอดคล้องกับภาษีและเอกสารการค้าหรือไม่
หลังรับเงินแล้วกิจการใช้จ่ายกับอะไร
มีรายการถอนหรือโอนออกผิดปกติหรือไม่
เงินสดปลายเดือนเหลือพอรองรับภาระหรือไม่
บัญชีที่มียอดขายเดือนละ 1 ล้านบาทและตรวจย้อนกลับได้ อาจอ่านง่ายกว่าบัญชีที่มีเงินเข้ารวม 3 ล้านบาท แต่ครึ่งหนึ่งเป็นเงินโอนระหว่างบัญชีที่เกี่ยวข้องกัน
หลักสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำตัวเลขให้สูง” แต่คือทำให้ตัวเลขแต่ละชุดเล่าเรื่องเดียวกัน
วิธีที่ดิฉันใช้ตรวจรายได้คือกระทบยอดสามชั้น ได้แก่
ยอดขายจากระบบหรือเอกสาร
ยอดรายได้ในบัญชีและภาษี
เงินสุทธิที่เข้าบัญชีธนาคาร
หาก Statement แสดงเงินเข้าประมาณ 920,000 บาท ไม่ได้หมายความว่ายอดขายหายไป 130,000 บาท แต่ต้องมีรายงานที่อธิบายค่าธรรมเนียม คืนสินค้า และยอดรอโอนให้ครบ
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือกิจการนำยอดขายขั้นต้น 1,050,000 บาทไปเทียบกับเงินเข้าบัญชี 920,000 บาท แล้วพยายามหาว่าเงินขาดตรงไหน ทั้งที่เป็นความแตกต่างตามระบบการรับชำระ
สำหรับกิจการที่ใช้หลายแพลตฟอร์ม ควรทำตารางแยกทีละช่องทาง ไม่ควรรวมยอดก่อนกระทบยอด เพราะค่าธรรมเนียมและรอบโอนของแต่ละแพลตฟอร์มอาจไม่เหมือนกัน
อ่านวิธีวิเคราะห์รายการเดินบัญชีเพิ่มเติมได้ที่ Statement ขอสินเชื่อ SME ผู้ให้สินเชื่อพิจารณาอะไร
Statement ที่มีรายการผิดปกติไม่ได้หมายความว่าจะยื่นไม่ได้ แต่ควรเตรียมคำอธิบายและเอกสารให้พร้อมก่อนถูกถาม
ควรระบุว่าเป็นรายได้จากลูกค้า เงินเพิ่มทุน เงินยืมกรรมการ หรือเงินขายทรัพย์ พร้อมแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ควรทำตารางตัดรายการออกจากยอดขาย และแยกบัญชีเงินยืมกรรมการให้ชัด
ธุรกิจที่รับเงินสดควรมีรายงานยอดขาย ใบเสร็จ หรือรายงานจากระบบหน้าร้านรองรับ ไม่ควรมีเพียงสลิปฝากเงิน
หากยอดขายเพิ่มเพราะมีสัญญาใหม่ เปิดสาขา หรือรับออเดอร์พิเศษ ควรแนบ PO สัญญา หรือหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารายได้มีที่มา
ควรอธิบายว่าใช้จ่ายกับวัตถุดิบ ค่าแรง หรือซัพพลายเออร์รายใด และมีเอกสารค่าใช้จ่ายหรือไม่
ควรกระทบยอดว่าความต่างเกิดจากรอบบัญชี รายได้รับล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือรายการที่บันทึกคนละช่วงเวลา
ต้องระบุความสัมพันธ์และวัตถุประสงค์ หากเป็นเงินกู้ยืมควรมีสัญญาและบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
วิธีจัดการที่ดีที่สุดไม่ใช่ลบหรือหลีกเลี่ยงรายการเหล่านี้ แต่คือทำให้ผู้พิจารณาเข้าใจว่าเกิดจากอะไร และจะเกิดซ้ำหรือไม่
จากมุมงานที่ปรึกษาสินเชื่อ บัญชีที่พร้อมยื่นไม่จำเป็นต้องมีเงินคงเหลือสูงตลอดเวลา แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาแยกได้ว่า เงินใดเป็นรายได้ เงินใดเป็นเงินโอนภายใน และหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือชำระหนี้เท่าไร
ควรกำหนดให้ลูกค้าชำระเข้าบัญชีหลักมากที่สุด และใช้บัญชีดังกล่าวจ่ายค่าใช้จ่ายสำคัญของกิจการ ไม่จำเป็นต้องเหลือเพียงบัญชีเดียว แต่ต้องบอกหน้าที่ของแต่ละบัญชีได้ เช่น
บัญชีรับรายได้
บัญชีจ่ายซัพพลายเออร์
บัญชีเงินเดือน
บัญชีรับเงินจากแพลตฟอร์ม
จากเคสที่ดิฉันเคยตรวจ บริษัทหนึ่งมีเงินเข้าห้าบัญชี แต่ไม่มีตารางแยกหน้าที่ เมื่อรวม Statement จึงนับเงินที่โอนข้ามบัญชีเป็นรายได้ซ้ำ วิธีแก้คือทำ Account Map หนึ่งหน้า ระบุชื่อบัญชี วัตถุประสงค์ และแหล่งเงินเข้า ก่อนเริ่มรวมยอดขาย
กำหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนกรรมการให้ชัด ลดการเบิกเงินบริษัทโดยไม่มีรายละเอียด และบันทึกเงินที่กรรมการเติมเข้าหรือเบิกออกให้ตรงประเภท
สิ่งที่พบในทางปฏิบัติคือ เงินที่กรรมการโอนเข้าบริษัทมักถูกนับรวมกับยอดขาย ทั้งที่ควรบันทึกเป็นเงินยืมหรือเงินเพิ่มทุน หากไม่แยกตั้งแต่ต้น รายได้และความสามารถชำระจะสูงกว่าความเป็นจริง
อย่างน้อยควรแยก
รายได้จากสินค้าและบริการ
ต้นทุนสินค้า
ค่าแรง
ค่าเช่า
ค่าขนส่ง
ค่าโฆษณา
ดอกเบี้ยและค่างวด
การรวมทุกอย่างไว้ใน “ค่าใช้จ่ายทั่วไป” ทำให้มองไม่เห็นว่าต้นทุนส่วนใดเพิ่มขึ้น ตอนที่ดิฉันลองแยกค่าใช้จ่ายของธุรกิจหนึ่ง พบว่าค่าขนส่งเพิ่มจากประมาณ 6% เป็น 11% ของยอดขายภายในหกเดือน ทั้งที่ยอดขายแทบไม่เปลี่ยน ข้อมูลนี้มีผลต่อเงินสดมากกว่าการดูยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว
บันทึกวันที่ลูกค้าชำระ วันที่จ่ายซัพพลายเออร์ เงินเดือน ภาษีและค่างวด เพื่อดูว่าธุรกิจขาดเงินเพราะกำไรไม่พอ หรือเพราะเวลารับ–จ่ายไม่ตรงกัน
ตัวอย่าง ลูกค้าจ่ายหลังส่งงาน 60 วัน แต่กิจการต้องจ่ายซัพพลายเออร์ภายใน 20 วัน เท่ากับมีช่องว่างเงินสดประมาณ 40 วัน ปัญหานี้อาจเหมาะกับวงเงินหมุนเวียนหรือ Factoring มากกว่าสินเชื่อผ่อนยาว
ควรมีข้อมูลอย่างน้อย:
ยอดขายเฉลี่ยและเงินรับจริง
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายประจำ
ภาระหนี้เดิม
เงินสดคงเหลือ
วงเงินที่ขอ
ค่างวดโดยประมาณ
แหล่งเงินชำระคืน
วิธีที่ดิฉันใช้คือแยก “กำไรในงบ” ออกจาก “เงินสดที่ใช้ผ่อนได้” เพราะกำไรบางส่วนอาจยังค้างอยู่ในลูกหนี้หรือสต๊อก ไม่ได้อยู่ในบัญชีพร้อมชำระค่างวด
ควรทำตารางอธิบายส่วนต่าง ไม่ส่ง Statement งบและภาษีเป็นคนละชุดโดยไม่มีจุดเชื่อม
ตัวอย่าง ยอดขายในรายงาน 1,050,000 บาท แต่เงินเข้าบัญชี 920,000 บาท อาจเกิดจากค่าธรรมเนียม คืนสินค้าและยอดรอโอน ไม่ใช่รายได้หาย หากแสดงสมการนี้ได้ ผู้พิจารณาจะตรวจย้อนกลับได้เร็วกว่าการส่งรายงานดิบหลายไฟล์
ไม่ควรเริ่มจากวงเงินสูงสุดที่ต้องการ แต่ให้เริ่มจากค่างวดที่ธุรกิจรับได้ แล้วคำนวณย้อนกลับเป็นวงเงิน
จากที่สังเกต เจ้าของมักใช้เดือนที่ขายดีที่สุดเป็นฐาน ดิฉันจะคำนวณจากเดือนปกติและทดลองลดรายได้อีก 15–20% หากเงินสดหลังผ่อนแทบไม่เหลือ แสดงว่าวงเงินหรือระยะเวลาชำระยังตึงเกินไป
อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ การวางแผนทางการเงินก่อนขอสินเชื่อ
อัตราส่วนทางการเงินช่วยคัดกรองความพร้อม แต่ไม่ควรใช้ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งตัดสินกิจการทั้งหมด เพราะตัวเลขที่ดูดีอาจประกอบด้วยลูกหนี้เก็บไม่ได้ สต๊อกขายช้า หรือเงินสดที่เข้าผิดช่วง
DSCR ใช้เปรียบเทียบเงินสดที่มีสำหรับชำระหนี้กับภาระชำระหนี้รวม
DSCR = กระแสเงินสดสำหรับชำระหนี้ ÷ ภาระชำระหนี้รวม
หากกิจการเหลือเงินสด 130,000 บาทและมีค่างวดรวม 100,000 บาท DSCR เท่ากับ 1.30 เท่า ตัวเลขประมาณ 1.2–1.3 เท่าอาจใช้เป็นกรอบคัดกรองเบื้องต้น แต่ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวของทุกผู้ให้สินเชื่อ
จากงานที่ปรึกษา ดิฉันจะคำนวณสองรอบ คือรอบปกติและรอบที่ยอดขายลดลง 15–20% เพราะบางเคสมี DSCR 1.30 เท่าในเดือนปกติ แต่ลดเหลือต่ำกว่า 1 เท่าเมื่อยอดขายลดลงเพียงเล็กน้อย แปลว่าเงินสดไม่พอครอบคลุมค่างวดทั้งหมด
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ยอดขายสูงแต่ DSCR–DSR ไม่ถึง ธุรกิจอาจยังรับภาระใหม่ไม่ไหว
Current Ratio ใช้ดูว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรองรับหนี้สินหมุนเวียนได้เพียงใด แต่ต้องตรวจคุณภาพของสินทรัพย์ด้วย
ตัวเลขมากกว่า 1 ไม่ได้แปลว่าสภาพคล่องดีเสมอไป ตัวอย่าง กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียน 5 ล้านบาทและหนี้สินหมุนเวียน 4 ล้านบาท แม้อัตราส่วนเท่ากับ 1.25 เท่า แต่หากในสินทรัพย์มีสต๊อกขายช้า 2 ล้านบาทและลูกหนี้เกินกำหนดอีก 1 ล้านบาท เงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริงอาจไม่พอชำระหนี้ระยะสั้น
เวลาตรวจ ดิฉันจึงแยกลูกหนี้ตามอายุและสต๊อกตามความเร็วในการขาย ไม่ดูเพียงยอดรวมในงบดุล
D/E ใช้ดูสัดส่วนหนี้สินเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น กิจการที่มีหนี้สูงอาจเหลือพื้นที่รับภาระใหม่ลดลง แต่ต้องพิจารณาร่วมกับกระแสเงินสดและลักษณะธุรกิจ
สิ่งที่มักเจอคือ D/E สูงขึ้นจากเงินยืมกรรมการ ไม่ใช่หนี้ธนาคารทั้งหมด จึงควรแยกว่าหนี้ส่วนใดมีค่างวดจริง ส่วนใดมีเงื่อนไขชำระอย่างไร และกรรมการพร้อมคงเงินไว้ในกิจการหรือไม่
ดังนั้น การอ่านอัตราส่วนควรตอบให้ครบสามด้าน:
DSCR บอกว่าผ่อนไหวหรือไม่
Current Ratio บอกว่าสภาพคล่องระยะสั้นพอหรือไม่
D/E บอกว่าโครงสร้างหนี้หนักเพียงใด
รายละเอียดด้านงบดุลสามารถอ่านต่อได้ที่ งบดุลที่ดีช่วยให้ประเมินสินเชื่อ SME อย่างไร
Statement ต่อเนื่อง 6–12 เดือน
ไม่มีช่วงขาดหายโดยไม่มีคำอธิบาย และเห็นรูปแบบรายได้ของกิจการได้
รายได้ธุรกิจเข้าบัญชีที่ระบุได้
ไม่กระจายจนไม่สามารถรวมยอดหรือแยกยอดขายจริงออกจากเงินโอนได้
POS, Invoice, ภาษีและ Statement เชื่อมกันได้
ความแตกต่างแต่ละชุดมีเหตุผลและมีเอกสารประกอบ
เงินบริษัทกับเงินส่วนตัวแยกกันพอสมควร
รายการเงินยืมกรรมการ เงินเดือน และค่าใช้จ่ายส่วนตัวถูกบันทึกให้เข้าใจได้
ลูกหนี้และสต๊อกมีคุณภาพ
ไม่ใช่เพียงมียอดอยู่ในงบ แต่สามารถเก็บเงินหรือขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริง
เงินสดหลังหักค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่างวด
มีส่วนเผื่อรองรับเดือนที่รายได้ลดลง ไม่เหลือพอดีกับภาระทุกเดือน
วัตถุประสงค์ใช้เงินสอดคล้องกับรอบรายได้
เงินลงทุนระยะยาวไม่ถูกนำไปปะปนกับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนโดยไม่มีแผนแยก
บัญชีที่มีครบทั้งเจ็ดข้อไม่ได้รับประกันผลอนุมัติ แต่ช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจธุรกิจและตรวจความสามารถชำระได้ง่ายขึ้น
การจัดบัญชีล่วงหน้า 90 วันไม่ได้ลบประวัติเดิมหรือทำให้สินเชื่อได้รับอนุมัติอัตโนมัติ แต่ช่วยให้ Statement ช่วงล่าสุดอ่านง่ายขึ้น และทำให้กิจการรู้ก่อนยื่นว่า รายได้จริง ภาระเดิม และเงินสดที่ใช้ชำระหนี้สอดคล้องกันหรือไม่
จากเคสที่ดิฉันเคยตรวจ ปัญหาที่พบไม่ใช่เจ้าของไม่มีเอกสาร แต่เป็นการรีบรวบรวมเอกสารย้อนหลังในสัปดาห์สุดท้าย จนแยกไม่ออกว่ารายการใดเป็นยอดขาย เงินยืมกรรมการ หรือเงินโอนระหว่างบัญชี ดิฉันจึงแบ่งการเตรียมออกเป็นสามช่วงดังนี้
เลือกบัญชีหลักสำหรับรับรายได้จากลูกค้า
แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัท
บันทึกเงินที่กรรมการเติมเข้าหรือเบิกออกให้ตรงประเภท
ลดการถอนเงินสดที่ไม่มีใบเสร็จหรือเอกสารประกอบ
กำหนดบัญชีที่ใช้จ่ายซัพพลายเออร์และเงินเดือนให้ชัด
สิ่งที่มักเจอในทางปฏิบัติคือ เจ้าของมีบัญชีหลายแห่งและโอนเงินหมุนกันทุกวัน เมื่อรวมยอดเงินเข้าจึงดูสูงกว่ายอดขายจริง วิธีแก้ไม่ใช่ปิดบัญชีทั้งหมดทันที แต่ควรกำหนดหน้าที่ของแต่ละบัญชี และหยุดนับเงินโอนภายในเป็นรายได้รอบใหม่
เทียบยอด POS, Marketplace หรือ Invoice กับเงินเข้าบัญชี
แยกส่วนลด ค่าธรรมเนียม คืนสินค้า และยอดที่ยังไม่ถึงรอบโอน
ตรวจอายุลูกหนี้และรายการเกินกำหนด
แยกเงินเข้าผิดปกติออกจากยอดขายประจำ
ทำสรุปรายได้แยกตามช่องทางและบัญชีรับเงิน
เวลาที่ดิฉันตรวจยอดขาย จะไม่พยายามทำให้ยอดจากทุกเอกสารเท่ากัน แต่จะหาสาเหตุของส่วนต่าง เช่น ยอดขาย 1,050,000 บาท อาจเข้าบัญชีเพียง 920,000 บาท เพราะมีค่าธรรมเนียม คืนสินค้า และรายการรอโอน หากอธิบายส่วนต่างได้ ตัวเลขที่ไม่เท่ากันก็ยังตรวจสอบย้อนกลับได้
ระบุรายการที่จะนำวงเงินไปใช้
แยกเงินลงทุนระยะยาวออกจากเงินหมุนเวียน
คำนวณค่างวดและภาระหนี้รวม
ทดสอบกรณียอดขายลดลง 15–20%
ทำประมาณการกระแสเงินสดตามวันที่รับและจ่าย
จัดเอกสารเป็นหมวดและตั้งชื่อไฟล์ตามลำดับ
จากข้อสังเกตในการยื่นสินเชื่อ เจ้าของมักตอบได้ว่าต้องการวงเงินเท่าไร แต่ยังตอบไม่ได้ว่าเงินแต่ละส่วนจะกลับมาเมื่อใด ดิฉันจึงให้ทำตารางสั้น ๆ ว่า ใช้เงินกับอะไร ใช้กี่วัน และคืนจากรายรับใด เพราะคำอธิบายนี้ช่วยแยกได้ทันทีว่าควรใช้ Term Loan, OD หรือวงเงินตาม Invoice
เมื่อครบ 90 วัน กิจการควรตอบได้อย่างน้อย 4 เรื่อง คือ รายได้เฉลี่ยเท่าไร เงินสดเหลือจริงเท่าไร วงเงินใหม่ใช้ทำอะไร และรายรับส่วนใดจะใช้ชำระคืน
ทดลองประเมินภาระเบื้องต้นได้ที่ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด ทดลองประเมินภาระเบื้องต้นได้ที่ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด
เอกสารที่ครบไม่ได้หมายความว่าไฟล์จะอ่านง่ายเสมอไป จากเคสที่ดิฉันเคยจัด ผู้ยื่นบางรายส่งไฟล์มากกว่า 40 รายการ แต่ไม่มีสรุปว่าเอกสารใดใช้ยืนยันรายได้ ภาระหนี้ หรือวัตถุประสงค์ ผู้พิจารณาจึงต้องค้นข้อมูลใหม่ตั้งแต่ต้น
หนังสือรับรองบริษัท
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
หนังสือบริคณห์สนธิหรือเอกสารจัดตั้ง
สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ
ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมี
เอกสารสถานที่ประกอบกิจการ
ควรตรวจชื่อบริษัท เลขทะเบียน ที่อยู่ และชื่อกรรมการให้ตรงกันทุกชุด เพราะความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยอาจทำให้ต้องขอเอกสารใหม่
Statement บัญชีธุรกิจ
งบการเงินย้อนหลัง
แบบภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้
รายงานลูกหนี้และเจ้าหนี้
รายงานสินค้าคงคลัง
สรุปภาระสินเชื่อเดิม
รายการเงินยืมกรรมการ
สิ่งที่ควรเพิ่มคือสรุปหนึ่งหน้าว่า ตัวเลขในงบต่างจากเงินใน Statement เพราะอะไร เช่น ลูกหนี้ยังไม่ชำระ สต๊อกเพิ่ม หรือมีค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ไม่ควรส่งงบกับ Statement แยกกันโดยไม่มีจุดเชื่อม
รายงาน POS
รายงานจาก Marketplace
Invoice และใบวางบิล
PO หรือสัญญาจ้าง
ใบส่งของและใบตรวจรับ
ประวัติการชำระจากลูกค้า
ในทางปฏิบัติ PO เพียงอย่างเดียวยังไม่บอกว่าเงินจะเข้าจริงเมื่อใด ควรแนบต้นทุน ระยะเวลาส่งมอบ เงื่อนไขตรวจรับ และเครดิตเทอมด้วย เพื่อให้เห็นทั้งกำไรและจำนวนวันที่กิจการต้องสำรองเงิน
ตารางรายการที่จะใช้เงิน
ใบเสนอราคาจากซัพพลายเออร์
ระยะเวลาใช้เงิน
ประมาณการรายได้หลังลงทุน
แหล่งเงินชำระค่างวด
เงินลงทุนส่วนของกิจการ
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือรวมค่าเครื่องจักร วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าโฆษณาไว้ในคำขอเดียว ดิฉันจะแยกเป็น เงินลงทุน กับ เงินหมุนเวียน ก่อน เพราะแต่ละส่วนควรมีระยะเวลาชำระและแหล่งคืนเงินต่างกัน
วิธีจัดไฟล์ที่ดิฉันใช้คือเรียงตามลำดับคำถามของผู้พิจารณา ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเอกสาร ได้แก่
ข้อมูลกิจการ → วัตถุประสงค์ใช้เงิน → หลักฐานรายได้ → กระแสเงินสด → ภาระเดิม → เอกสารสนับสนุน
ภายในแต่ละหมวดควรมีสารบัญสั้น ๆ และตั้งชื่อไฟล์เป็นลำดับ เช่น 01_หนังสือรับรอง, 02_Statement_12เดือน, 03_สรุปรายได้ วิธีนี้ไม่ได้ทำให้กิจการผ่านเกณฑ์แทนตัวเลขทางการเงิน แต่ช่วยลดเวลาค้นเอกสารและทำให้เรื่องที่บริษัทต้องการอธิบายไม่หลุดจากลำดับ
กรณีศึกษาต่อไปนี้ปรับตัวเลขและรายละเอียดบางส่วนเพื่อรักษาความลับของกิจการ แต่ยังคงรูปแบบปัญหา วิธีตรวจเอกสาร และข้อสังเกตที่พบจากการประเมินสินเชื่อ
ร้านอาหารแห่งหนึ่งมียอดขายจาก POS, QR Payment, แพลตฟอร์มส่งอาหารและเงินสด เฉลี่ยประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน แต่ Statement มีเงินเข้ารวมสูงถึง 2.1 ล้านบาท เพราะมีการโอนเงินระหว่างบัญชีร้านกับบัญชีกรรมการเกือบทุกวัน
ตอนที่ดิฉันลองรวมยอดจาก Statement ครั้งแรก ตัวเลขดูเหมือนธุรกิจมีรายได้สูงกว่ายอดขายจริง แต่เมื่อตัดรายการที่มีชื่อผู้โอนและจำนวนเงินซ้ำกันออก พบว่ารายรับจากลูกค้าจริงเหลือประมาณ 1.38 ล้านบาทต่อเดือน
วิธีจัดข้อมูลคือ
แยกยอดขายตามช่องทาง
หักค่าธรรมเนียม ส่วนลดและรายการคืน
เทียบยอดสุทธิกับบัญชีที่รับเงิน
ตัดรายการโอนระหว่างบัญชีออก
แยกต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายคงที่
จุดที่ต้องระวังคือ ไม่ควรนำเงินโอนจากบัญชีร้านไปบัญชีกรรมการ แล้วโอนกลับเข้าบริษัทมานับเป็นรายได้รอบใหม่
จากที่สังเกต การทำให้ยอดรายรับลดจาก 2.1 ล้านบาทเหลือ 1.38 ล้านบาทไม่ได้ทำให้กิจการดูแย่ลง กลับช่วยให้ผู้พิจารณาเชื่อมยอดขาย ต้นทุนและเงินสดคงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า
ธุรกิจค้าปลีกมียอดขายเดือนปกติประมาณ 900,000 บาท แต่ช่วงเทศกาลเพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท เจ้าของนำยอดขายช่วงสูงสุดมาใช้คำนวณวงเงินและค่างวดที่ต้องการ
เมื่อลองเปลี่ยนฐานคำนวณเป็นยอดขายเดือนปกติ และลดรายได้ลงอีก 15% เพื่อทดสอบความผันผวน พบว่าหลังหักต้นทุน ค่าเช่า เงินเดือนและภาระเดิม ธุรกิจแทบไม่เหลือเงินสำรองสำหรับค่างวดใหม่
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยอดขายไม่ดี แต่เกิดจากการนำเงินสองวัตถุประสงค์มารวมกัน ได้แก่
เงินเติมสต๊อกก่อนช่วงเทศกาล ซึ่งหมุนกลับภายในไม่กี่เดือน
เงินปรับปรุงคลังสินค้า ซึ่งให้ประโยชน์หลายปี
ดิฉันจึงแยกการประเมินเป็นวงเงินหมุนเวียนสำหรับซื้อสต๊อก และ Term Loan ขนาดเล็กสำหรับระบบคลังสินค้า แทนการขอสินเชื่อก้อนเดียวแล้วผ่อนระยะยาวทั้งหมด
ข้อสังเกตจากเคสลักษณะนี้คือ ธุรกิจตามฤดูกาลควรแสดงยอดขายอย่างน้อย 12 เดือน ไม่ควรใช้เฉพาะสามเดือนที่ดีที่สุด เพราะผู้พิจารณาต้องเห็นทั้งช่วงขายดี ช่วงปกติ และช่วงที่เงินสดต่ำที่สุด
โรงงานแห่งหนึ่งมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 4 ล้านบาทและมีกำไรตามงบ แต่ต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรงและค่าขนส่งก่อนรับเงินจากลูกค้า
เมื่อตรวจรอบรับ–จ่ายพบว่า
ลูกค้าชำระเฉลี่ย 60 วัน
ซัพพลายเออร์ให้เครดิตประมาณ 20 วัน
ธุรกิจต้องสำรองเงินเองราว 40 วัน
ลูกหนี้ส่วนใหญ่ชำระต่อเนื่องและมีเอกสารตรวจรับครบ
ตอนดูงบครั้งแรก กิจการไม่ได้มีปัญหาด้านยอดขายหรือกำไร แต่เมื่อวางวันที่จ่ายวัตถุดิบกับวันที่รับเงินลูกค้าลงในปฏิทินเดียวกัน จึงเห็นว่าทุกออเดอร์ใหม่ทำให้เงินสดตึงขึ้นชั่วคราว
ข้อผิดพลาดที่พบคือ เจ้าของต้องการใช้ Term Loan ระยะยาวแก้ปัญหานี้ ทั้งที่ช่องว่างเกิดซ้ำตาม Invoice และเครดิตเทอม
ในกรณีนี้ Factoring หรือวงเงินที่สัมพันธ์กับลูกหนี้การค้าอาจตรงกับรอบเงินมากกว่า เพราะเมื่อผู้ซื้อชำระ Invoice วงเงินก็ถูกลดลงตามรายการ ไม่ต้องแบกค่างวดระยะยาวหลังจากเก็บเงินจากงานนั้นแล้ว
บทเรียนสำคัญคือ กำไรบอกว่าธุรกิจขายแล้วเหลือเท่าไร แต่ปฏิทินกระแสเงินสดบอกว่า ระหว่างรอรับเงิน ธุรกิจต้องสำรองเงินกี่วัน
โดยทั่วไปควรเตรียม Statement ต่อเนื่องอย่างน้อย 6–12 เดือน หรือตามเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อ
จากที่ดิฉันสังเกต Statement 6 เดือนอาจเพียงพอสำหรับดูพฤติกรรมล่าสุด แต่หากธุรกิจมีฤดูกาลขายชัด ควรใช้ข้อมูล 12 เดือนเพื่อไม่ให้เดือนขายดีหรือเดือนขายต่ำผิดปกติกลายเป็นภาพแทนทั้งกิจการ
อาจใช้ประกอบการอธิบายรายได้ได้ แต่ต้องแยกรายการส่วนตัวออกจากรายได้ธุรกิจให้ชัด
วิธีที่ช่วยได้คือทำตารางระบุวันที่ ผู้โอน เลขที่ Invoice หรือช่องทางขาย และยอดเงินที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรส่ง Statement ส่วนตัวหลายบัญชีโดยไม่มีสรุป เพราะผู้พิจารณาจะต้องไล่แยกรายการใหม่ทั้งหมด
ผู้ให้สินเชื่อมักดูทั้งยอดขาย กำไรและกระแสเงินสด แต่แต่ละตัวตอบคำถามต่างกัน
ยอดขายบอกขนาดกิจการ กำไรบอกความสามารถในการสร้างผลตอบแทน ส่วนกระแสเงินสดบอกว่ามีเงินชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่
จากเคสที่เคยตรวจ ธุรกิจมียอดขายสูงและมีกำไร แต่เงินจมอยู่ในลูกหนี้กับสต๊อก จึงเหลือเงินสดรองรับค่างวดต่ำกว่าที่เจ้าของคาดไว้
ต้องตรวจว่าสาเหตุขาดทุนเกิดจากอะไร เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายเปิดสาขา การลงทุนครั้งเดียว หรือผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวต่อเนื่อง
ดิฉันมักแยกค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียวออกจากค่าใช้จ่ายประจำ แล้วตรวจว่าเมื่อปรับรายการดังกล่าว กระแสเงินสดจากกิจการยังเป็นบวกหรือไม่ แต่การปรับตัวเลขเพื่อวิเคราะห์ต้องมีเอกสารรองรับ ไม่ใช่ตัดค่าใช้จ่ายออกเพียงเพราะต้องการให้ผลดูดีขึ้น
ไม่นับเป็นยอดขาย หากเป็นเงินยืมกรรมการ เงินเพิ่มทุน หรือเงินที่นำมาเสริมสภาพคล่อง ควรบันทึกตามประเภทและมีหลักฐานประกอบ
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือยอดเงินเข้าบัญชีสูงขึ้นเพราะกรรมการเติมเงิน แต่ถูกนำไปรวมกับรายรับจากลูกค้า ทำให้ประเมินยอดขายและความสามารถชำระสูงกว่าความเป็นจริง
ไม่สามารถแก้รายการที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถทำตารางจับคู่รายการโอนออกและโอนกลับ เพื่อตัดออกจากรายได้จริง พร้อมอธิบายเหตุผลของการโอน
จากนั้นควรลดรายการโอนวนในช่วงต่อไป เพราะหากรูปแบบเดิมยังเกิดทุกเดือน ผู้พิจารณาอาจต้องตั้งคำถามว่ากิจการขาดสภาพคล่องหรือกำลังทำให้ยอดเงินเข้าดูสูงขึ้นหรือไม่
อาจมีทางเลือกตามผลิตภัณฑ์ แต่เนื่องจากยังไม่มีงบย้อนหลังหลายปี จึงควรใช้ข้อมูลอื่นช่วยยืนยัน เช่น POS, QR Payment, Marketplace, Invoice, PO, สัญญางาน และประสบการณ์เดิมของเจ้าของ
สำหรับธุรกิจใหม่ ดิฉันจะให้น้ำหนักกับคำถามว่า มีลูกค้าจริงแล้วหรือยัง เงินเข้าจากช่องทางใด และต้นทุนก่อนรับเงินต้องใช้เท่าไร มากกว่าดูเพียงวันที่จดทะเบียนบริษัท
บัญชีที่ชัดช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินรายได้และความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยยังขึ้นอยู่กับเครดิต หลักประกัน ประเภทวงเงิน ระยะเวลาและนโยบายของแต่ละแห่ง
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดกว่าคือ บัญชีที่ตรวจย้อนกลับได้ช่วยลดความคลุมเครือในการคำนวณวงเงินและค่างวด ไม่ควรสรุปว่าจะได้ดอกเบี้ยต่ำลงจากคุณภาพบัญชีเพียงปัจจัยเดียว
การเตรียม สินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ ไม่ควรเริ่มจากการเลือกวงเงินสูงสุด แต่ควรเริ่มจากทำให้ข้อมูลทางการเงินตอบคำถามสำคัญได้ว่า
ธุรกิจมีรายได้จากไหน
เงินเข้าจริงเท่าไร
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่เท่าไร
ภาระเดิมมีอะไร
เงินสดเหลือรองรับค่างวดเท่าไร
วงเงินใหม่ใช้กับอะไร
เงินจะกลับมาเมื่อใด
จากงานที่ปรึกษาสินเชื่อ สิ่งที่ทำให้การพิจารณาสะดุดบ่อยที่สุดไม่ใช่ธุรกิจไม่ดี แต่คือ Statement งบ ภาษีและเอกสารการค้าเล่าเรื่องคนละชุด
แนวทางที่ควรทำคือใช้บัญชีธุรกิจหลัก ลดการโอนวน กระทบยอดรายได้สามชั้น แยกเงินลงทุนกับเงินหมุนเวียน และคำนวณค่างวดจากเดือนปกติ ไม่ใช่เดือนที่ยอดขายสูงที่สุด
เมื่อข้อมูลทั้งหมดเชื่อมโยงกัน ผู้ประกอบการจะไม่เพียงพร้อมสำหรับการยื่นกู้ SME มากขึ้น แต่ยังเห็นด้วยว่าวงเงินประเภทใดเหมาะกับรอบเงินของกิจการและภาระระดับใดที่ธุรกิจรับไหวจริง
สำหรับรายละเอียดภาพรวมของประเภทวงเงิน คุณสมบัติ เอกสาร ดอกเบี้ย และวิธีเลือกสินเชื่อ อ่านต่อได้ที่ คู่มือเลือกสินเชื่อ SME ให้ตรงกับรอบเงินของธุรกิจ
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา