เขียนโดย : สุฑามาศ
ตรวจทานตามนโยบายบรรณาธิการ : นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 24 มกราคม 2569
ร้านอาหารเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มี “เงินเข้า–ออกไม่สม่ำเสมอ” มากที่สุด ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาล โปรโมชั่น และแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่ และค่าอุปกรณ์ครัว ต้องจ่ายก่อนเสมอ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากจึงมองหา สินเชื่อเงินด่วน, เงินกู้ด่วน หรือ สินเชื่อเงินด่วน อนุมัติเร็ว เพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่หากเลือกแหล่งเงินทุนหรือรูปแบบสินเชื่อไม่เหมาะ อาจทำให้ภาระผ่อนหนักและกระทบกระแสเงินสดในระยะยาว
กลับหน้าแม่ (Hub): → คู่มือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
บทความนี้จะช่วยอธิบายอย่างเป็นระบบว่า
ร้านอาหารควรเลือกสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กแบบไหน
เพื่อให้ “กู้ได้จริง ใช้ถูกจุด และผ่อนไหวจริง”
เข้าใจโครงสร้างต้นทุนและรายรับก่อนเลือกสินเชื่อ
ปัญหาหลักของร้านอาหารคือ “จ่ายเงินก่อน แต่ได้เงินทีหลัง” เช่น
ค่าวัตถุดิบและสต๊อกสินค้า
ค่าแรงพนักงานตามรอบจ่าย
ค่าเช่าพื้นที่
ค่ารีโนเวตร้านหรือเปิดสาขาใหม่
ในช่วงเทศกาล หรือช่วงเปิดเมนูใหม่ ร้านอาหารมักต้องใช้เงินเพิ่มมากกว่าปกติ หากไม่มองภาพรอบเงินเข้า–ออกให้ชัด อาจเลือก กู้เงินด่วน มาใช้ผิดวัตถุประสงค์
แนวคิดสำคัญ คือ
หากใช้เงินระยะสั้นเพื่อหมุนวัตถุดิบ → ควรเลือกวงเงินหมุนเวียนเพื่อธุรกิจ
หากเป็นค่าอุปกรณ์ครัวหรือเครื่องทำความเย็น → ควรใช้สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เพื่อควบคุมต้นทุนต่อเดือน
การเข้าใจจังหวะเงินสด จะช่วยให้เลือก แหล่งเงินทุน ที่เหมาะกับร้านอาหารมากที่สุด
กลับ Hub เพื่อกรอบคิดรวม: คู่มือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (2568)
เลือกให้ตรงงานที่ต้องทำ
เหมาะสำหรับ
ซื้อวัตถุดิบ
เสริมสภาพคล่องช่วงยอดขายตก
รองรับรอบเงินจากเดลิเวอรี
ร้านอาหารที่มีข้อมูลยอดขายจาก POS และสเตทเมนต์ชัดเจน มักมีโอกาสได้ สินเชื่ออนุมัติง่าย มากขึ้น
เหมาะสำหรับ
ปรับปรุงร้าน
ขยายสาขา
ซื้ออุปกรณ์ครัวหรือระบบหลังบ้าน
สินเชื่อประเภทนี้จะช่วยกระจายภาระผ่อนให้เหมาะกับกำไรของร้าน ไม่ต้องเร่งคืนแบบเงินกู้ด่วน
ในทางปฏิบัติ ร้านอาหารมักเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ แล้วค่อยตัดสินใจจาก “วงเงินที่ต้องการ” และ “มีหลักประกันหรือไม่” ได้แก่
สินเชื่อจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (เน้นช่วยรายย่อย/ดอกเบี้ยพิเศษ/เงื่อนไขตามโครงการ) และ
สินเชื่อ SME ทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ (ยืดหยุ่น วงเงินกว้าง แต่พิจารณาตามรายได้–งบการเงิน–หลักประกัน)
ถ้าร้าน “ยังไม่มีทรัพย์สิน” หรือไม่อยากใช้โฉนดค้ำ: ให้มองกลุ่ม สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือสินเชื่อที่ใช้ บสย. (TCG) ค้ำแทน เป็นหลัก (อาจช่วยให้วงเงินสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกู้แบบไม่มีอะไรค้ำเลย)
เหมาะกับการ เปิดร้าน/ปรับปรุงร้าน/ซื้ออุปกรณ์/เสริมสภาพคล่อง วงเงินตั้งแต่หลักแสนถึงหลักสิบล้าน (ขึ้นกับรายได้และเอกสารการเงินของร้าน) และมีทั้งแบบมี–ไม่มีหลักประกัน
กรุงไทย: สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก (Smart Shop)
จุดเด่นคือ “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ขอได้” โดยระบุว่าวงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ในกรณีไม่มีหลักประกัน และใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงิน
SCB: สินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการ (แบบมีหลักประกัน)
เหมาะกับร้านที่ต้องการวงเงินใหญ่/ซื้อทรัพย์สิน/ปรับปรุงสถานประกอบการ โดยระบุวงเงินรวมสูงสุด 50 ล้านบาท และระยะเวลาผ่อนสูงสุด 30 ปี (ตามเงื่อนไขธนาคาร)
มุมวิเคราะห์สำหรับร้านอาหาร:
ถ้าต้อง “ขยายสาขา/รีโนเวตใหญ่” และมีหลักประกัน → กลุ่มแบบมีหลักประกันมักช่วยให้ค่างวดเบาและวงเงินสูงขึ้น
ถ้าต้องการ “เงินก้อนระดับ 1–3 ล้าน” แต่ไม่มีทรัพย์ค้ำ → กลุ่มที่ บสย.ค้ำแทน มักเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า “กู้เงินด่วน” ที่ค่างวดตึง
ถ้าร้านเพิ่งเริ่ม/ยังไม่มีทรัพย์สิน/ไม่ต้องการจำนอง จุดสำคัญคือ วงเงินมักไม่สูงมาก และต้นทุนทางการเงินอาจสูงกว่าสินเชื่อมีหลักประกัน แต่แลกกับความคล่องตัว
UOB BizMoney: สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ระบุวงเงินกู้สูงสุด 5,000,000 บาท, ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (ค้ำโดย บสย.), และผ่อนสูงสุด 5 ปี
มุมวิเคราะห์สำหรับ “สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” ของร้านอาหาร:
ถ้ารอบเงินร้านยังแกว่งมาก (ยอดขายขึ้นลง/เงินเข้าเลื่อนจากเดลิเวอรี) ให้ “ตั้งค่างวดเผื่อความผันผวน” และหลีกเลี่ยงการกู้แบบค่างวดหนัก เพราะจะทำให้เงินสดตึงในเดือนยอดตก
จุดเด่นของสินเชื่อจากธนาคารเฉพาะกิจคือ “ออกแบบมาเพื่อ SME” และบางช่วงมีโครงการดอกเบี้ยพิเศษ
โครงการ “สินเชื่อปลุกพลัง SME”
สื่อของ SME D Bank ระบุอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก, วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1 ล้านบาท, และผ่อนนานสูงสุด 10 ปี
โครงการ “Beyond ติดปีก SME”
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ SME D Bank ระบุวงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 30 ล้านบาท, ดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปีแรก, ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี และระบุการใช้งานได้ทั้ง “เสริมสภาพคล่อง/ลงทุน/ขยาย/ปรับปรุงกิจการ” (มีตัวอย่างธุรกิจรวมถึง “ร้านอาหารขนาดใหญ่”)
มุมวิเคราะห์:
ร้านอาหารรายเล็กที่ต้องการ “เงินก้อนพอดีมือ” เพื่อปรับปรุงร้าน/อุปกรณ์ → โครงการวงเงินระดับไม่เกิน 1 ล้านบาทมักเหมาะกับการเริ่มทำให้ระบบร้านนิ่งก่อน
ร้านที่ต้องการ “ลงทุนขยายจริงจัง” (รีโนเวตใหญ่/เพิ่มกำลังผลิต/หลายสาขา) → กลุ่มวงเงินระดับหลายล้าน–หลายสิบล้านค่อยตอบโจทย์
ทำให้ร้านอาหารเป็น “ลูกค้าที่พร้อมอนุมัติ”
การขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก จะง่ายขึ้น หากเตรียมข้อมูลให้ผู้ให้กู้เห็นภาพชัดเจน
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
สเตทเมนต์ย้อนหลัง 6–12 เดือน
รายงานยอดขายจากระบบ POS
สรุปค่าใช้จ่ายประจำของร้าน
ควรทำแผนสั้น ๆ ว่า
ใช้เงินกู้ไปทำอะไร
คาดว่ายอดขายเพิ่มเท่าไร
จะคืนเงินอย่างไร
วันแรกเริ่มจาก “ดึงยอดขาย POS 3 เดือนล่าสุด” แล้วเทียบกับ “เงินเข้าจริงในสเตทเมนต์” — จุดที่เจอบ่อยคือยอดขายดี แต่เงินเข้าเลื่อนเพราะเดลิเวอรี/เครดิตลูกค้า ทำให้ธนาคารอ่านยาก ผู้ให้คำปรึกษาเลยทำไฟล์ 1 หน้า: ยอดขายรายวัน → วันเงินเข้า → ช่องทาง (หน้าร้าน/เดลิเวอรี)
จากนั้นล็อก 2 อย่าง: (1) วันเงินเข้า = วันจ่ายค่างวด/คืนวงเงิน และ (2) กันเงินสดสำรอง [x] วันของค่าใช้จ่ายคงที่
พอเอกสาร “เล่าเรื่องเดียวกัน” (POS → Statement → ต้นทุน) รอบคำถามจากผู้ให้กู้ลดลงชัดเจน และขั้นตอนเดินไวขึ้นมาก
พิสูจน์ว่าร้าน “ผ่อนไหวจริง”
ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญกับ “ตัวเลขจริง” มากกว่าคำอธิบายลอย ๆ ร้านอาหารควรเตรียมข้อมูลดังนี้
ยอดขายเฉลี่ยรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน
แยกยอดหน้าร้านและเดลิเวอรี
ช่วงพีคและโลว์ของยอดขาย
สัดส่วนต้นทุนต่อเมนู
แนวโน้มต้นทุนย้อนหลัง
แผนควบคุมต้นทุนหรือปรับราคา
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยพิสูจน์ความสามารถในการชำระหนี้ และทำให้ผู้ให้กู้มั่นใจว่าร้านอาหารสามารถรับภาระผ่อนได้จริง
สูตรเช็กว่า ‘ผ่อนไหวจริง’ สำหรับร้านอาหาร (อ่านจบคำนวณได้เลย)
เงินเหลือสุทธิ/เดือน = เงินเข้าจริง (Statement) − ค่าใช้จ่ายคงที่ − ต้นทุนผันแปร
กันชนค่างวด: เงินเหลือสุทธิ/เดือน ควรมากกว่า “ค่างวดใหม่ + ภาระผ่อนเดิม” แบบไม่ตึงมือ
วันเงินสดพอใช้ (Cash Buffer Days) = เงินสดคงเหลือ ÷ ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อวัน
ช่องว่างเดลิเวอรี (Payout Gap): ถ้าเดลิเวอรีโอนเงินช้ากว่า 2–7 วัน ให้ย้าย “วันตัด/วันคืนเงิน” ไปหลังวันเงินเข้าเสมอ เพื่อกันสะดุด
เอกสารที่ครบและสอดคล้องกัน จะช่วยให้ขั้นตอนอนุมัติเร็วขึ้นกว่าการขอ เงินกู้ด่วน แบบเร่งรีบ
เอกสารสำคัญ ได้แก่
สรุปยอดขายจาก POS ย้อนหลัง 6–12 เดือน
สรุปต้นทุนอาหารและกำไรขั้นต้น
สัญญาเช่าพื้นที่ร้าน
ใบเสนอราคาอุปกรณ์ (กรณีขอสินเชื่อผ่อนชำระ)
ตารางกระแสเงินสดล่วงหน้า
เอกสารที่ “เล่าเรื่องเดียวกัน” จะช่วยให้ผู้ให้กู้ประเมินร้านได้ง่ายและตัดสินใจได้เร็วขึ้น
ก่อนยื่นขอ สินเชื่อเงินด่วน, กู้เงินด่วน หรือสินเชื่อธุรกิจใด ๆ ร้านอาหารควรตรวจสอบว่า
ข้อมูลยอดขายและต้นทุนจาก POS ครบถ้วน
กระแสเงินสดไม่ติดลบต่อเนื่อง
ภาระผ่อนรวมไม่เกินความสามารถของร้าน
เลือกรูปแบบสินเชื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้เงิน
ไม่ใช่แค่ “กู้ได้” แต่ต้อง “ใช้ถูกและผ่อนไหว”
การเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก สำหรับร้านอาหาร ไม่ควรมองแค่ความเร็วแบบ สินเชื่อเงินด่วน อนุมัติเร็ว เท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวมของรายได้ ต้นทุน และกระแสเงินสดของร้านด้วย
หากเตรียมข้อมูลให้ชัด เลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับจังหวะธุรกิจ และวางแผนผ่อนอย่างรอบคอบ สินเชื่อจะไม่ใช่ภาระ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยให้ร้านอาหารเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) – แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ SME และเครื่องมือเปรียบเทียบสินเชื่อ: ใช้เพื่อเทียบประเภทวงเงิน/เงื่อนไข/ค่าธรรมเนียมจากแหล่งกลาง ก่อนจับคู่กับรอบเงินเข้า-ออกของร้านอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงเลือกสินเชื่อผิดประเภท
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB): ใช้ให้เจ้าของกิจการตรวจรายงานเครดิต/ความถูกต้องของข้อมูลก่อนยื่น เพราะประวัติการชำระและภาระหนี้เป็นหนึ่งในข้อมูลหลักที่ผู้ให้กู้ใช้ประกอบการพิจารณา
บสย. (TCG): ใช้ทำความเข้าใจ “กลไกค้ำประกัน” ซึ่งในบางกรณีช่วยให้กิจการที่หลักประกันไม่พอมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น (ขึ้นกับเงื่อนไขโครงการ/สถาบันการเงิน)
ลิงก์อ่านต่อ (ภายในคลัสเตอร์ “เพื่อธุรกิจ”)