เขียนโดย : สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ
นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา
อัปเดตล่าสุด : 3 สิงหาคม 2569
เจ้าของกิจการที่กำลังมองหา สินเชื่อ SME มักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ธุรกิจของฉันจะขอได้วงเงินเท่าไร” แต่จากประสบการณ์ที่ดิฉันใช้ช่วยผู้ประกอบการเตรียมข้อมูลก่อนยื่นจริง คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนกลับเป็นอีกชุดหนึ่ง ได้แก่
ต้องใช้เงินจริงเท่าไร
เงินจะถูกใช้ในช่วงใด
รายรับจะกลับมาเมื่อไร
ธุรกิจมีเงินของตัวเองร่วมใช้เท่าไร
หลังรับภาระใหม่แล้ว ยังเหลือเงินหมุนกิจการเพียงพอหรือไม่
การขอวงเงินสูงไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มโอกาสอนุมัติเสมอไป ในบางกรณี วงเงินที่สูงกว่าความจำเป็นกลับทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมว่า เงินส่วนเกินจะนำไปใช้อะไร แหล่งชำระคืนมาจากไหน และเหตุใดภาระใหม่จึงเหมาะกับขนาดธุรกิจ
บทความนี้จึงไม่ได้เน้นตรวจว่าอายุธุรกิจ งบการเงิน Statement หรือเครดิตแบบใดจึงมีโอกาสผ่านเนื้อหาในหน้านี้จะพาไปอีกขั้น คือช่วยให้เจ้าของกิจการวางโครงสร้างคำขอว่า ควรขอเท่าไร ใช้สินเชื่อประเภทใด รับภาระผ่อนไหวหรือไม่ และจะอธิบายแหล่งชำระคืนอย่างไร
หากต้องการดูภาพรวมประเภทวงเงินก่อน สามารถเริ่มจาก คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ แล้วจึงกลับมาใช้บทความนี้วางตัวเลขของกิจการให้ละเอียดขึ้น
ประโยคที่ดิฉันได้ยินค่อนข้างบ่อยคือ
“อยากขอไว้ก่อนสัก 2 ล้านบาท ถ้าได้ไม่ถึงค่อยว่ากัน”
ในมุมเจ้าของกิจการ ความคิดนี้อาจดูเหมือนเป็นการเผื่อความปลอดภัย แต่ในมุมวิเคราะห์สินเชื่อ วงเงินทุกส่วนควรมีเหตุผลรองรับว่าถูกใช้กับรายการใด ใช้เมื่อไร และสร้างรายรับกลับมาอย่างไร
วงเงินที่ต้องใช้จริงจึงไม่ควรเริ่มจากยอดสูงสุดที่ต้องการ แต่ควรเริ่มจาก จุดที่เงินสดของกิจการไม่พอรองรับรอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น กิจการต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ 600,000 บาท ค่าแรงและค่าขนส่งอีก 150,000 บาท รวมเป็น 750,000 บาท แต่กิจการมีเงินสดที่พร้อมนำมาใช้ 250,000 บาท และคาดว่าจะมีรายรับจากลูกหนี้เดิมเข้ามาอีก 100,000 บาทก่อนถึงวันครบกำหนดจ่าย
ช่องว่างเงินสดเบื้องต้นจึงไม่ใช่ 750,000 บาท แต่เป็นประมาณ 400,000 บาท
การแยกตัวเลขเช่นนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่า เงินก้อนใหม่กำลังแก้ปัญหาอะไร และช่วยให้คำขอ สินเชื่อ SME มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับมากกว่าการแจ้งวงเงินเป็นจำนวนกลม ๆ
สูตรที่ดิฉันใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดข้อมูลให้ผู้ประกอบการคือ
**วงเงินที่ต้องใช้เบื้องต้น = ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อนรับเงิน
− เงินของกิจการที่พร้อมนำมาใช้
− รายรับที่คาดว่าจะเข้าระหว่างรอบ
เงินสำรองสำหรับความคลาดเคลื่อน**
สูตรนี้ไม่ใช่สูตรอนุมัติของธนาคาร และไม่ได้ใช้แทนเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจไม่ตั้งวงเงินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
สมมติกิจการมีค่าใช้จ่ายสำหรับรับงานหนึ่งรอบดังนี้
ค่าวัตถุดิบและสินค้าที่ต้องสั่งล่วงหน้า 700,000 บาท
ค่าแรงและค่าผู้รับเหมาช่วง 100,000 บาท
ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายหน้างาน 50,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก่อนรับเงินเท่ากับ 850,000 บาท
กิจการมีเงินสดที่พร้อมร่วมใช้ 300,000 บาท และมีลูกหนี้เดิมที่คาดว่าจะชำระก่อนถึงช่วงเงินสดต่ำสุดอีก 180,000 บาท
ช่องว่างเงินสดเบื้องต้นคือ
850,000 − 300,000 − 180,000 = 370,000 บาท
จากนั้นอาจเผื่อความคลาดเคลื่อนสำหรับต้นทุนเพิ่ม งานล่าช้า หรือลูกค้าชำระช้ากว่ากำหนด โดยในงานวางแผน ดิฉันมักให้เจ้าของกิจการทดลองคำนวณเงินสำรองเพิ่มเติมประมาณ 10–15% ของค่าใช้จ่ายที่มีความไม่แน่นอน
หากเพิ่มเงินสำรองประมาณ 100,000–130,000 บาท วงเงินสำหรับวางแผนในกรณีนี้จะอยู่ใกล้ประมาณ 470,000–500,000 บาท ไม่ใช่ 850,000 บาทเต็มจำนวน และอาจไม่จำเป็นต้องขอเป็นหลักล้านเพียงเพราะต้องการมีวงเงินเหลือไว้
จำนวนเงินสำรองที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความผันผวนของแต่ละธุรกิจ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกันกับทุกกิจการ
หลังทราบจำนวนเงินที่ต้องใช้แล้ว คำถามถัดไปคือ เงินก้อนนี้จะถูกใช้เป็นเวลานานเท่าไร
จากที่ดิฉันเคยช่วยไล่โครงสร้างเคสจริง สิ่งที่มักพลาดไม่ใช่ “ขอผิดวงเงิน” แต่คือ “ใช้เงินถูกประเภทแต่เลือกระยะเวลาผิด” ซึ่งทำให้แม้จะอนุมัติแล้ว ธุรกิจกลับเริ่มตึงมือในเดือนที่ 2–3 เพราะรอบเงินสดไม่ทันค่างวด
มีเคสหนึ่งที่ดิฉันจำได้ชัด เจ้าของกิจการบอกว่า “เงินก้อนนี้ใช้แค่หมุนของ 2 เดือน เดี๋ยวก็คืนได้” แต่พอไล่ Statement จริง พบว่าลูกค้าจ่ายเฉลี่ย 60–75 วัน พอเงินกู้ครบกำหนดชำระรอบแรก เงินจากลูกค้ายังไม่เข้าเต็มรอบ ทำให้ต้องดึงเงินส่วนอื่นมาหมุนแทน จุดนี้เองที่ทำให้ “ระยะเวลาเงินกู้” สำคัญพอ ๆ กับ “จำนวนเงิน”
การใช้วงเงินผิดประเภทอาจทำให้กิจการรับต้นทุนหรือภาระผ่อนที่ไม่สอดคล้องกับรอบเงินสด แม้วงเงินจะได้รับอนุมัติแล้วก็ตาม
หากกิจการใช้เงินซื้อสินค้า จ่ายวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง หรือรองรับช่วงรอลูกค้าชำระ และเงินจะกลับมาภายในระยะสั้น วงเงินหมุนเวียน เช่น OD, P/N หรือ Working Capital อาจสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานมากกว่าเงินกู้ระยะยาว
ในทางปฏิบัติที่ดิฉันเจอบ่อยคือ เจ้าของกิจการมัก “มั่นใจรอบเงินสดจากความรู้สึก” มากกว่าตัวเลขจริง เช่น บอกว่า “ลูกค้าจ่ายเร็วอยู่แล้ว” แต่พอเปิด Statement ย้อนหลัง 6 เดือน จะเห็นว่ามีเดือนที่ลากยาวเกิน 45 วันอยู่เสมอ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้วงเงินหมุนเวียนเริ่มตึงโดยไม่รู้ตัว
จุดสำคัญคือ เมื่อรายรับกลับมา ควรมีวินัยนำเงินมาลดการใช้วงเงิน ไม่ใช่ปล่อยยอดค้างอยู่ใกล้เพดานตลอดเวลา เพราะจากที่ดิฉันเห็นในหลายเคส ปัญหาไม่ได้เกิดจาก “กู้เกิน” แต่เกิดจาก “ไม่เคยคืนวงเงินให้กลับมาเป็นศูนย์ตามรอบจริง”
หากเงินถูกใช้ซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ ระบบ ต่อเติมสถานที่ หรือขยายสาขา ประโยชน์จากการลงทุนจะทยอยเกิดขึ้นหลายปี การใช้ Term Loan หรือสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่มีระยะผ่อนสอดคล้องกับอายุของทรัพย์ มักเหมาะกว่าการใช้วงเงินระยะสั้นมารองรับทั้งหมด
ดิฉันเคยเห็นเคสที่ใช้ OD ไปซื้อเครื่องจักร เพราะ “อนุมัติไว” แต่ผลคือ 3 เดือนแรกยังพอไหว พอเริ่มมีดอกเบี้ยสะสมและต้องหมุนสต๊อกพร้อมกัน กระแสเงินสดเริ่มไม่สัมพันธ์กันทันที ทั้งที่ตัวเครื่องจักรยังไม่ทันสร้างรายได้เต็มรอบด้วยซ้ำ
สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ “สินทรัพย์ไม่ได้สร้างเงินทันที แต่สร้างเงินเป็นรอบ” ดังนั้นโครงสร้างผ่อนควรเดินตามรอบรายได้ ไม่ใช่ตามความสะดวกตอนขอวงเงิน
กิจการที่ขายสินค้าและบริการให้บริษัทขนาดใหญ่ อาจมีรายได้เกิดขึ้นแล้วแต่ต้องรอเครดิต 30–90 วัน ในกรณีนี้ควรพิจารณาเครื่องมือที่อิงกับลูกหนี้การค้า เช่น Factoring ควบคู่กับวงเงินทั่วไป
จากประสบการณ์ของดิฉัน จุดที่ทำให้หลายกิจการ “เข้าใจผิด” คือคิดว่า Invoice คือเงินสดแล้ว ทั้งที่ใน Statement เงินยังไม่เข้าจริง ทำให้วางแผนผ่อนหนี้เร็วเกินไป
มีเคสหนึ่งที่ลูกค้าถือ Invoice มูลค่าหลายล้าน แต่เงินเข้าจริงช้ากว่าที่คาด 20 วัน พอถึงรอบตัดบัญชี กลายเป็นต้องใช้วงเงินอื่นมาชดเชยทันที ทั้งที่บนกระดาษดูเหมือนมีเงินเพียงพอแล้ว
ธุรกิจรับเหมา ธุรกิจบริการโครงการ ธุรกิจผลิตตามคำสั่งซื้อ หรือธุรกิจนำเข้าสินค้า อาจต้องออกค่าใช้จ่ายก่อนตามลำดับของงาน จึงควรวางวงเงินจากสัญญา PO งวดส่งมอบ และกำหนดรับเงิน ไม่ควรใช้เพียงยอดขายเฉลี่ยรายเดือนเป็นตัวตั้ง
สิ่งที่ดิฉันมักทำในเคสลักษณะนี้คือ “ไล่เงินตามงวดงาน” มากกว่าดูยอดรวม เพราะความเสี่ยงจริงไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่คือ “ช่วงเวลาที่เงินออกก่อนเงินเข้า”
เคยมีเคสที่ยอดงานดูใหญ่และมั่นคงมาก แต่พอแยกงวดเงินจริง พบว่ามีช่วง gap ประมาณ 40–50 วัน ที่ไม่มีเงินเข้าเลย ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้วงเงินพอดี ไม่ใช่ใช้จากค่าเฉลี่ยทั้งเดือน
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกประเภทวงเงินได้จากหน้า สินเชื่อ SME
ในบางเคส เจ้าของกิจการรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างไว้ในคำขอเดียว เช่น
ซื้อเครื่องจักร
ซื้อวัตถุดิบ
จ่ายค่าตกแต่ง
สำรองเงินเดือน
ปิดภาระเดิม
เก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉิน
แม้ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจ แต่ระยะเวลาที่เงินแต่ละส่วนสร้างผลตอบแทนไม่เท่ากัน
ค่าซื้อเครื่องจักรอาจคืนทุนในสามถึงห้าปี ขณะที่ค่าวัตถุดิบอาจหมุนกลับมาใน 45 วัน ส่วนภาระเดิมอาจต้องวิเคราะห์อีกครั้งว่าเป็นหนี้ประเภทใดและมีต้นทุนเท่าไร
จากประสบการณ์ทำงานของดิฉัน การแยกวงเงินตามภารกิจช่วยให้เห็นภาพมากกว่า เช่น
เงินลงทุนระยะยาว 1,000,000 บาท ใช้ Term Loan
เงินหมุนเวียนตามรอบงาน 500,000 บาท ใช้วงเงินหมุนเวียน
ลูกหนี้การค้าบางราย ใช้ Factoring เมื่อมี Invoice
การแยกเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะต้องอนุมัติครบทุกส่วน แต่ช่วยให้คำขอมีโครงสร้างและช่วยให้เจ้าของกิจการเปรียบเทียบต้นทุนของแต่ละทางเลือกได้ถูกต้องขึ้น
ยอดขายสูงไม่ได้แปลว่าธุรกิจสามารถรับค่างวดสูงได้เสมอไป เพราะเงินที่นำมาชำระหนี้ต้องเป็นเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว
ก่อนรับภาระใหม่ ควรคำนวณอย่างน้อยดังนี้
เงินสดเหลือก่อนรับภาระใหม่
= รายรับที่เก็บได้จริง
− ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
− ภาษีและค่าใช้จ่ายจำเป็น
− ภาระหนี้เดิม
− เงินสำรองขั้นต่ำของกิจการ
จากนั้นจึงนำค่างวดหรือภาระจากวงเงินใหม่มาเปรียบเทียบ
ตัวอย่างเช่น กิจการมีรายรับเฉลี่ยเดือนละ 1,200,000 บาท แต่มีต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าเช่า ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นรวม 970,000 บาท มีภาระหนี้เดิมอีก 80,000 บาท และต้องการรักษาเงินสำรองขั้นต่ำ 70,000 บาท
เงินที่เหลือสำหรับรองรับความผันผวนและภาระใหม่จึงมีประมาณ
1,200,000 − 970,000 − 80,000 − 70,000
= 80,000 บาทต่อเดือน
หากค่างวดใหม่อยู่ที่ 70,000 บาท แม้ดูเหมือนยังชำระได้ แต่กิจการจะเหลือพื้นที่รองรับความผิดพลาดเพียง 10,000 บาท ซึ่งอาจตึงเกินไปเมื่อมีลูกค้าจ่ายช้า ต้นทุนเพิ่ม หรือยอดขายลดลง
หากต้องการลองใส่ตัวเลขของกิจการ สามารถใช้ เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด เพื่อดูทั้งเดือนปกติและเดือนที่รายได้ลดลง
ก่อนตัดสินใจเรื่องวงเงิน ดิฉันมักให้ผู้ประกอบการทดลองปรับตัวเลขอย่างน้อยสี่สถานการณ์
ดูว่าหลังจากรายรับลดลงแล้ว ยังเหลือเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำและภาระหนี้หรือไม่
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ขายเชื่อ เพราะปัญหาหลักอาจไม่ใช่ยอดขายลดลง แต่เป็นวันที่เงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับวันที่ต้องชำระค่างวด
โดยเฉพาะกิจการที่ราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง หรือค่าเงินผันผวน ควรทดลองดูว่ากำไรและเงินสดเหลือจะลดลงเพียงใด
หากกิจการมี OD บัตรธุรกิจ เงินกู้ระยะสั้น หรือภาระเจ้าของอยู่แล้ว ไม่ควรวางแผนโดยสมมติว่าภาระเหล่านั้นจะหายไปทันที เว้นแต่มีแผนรีไฟแนนซ์หรือปิดยอดที่ชัดเจน
สำหรับดิฉัน Stress Test ไม่ได้มีไว้ทำให้คำขอดูน่ากังวล แต่ใช้ค้นหาก่อนว่า จุดใดของแผนเปราะบางที่สุด เพื่อปรับวงเงิน ระยะผ่อน เงินสำรอง หรือช่วงเวลาลงทุนก่อนเกิดภาระจริง
คำตอบว่า “จะผ่อนจากยอดขายของบริษัท” ยังไม่เพียงพอสำหรับการวางแผน เพราะยอดขายอาจยังไม่ถูกเก็บเป็นเงินสด และรายได้แต่ละส่วนอาจมีต้นทุนต่างกัน
คำอธิบายที่ชัดกว่าควรระบุว่า
รายได้มาจากลูกค้าหรือกลุ่มธุรกิจใด
ลูกค้าชำระเป็นเงินสดหรือให้เครดิต
เครดิตเฉลี่ยกี่วัน
เงินเข้าบัญชีใด
มีรายการใดถูกหักก่อนรับเงินหรือไม่
รายรับส่วนใดถูกใช้เป็นแหล่งชำระหนี้
หลังชำระค่างวดแล้วยังเหลือเงินหมุนเท่าไร
ตัวอย่างคำอธิบายที่ตรวจสอบได้มากขึ้นคือ
วงเงินนี้ใช้รองรับค่าวัตถุดิบและค่าแรงสำหรับสัญญาบริการสามโครงการ ลูกค้าชำระภายใน 45 วันหลังตรวจรับ รายรับเฉลี่ยจากลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 900,000 บาทต่อเดือน โดยประมาณ 80% เข้าบัญชีบริษัท หลังหักต้นทุนและภาระเดิม คาดว่ามีเงินสดรองรับภาระใหม่ตามแผนประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน
คำอธิบายลักษณะนี้เชื่อมแผนใช้เงินกับหลักฐาน เช่น สัญญา Invoice ใบตรวจรับ และ Statement ได้ง่ายกว่าการระบุเพียงว่าจะผ่อนจากรายได้ธุรกิจ
จุดที่ดิฉันพบค่อนข้างบ่อยคือ กิจการมีรายได้เพียงพอและมีงานจริง แต่เอกสารคำขอเริ่มต้นจากจำนวนเงินที่เจ้าของอยากมีสำรอง โดยไม่ได้แยกว่าจำเป็นต้องใช้สูงสุดในวันใด
เมื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่ม มักพบว่า
ค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
กิจการมีเงินของตัวเองร่วมใช้บางส่วน
มีลูกหนี้เดิมทยอยชำระระหว่างรอบ
ค่าใช้จ่ายลงทุนถูกนำมารวมกับเงินหมุนเวียน
วงเงินที่ขอบางส่วนยังไม่มีเอกสารรองรับ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ดิฉันจะไม่เริ่มจากการพยายามทำให้ยอดที่ต้องการดูน่าเชื่อถือ แต่จะย้อนกลับไปทำตารางเงินเข้า–เงินออกตามวันหรือสัปดาห์ เพื่อค้นหาว่า ยอดเงินสดติดลบสูงสุดจริง ๆ อยู่ที่เท่าไร
บางครั้งคำตอบคือ วงเงินที่กิจการจำเป็นต้องใช้ต่ำกว่ายอดที่ตั้งใจขอ แต่บางครั้งกลับพบว่ากิจการต้องการวงเงินมากกว่าที่คิด เพราะยังไม่ได้รวม VAT เงินประกันผลงาน ระยะตรวจรับ หรือช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้ากว่ากำหนด
ดังนั้น เป้าหมายของการคำนวณไม่ใช่การลดวงเงินทุกกรณี แต่คือทำให้จำนวนที่ขอมีเหตุผลและตรวจสอบย้อนกลับได้
กรณีศึกษานี้เป็นเคสธุรกิจบริการที่ได้รับอนุมัติ โดยปกปิดชื่อกิจการและผู้ให้สินเชื่อ รวมถึงปรับตัวเลขบางส่วนเพื่อรักษาความลับของลูกค้า แต่ยังคงโครงสร้างปัญหาและวิธีวิเคราะห์ตามที่ใช้จริง
ประเภทธุรกิจ: บริการดูแลระบบและงานบำรุงรักษาให้ลูกค้าองค์กร
อายุธุรกิจ: ประมาณ 4 ปี
รายได้เฉลี่ย: ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน
รายได้เข้าบัญชีบริษัท: ประมาณ 80%
ระยะรับชำระจากลูกค้า: เฉลี่ย 45 วัน
ภาระผ่อนเดิม: ประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน
เงินของกิจการที่พร้อมร่วมใช้: 300,000 บาท
เจ้าของกิจการต้องการขอวงเงิน 1.5 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการเก็บไว้รองรับงานใหม่และใช้เป็นเงินสำรอง
เมื่อดูรายละเอียดจริง พบว่างานที่ต้องใช้เงินมีค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าวัสดุและอุปกรณ์ 700,000 บาท
ค่าแรงและค่าผู้รับเหมาช่วง 100,000 บาท
ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายหน้างาน 50,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายสูงสุด 850,000 บาท
แต่ค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดในวันเดียวทั้งหมด กิจการมีเงินร่วมใช้ 300,000 บาท และมีลูกหนี้จากงานเดิมที่คาดว่าจะรับก่อนถึงจุดเงินสดต่ำสุดอีกประมาณ 180,000 บาท
ช่องว่างเงินสดเบื้องต้นจึงเท่ากับ
850,000 − 300,000 − 180,000
= 370,000 บาท
เมื่อเผื่อค่าใช้จ่ายคลาดเคลื่อนและความเสี่ยงจากการรับเงินล่าช้า วงเงินหมุนเวียนที่ใช้วางแผนอยู่ใกล้ประมาณ 500,000 บาท
ลดการใช้คำว่า “ขอไว้เป็นเงินสำรอง” และระบุว่างานใดเป็นเหตุให้ต้องใช้เงิน
ทำตารางวันที่จ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง และวันที่คาดว่าจะรับเงิน
แสดงเงินของกิจการที่นำมาร่วมใช้ 300,000 บาท
เชื่อมสัญญา ใบเสนอราคา แผนส่งมอบ และกำหนดรับชำระเข้ากับตารางเงินสด
แยกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับรอบงานออกจากวงเงินหมุนเวียน
ทดสอบกรณีลูกค้าชำระช้าเพิ่มอีก 15 วัน
สรุปภาระเดิมและเงินเหลือหลังรับวงเงินใหม่ในหน้าเดียว
คำขอได้รับอนุมัติในโครงสร้างที่ใกล้กับวงเงินตามรอบงาน ไม่ใช่วงเงิน 1.5 ล้านบาทตามที่เจ้าของกิจการตั้งไว้ในตอนแรก
สิ่งที่สำคัญกว่าการลดจำนวนวงเงินคือ เจ้าของกิจการเข้าใจหลังจากทำตารางแล้วว่า เงินสดติดลบเกิดในช่วงใด และเมื่อรับเงินจากลูกค้าแล้วควรนำเงินส่วนใดกลับมาลดการใช้วงเงิน
จากเคสนี้ ดิฉันมองว่า จุดแข็งของคำขอไม่ได้เกิดจากการเขียนแผนให้ดูสวย แต่เกิดจากตัวเลขสี่ชุดที่เชื่อมกัน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายตามงาน เงินที่กิจการร่วมใช้ วันที่ลูกค้าชำระ และภาระหนี้ที่มีอยู่แล้ว
หมายเหตุ: ผลอนุมัติของกรณีหนึ่งไม่สามารถใช้รับประกันผลของกิจการอื่นได้ เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับข้อมูล เอกสาร เครดิต หลักประกัน และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในช่วงที่สมัคร
เจ้าของกิจการสามารถทำเอกสารสรุปเบื้องต้นโดยแบ่งเป็นหกส่วน
ระบุวงเงินรวมและแยกตามวัตถุประสงค์ เช่น เงินหมุนเวียน 500,000 บาท และเงินลงทุนอุปกรณ์ 700,000 บาท
ระบุรายการ จำนวนเงิน วันที่ต้องจ่าย และเอกสารที่ใช้ยืนยัน เช่น ใบเสนอราคา PO สัญญา หรือประมาณการต้นทุน
แสดงให้เห็นว่าเจ้าของกิจการนำเงินของตัวเองเข้าร่วมเท่าไร และเงินดังกล่าวอยู่ในบัญชีหรือมีแหล่งที่มาอย่างไร
ระบุว่ารายรับจะเกิดจากลูกค้ากลุ่มใด เข้าเมื่อไร และเข้าบัญชีใด
สรุปค่างวดเดิม วงเงินที่ใช้อยู่ ค่างวดใหม่โดยประมาณ และเงินที่คาดว่าจะเหลือหลังหักภาระทั้งหมด
ระบุว่าจะปรับอย่างไรหากรายได้ลดลง งานล่าช้า หรือลูกค้าจ่ายช้า เช่น ลดการซื้อสต๊อก เลื่อนการลงทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือเพิ่มเงินของเจ้าของ
เอกสารหนึ่งหน้าไม่สามารถแทนงบการเงินและ Statement ได้ แต่ช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจคำขอได้เร็วขึ้น และช่วยตรวจพบก่อนยื่นว่ามีตัวเลขส่วนใดขัดกันหรือยังไม่มีเอกสารรองรับ
เมื่อคำนวณวงเงินแล้ว ควรตรวจว่าแต่ละตัวเลขมีหลักฐานเชื่อมโยงหรือไม่
ค่าซื้อสินค้า: ใบเสนอราคา PO หรือประวัติซื้อสินค้า
ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์: ใบเสนอราคา รายละเอียดรุ่นและเงื่อนไขชำระ
ค่าใช้จ่ายตามโครงการ: สัญญา ตารางงาน งวดส่งมอบ และงวดรับเงิน
รายได้จากลูกหนี้: Invoice ใบส่งของ ใบตรวจรับ และ Statement
เงินของกิจการที่ร่วมใช้: ยอดเงินในบัญชีหรือหลักฐานแหล่งที่มา
ภาระหนี้เดิม: รายการชำระจาก Statement และรายละเอียดสัญญาเดิม
ยอดขาย: งบการเงิน ภาษี รายงานขาย และรายการรับเงินผ่านบัญชี
หลักสำคัญไม่ใช่การมีเอกสารจำนวนมากที่สุด แต่คือเอกสารแต่ละชุดควรเล่าเรื่องเดียวกันว่า กิจการใช้เงินอย่างไร รายได้เกิดจากไหน และเงินจะกลับมาในช่วงใด
คำว่า “ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ” กว้างเกินไป ควรแจกแจงเป็นสินค้า ค่าแรง ค่าขนส่ง หรือช่องว่างระหว่างวันจ่ายกับวันรับเงิน
ยอดขายอาจยังไม่ถูกเรียกเก็บ และบางส่วนอาจถูกหักค่าธรรมเนียม เครดิตโน้ต เงินประกันผลงาน หรือค่าใช้จ่ายอื่นก่อนเงินเข้าบัญชี
การคำนวณเฉพาะค่างวดใหม่ทำให้เห็นเงินเหลือสูงกว่าความจริง ควรรวมภาระของกิจการและภาระที่เจ้าของต้องรับผิดชอบด้วย
ควรใช้ค่าเฉลี่ยและทำกรณีรายได้ลดลง ไม่ควรวางภาระระยะยาวบนยอดขายพิเศษที่อาจไม่เกิดซ้ำ
อาจทำให้ต้องคืนเงินเร็วกว่าช่วงที่ทรัพย์เริ่มสร้างรายได้และทำให้กระแสเงินสดตึง
อาจทำให้กิจการแบกภาระต่อเนื่องหลายปี ทั้งที่เงินถูกใช้และหมุนกลับมาแล้วภายในเวลาไม่กี่เดือน
ธุรกิจที่ชำระค่างวดได้พอดีในเดือนปกติ แต่ไม่เหลือเงินรองรับเดือนที่ยอดขายลดลง ยังถือว่ามีความเสี่ยง
ควรพิจารณาลดวงเงินเมื่อ
วงเงินบางส่วนยังไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน
ภาระใหม่ทำให้เงินเหลือต่อเดือนต่ำเกินไป
รายรับที่ใช้เป็นแหล่งชำระยังไม่แน่นอน
มีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่สามารถเลื่อนออกไปได้
กิจการกำลังใช้รายได้สูงผิดปกติเป็นฐานคำนวณ
ส่วนการเพิ่มเงินของกิจการเองอาจเหมาะเมื่อ
เป็นการลงทุนที่เจ้าของต้องการแสดงความร่วมรับความเสี่ยง
วงเงินที่ต้องการสูงกว่าช่องว่างเงินสดที่อธิบายได้
ต้องการลดค่างวดและต้นทุนรวม
มีเงินคงเหลือที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำเนินงานประจำ
การนำเงินร่วมใช้ช่วยให้โครงการยังมีเงินสำรองหลังลงทุน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำเงินสดทั้งหมดออกจากกิจการเพื่อทำให้คำขอดูดี เพราะธุรกิจยังต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายปกติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ให้สินเชื่อไม่มีมูลค่าทรัพย์สินมาใช้เป็นหลักยึดเท่ากับสินเชื่อมีหลักประกัน น้ำหนักจึงมักกลับมาอยู่ที่รายได้ กระแสเงินสด ประวัติชำระ ภาระเดิม และความสมเหตุสมผลของคำขอมากขึ้น
สิ่งที่เจ้าของกิจการควรเตรียมเพิ่ม ได้แก่
Statement ที่แยกรายได้ธุรกิจได้
เอกสารยอดขายที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ตารางเงินเข้า–เงินออกตามรอบ
แผนใช้วงเงินแบบแยกรายการ
หลักฐานลูกค้าและคำสั่งซื้อ
ภาระหนี้เดิมของกิจการและผู้ค้ำ
แผนสำรองหากรายรับเข้าช้า
คำว่าไม่มีหลักทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการชำระคืน แต่หมายถึงกิจการต้องทำให้ข้อมูลการดำเนินงานจริงอ่านได้ชัดมากขึ้น
สามารถเผื่อความคลาดเคลื่อนได้ แต่ควรระบุที่มาของเงินสำรอง เช่น ต้นทุนอาจเพิ่ม งานอาจล่าช้า หรือลูกค้าอาจจ่ายช้า ไม่ควรเพิ่มวงเงินเป็นจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
ควรดูข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยให้ครอบคลุมรอบธุรกิจและฤดูกาลของกิจการ ไม่ควรใช้เพียงหนึ่งหรือสองเดือนที่มียอดขายดี โดยทั่วไปควรพิจารณาทั้งค่าเฉลี่ย เดือนต่ำ และเดือนที่มีเงินสดติดลบมากที่สุด
ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ โครงการ และเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อ แต่ในแง่การวางแผน การแสดงว่าเจ้าของมีเงินร่วมใช้ช่วยให้เห็นว่าวงเงินถูกคำนวณจากช่องว่างจริง ไม่ได้ผลักภาระทั้งหมดไปยังเงินกู้
ไม่เสมอไป เพราะกำไรทางบัญชีและเงินสดในแต่ละช่วงอาจไม่เท่ากัน กิจการอาจมีกำไรแต่ลูกหนี้ยังไม่ชำระ หรือมีเงินจมในสต๊อกจำนวนมาก จึงต้องดู Statement และกระแสเงินสดร่วมด้วย
หากใช้เงินเป็นรอบสั้นและเงินกลับมาเร็ว วงเงินหมุนเวียนอาจเหมาะกว่า หากใช้ลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างประโยชน์หลายปี Term Loan อาจช่วยกระจายภาระได้เหมาะกว่า บางกิจการอาจต้องใช้ทั้งสองประเภทโดยแยกตามวัตถุประสงค์
ควรคำนวณก่อนว่าภาระเดิมเกิดจากหนี้ประเภทใด ต้นทุนเท่าไร และใช้กับทรัพย์หรือรอบธุรกิจใด หากภาระเดิมไม่สอดคล้องกับกระแสเงินสด การปรับโครงสร้างหรือรีไฟแนนซ์อาจเหมาะกว่าการเพิ่มหนี้ใหม่เข้าไปทันที
ไม่รับประกัน สูตรและตัวอย่างในบทความใช้สำหรับวางแผนเบื้องต้นเท่านั้น การอนุมัติจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลกิจการ งบการเงิน Statement เครดิต หลักประกัน ผู้ค้ำ เอกสาร และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง
ก่อนยื่น สินเชื่อ SME เจ้าของกิจการควรตอบให้ได้อย่างน้อยห้าคำถาม
เงินจะนำไปใช้กับรายการใด
ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อไร
กิจการมีเงินของตัวเองร่วมใช้เท่าไร
รายรับจะกลับมาเมื่อไรและเข้าบัญชีใด
หลังรับภาระใหม่แล้วยังเหลือเงินหมุนเพียงพอหรือไม่
วงเงินที่เหมาะไม่จำเป็นต้องเป็นวงเงินสูงที่สุด แต่ควรเป็นจำนวนที่ปิดช่องว่างเงินสดได้พอดี มีระยะเวลาสอดคล้องกับงาน และไม่ทำให้ธุรกิจตึงมือหลังได้รับอนุมัติ
จากประสบการณ์ของดิฉัน คำขอที่อธิบายง่ายมักไม่ได้เกิดจากเอกสารที่หนาที่สุด แต่เกิดจากตัวเลขไม่กี่ชุดที่เชื่อมกันได้ ได้แก่ แผนใช้เงิน ตารางเงินเข้า–ออก ภาระเดิม แหล่งชำระคืน และแผนสำรองเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาด
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากวงเงินประเภทใด สามารถอ่าน คู่มือสินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ
และหากต้องการให้ช่วยตรวจโครงสร้างคำขอ แผนใช้เงิน ภาระเดิม และประเภทวงเงินก่อนยื่นจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ ปรึกษาสินเชื่อก่อนยื่นกู้
เขียนโดย: สุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อดีต Credit Analyst และปัจจุบันเป็น Financial Advisor เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและกระแสเงินสดเพื่อการขอสินเชื่อธุรกิจ ผลงาน: ดูประวัติผู้เขียน ThaiMOOCProfile | LinkedIn ใบรับรอง:การเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)|Managerial Accounting & Financial Management
ตรวจทานโดย: วิรัช หลักคำ อดีตที่ปรึกษาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และวางโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (สินเชื่อ) และมีประสบการณ์ตรงด้าน Financial Model, Feasibility Study, การประเมินมูลค่าโครงการ และการจัดทำ Business & Financial Plan ดูประวัติผู้ตรวจทาน | LinkedIn
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะราย เงื่อนไขการอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อมูลของกิจการ เอกสารประกอบ และนโยบายของผู้ให้สินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา